วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โย ยศวดี เผยรักสุดช้ำ! ถูกเข้าใจผิดแย่งสามีคนอื่นจนเคยคิดฆ่าตัวตาย

รายการ “คลับฟรายเดย์โชว์” โดย 3 พิธีกร ดีเจพี่ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา, ดีเจพี่อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล, อั๋น ภูวนาท คุนผลิน พูดคุยกับนางแบบ-นักแสดงสาว โย ยศวดี หัสดีวิจิตร ถึงเรื่องราวสมัยวัยเด็กที่ทั้งเรียนและทำงานไปด้วยแต่เป็นเด็กเกเรมาก ไปจนถึงความรักแบบปั๊บปี้เลิฟ ความรักกับหนุ่มต่างชาติที่เกือบจะลงเอยด้วยการแต่งงาน ความรักที่เจ็บปวดที่สุด ถูกสังคมเข้าใจผิดว่าแย่งสามีคนอื่นจนเครียดและคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว และความรักครั้งสุดท้ายกับ ดร.หนึ่ง แฟนหนุ่มข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ที่ทำให้เจ้าตัวบอกว่าเป็นความรักที่ดี จนทำให้คนใกล้ตัวอย่าง เอ อัญชลี หัสดีวิจิตร พี่สาวของโยบอกว่าทำให้เธอเหมือนเป็นอีกคนนึงด้วย


ซึ่ง โย เผยว่า “สมัยเด็กยอมรับว่าเกเร คุณแม่ไป ร.ร. บ่อย เพราะโดนทำทัณฑ์บน คือเราไม่ได้เป็นคนหาเรื่องใคร แต่เป็นคนไม่มีความอดทน เวลาใครมาหาเรื่องมาแซวหน่อยก็จะมีเรื่องกับเขา และก็ใช้เงินฟุ่มเฟือย ทำงานได้เงินมาปุ๊บก็ใช้หมดเลย ก็คิดว่าถ้าเราทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ เราคงลำบาก และมีช่วงนึงโดนแบนตอนอายุ 16-17 เพราะเราไปสาย เที่ยวกลางคืนด้วย พอไม่มีงานเกือบปี ก็มาเล่นละคร และมาเดินแบบอีกครั้งหลังจากนั้นอีก 2 ปี

ตอนนั้นพบรักกับนายแบบคนนึง เป็นปั๊บปี้เลิฟ เขาดูแลรับส่ง ตอนนั้นเชื่อว่ามันคือความรัก แต่จริงๆ มันไม่ใช่ เพราะพอผ่านช่วงโปรโมชั่นหมดก็ทะเลาะกัน บางทีแค่ได้ยินเสียงทางโทรศัพท์ก็จะด่ากัน เป็นเพราะเราอยากได้อย่างเดียว เขาต้องมีเวลาให้เราเสมอ อารมณ์ร้อนมาก เหมือนไฟลุกตลอดเวลา เป็นคนมีไฟทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการทำงานและส่วนตัว พอมีความรักก็ทุ่มเต็มที่ เราขี้วีนมาก อย่างแค่เขาไม่โทรกลับ เราก็สามารถบุกถึงที่ได้ เคยบุกไปตอนที่เขาอยู่กับเพื่อนเต็มไปหมด เพื่อนก็ตกใจ ส่วนเขาก็มีคำสั่งว่าห้ามเราถ่ายแบบกับคนนั้นคนนี้ คือความเป็นเด็กไม่มีใครยอมใคร จนวันนึงมาถึงจุดพีคสุดๆ วันนั้นทะเลาะบนรถ แล้วเขาก็เอากระเป๋าเราขว้างไปในบ้านและตะโกนว่าเรา

แม่เห็นก็เลยเดินมาบอกว่าให้เลิกกันเถอะ ปกติเราไม่ค่อยฟังแม่ แต่วันนั้นก็ตัดสินใจเลิกกันเลย ช่วงนั้นพี่สาวพาไปเที่ยว เราก็ลืมไป เลยรู้ว่าไม่ใช่ความรัก เป็นคนไม่ขี้หึง เวลามีเพื่อนผู้ชายแต่ไม่เคยมีแฟน เราก็ไม่รู้ว่าความหึงเป็นยังไง แต่พอมีแฟนคนแรกก็เอาแต่ใจ อยากให้เขาตามใจเรา แต่เขาไม่เจ้าชู้เลย ส่วนเราเป็นพวกชอบคุยแต่ไม่เคยเข้าไปจีบ ก็คบกันอยู่ปีกว่าก็เลิกเพราะแม่บอกให้เลิกในวันนั้น

ช่วงที่ไปเดินแบบที่ฮ่องกงก็ไปพบรักหลังจากแฟนคนแรก 2 ปี เป็นคนอเมริกัน ตอนนั้นคบกันก็ลงตัว ผู้ชายคนนี้ทำให้เราเจอการทำงานที่กว้างขึ้น เขาเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยพูด พอได้คุยกันก็เป็นคนเรียบร้อยจริงๆ เขาถูกเลี้ยงดูมาอีกแบบนึง คนนี้คบกันเกือบ 7 ปี ผ่านอะไรมาเยอะ ทั้งเรื่องดีๆ ร้ายๆ แต่เราก็ฝ่าฟันมาด้วยกัน แต่ความที่เขามีบ้านของเขา ก็ไปๆ มาๆ เราก็ไปๆ มาๆ ระหว่างไทยกับอเมริกาด้วย ปีนึงเราเดินทาง 3 รอบ

ตอนนั้นคบ 6 ปี เขาก็ขอแต่งงาน เราก็คิดว่าพร้อม และคิดว่าจะใช้ชีวิตแบบเดิม แต่งงานก็คงไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเยอะ ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านั้น พอเขาบินกลับไป 2 เดือนเพื่อเตรียมงาน เราก็ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ เหมือนเราทำความรู้จักกับเพื่อนนางแบบใหม่ เพราะเราไม่ค่อยสนิทกับใคร เราไม่เคยมีชีวิตแบบนี้มา 6-7 ปีคือชีวิตที่เป็นอิสระ อยากทำอะไรก็ทำ เราอยากมีชีวิตแบบนี้ไปสักพัก เราก็บอกเขาว่าอย่าเพิ่งแต่งเลย เขาก็บินกลับมาเพราะรู้สึกว่าเราเปลี่ยนไป ไม่ใส่ใจ จริงๆ เราหมดรักเขานานแล้ว แต่มารู้ชัดเจนตอนที่ห่างกัน เราเลยมีโอกาสคิดตัดสินใจ แต่เราไม่มีใครใหม่ ตอนนั้นเราก็เริ่มคิดว่าอยากมีคนที่ดูแลเราได้มากกว่านี้ เรากลัวว่าแต่งแล้วจะลำบากอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ

เขาก็กลับมาคุยกับเราแล้วบอกว่านี่ไม่ใช่เราคนเดิม ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ด้วยอะไรหลายอย่าง เขาก็รู้สึกว่าเราหมดรัก เขาก็อยากถามเรามานานแล้วแต่ไม่กล้า แม่เราก็เสียดายเพราะว่าเขาก็รู้จักกับแม่ ตอนที่เราเลิกกับเขาเหมือนกับเลิกกับทางบ้านเขาด้วย เพราะแม่เขาก็เสียใจมาก พอเขาบินกลับไปก็ไม่กลับมาอีกเลย ปัจจุบันเขาแต่งงานมีลูกแล้ว เราก็เคยคิดแว้บว่าถ้าเราแต่งงานมีลูกกับเขาลูกเราจะหน้าตายังไง แล้วหลังจากนั้นวันนึงเขาก็อินบ็อกซ์มาคุยกับเราว่าสบายดีไหม คือเราไม่ได้เกลียดกัน สามารถคุยทักทายได้

ส่วนความรักที่เจ็บปวดที่สุด เป็นความรักที่ทำให้เราเข้าใจคำว่ารักนะ พอวันนึงเราเจอคนนี้ เรายังไม่คิดว่าเราจะรักคนคนนึงได้มากขนาดนี้ ความรักครั้งนี้ใช้ความอดทนสูง ทุกข์จนรู้สึกว่าเราจะอยู่ต่อไปถึงวันพรุ่งนี้ได้ไหม กินยาก็ไม่หาย เราอยู่แบบนี้มา 3 ปี กับคนนี้ไปรู้จักกันได้หลังจากที่เดินแบบเสร็จ เราก็พอทราบว่าเขามีครอบครัวแล้ว ก็ทักทายกันปกติไม่มีอะไร คนอื่นคุยกับเขามากกว่าอีก ผ่านไปสักพักก็ได้รับข้อความบอกว่าขอเบอร์โทรได้ไหม เราก็คิดว่าถ้าเราไม่ข้ามลิมิตไปก็น่าจะโอเค ก็เลยคุยกัน

วันนั้นที่เจอที่ร้านอาหาร ทำให้เรารู้สึกว่าเขาแตกต่างจากที่เคยได้ยินมา เรารู้สึกว่าเขาอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เป็นข่าว เราก็เลยลองคุย หลังจากคุยวันนั้น คนที่แนะนำให้เรารู้จักกับเขาก็บอกว่าความจริงคือเขาไม่มีครอบครัวแล้วนะ ถ้าคุยธรรมดาก็ไม่มีอะไร ก็คุยกันเป็นเดือน ได้ฟังเรื่องราว แชร์เรื่องราวแต่ละคนว่าเป็นไง เราก็ต้องเคลียร์บางเรื่องก่อนที่จะคบกัน เขาก็ไม่ได้โกหกด้วยค่ะ เราก็คบกันแต่อยู่ในที่ทางตัวเอง ไม่ต้องการเปิดตัว เรียบๆ ง่ายๆ

จนมันมีข่าวว่าเราเป็นมือที่ 3 ตอนนั้นก็สติหลุด ก็รอว่าให้เขาพูดก่อน แต่วันนั้นก็ไม่มาถึง เราเองก็มีขีดจำกัด พอนานๆ เข้าเราก็โมโหร้ายเหมือนตอนเป็นเด็กๆ เริ่มคิดว่าทำไมเราต้องทนทุกข์คนเดียว คนอื่นไม่ช่วยเรา ทุกวันที่ไปทำงาน คนรอบข้างถาม นักข่าวถาม เราก็โมโหว่าทำไมไม่เจอคำถามดีๆ เลย ช่วงนั้นก็ปรี๊ดออกสื่อตลอดเวลา ยิ่งพูดก็ยิ่งแรง

ถามว่าเคยพูดกันเรื่องการแก้ปัญหาไหม คุยนะคะ แต่พอฟังเหตุผล เราก็มองว่าถ้ามันเป็นเรื่องครอบครัวก็ละไว้ตรงนั้น แต่เราก็คิดว่ามันก็กระทบเราและครอบครัวเรา ตอนนั้นเราก็อดทน เขาเป็นคนที่โอบอ้อมอารีกับคนรอบข้าง ชอบช่วยคนอื่น เราเจอมุมที่คนอื่นไม่เห็น เราก็คิดว่าเราคบคนที่ดีนะ ไม่อยากเสียเขาไป แต่ว่าต้องรอเวลาแค่นั้นเอง

3 ปีที่คบ เราไม่เคยโดนทำร้ายจากเขา แต่เราโดนทำร้ายจากข่าว เวลาทำงานปกติก็มีความสุขนะ แต่บางครั้งสุขแล้วก็ทุกข์ มันทุกข์จนถึงขั้นเราเป็นโรคซึมเศร้า ผู้ชายพาเราไปหาหมอ ตอนนั้นไม่กินข้าว นอนไม่หลับ เราเริ่มรู้สึกว่าชีวิตแบบนี้คงอยู่ไม่ได้แล้ว เราคิดว่าเราต้องเดินหายไปเลยไม่กลับมา วันนั้นเราก็ตื่นมาแล้วเดินออกไปแล้วไม่กลับมาเลย จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่ได้คุยถึงเรื่องที่เลิกกัน

คุณแม่ไม่เห็นด้วยที่เราคบกันตั้งแต่แรก แม่บอกว่าตราบใดที่เขาไม่พูด เราจะถูกสังคมตราหน้าแบบนี้ ช่วงปีสุดท้ายที่คบกัน เราเจอแม่น้อยมาก เจอหน้ากันเวลาพูดกับเขา เขาก็ร้องไห้ กับครอบครัวฝ่ายชายเคยเจอกันก็ไม่มีอะไร ไม่มีใครคุกคามใครทั้งนั้น แต่ถึงผู้ชายจะดีกับเราแค่ไหน แต่เขาก็เจ้าชู้ค่ะ เรารู้สึกว่ามันมาผิดที่ผิดทางตั้งแต่แรก แต่เราพยายามปรับ จนวันนึงมันไม่ใช่แล้ว ถ้าวันนั้นเราไม่เดินออกมา เราอาจจะไม่สามารถรักใครได้อีกเลย ความรักครั้งนี้เราใช้เวลาหลายปีมากๆ ในการฟื้นตัว 3 เดือนแรกเขาก็พยายามตาม หลังจากนั้นก็หายไปเลย เพราะเราเปลี่ยนเบอร์ เราตัดสินใจแล้วว่าจะไม่กลับไปอีก และไม่เจอกันอีกเลยหลังจากนั้น 5 ปี ถามว่าถ้าเขาบอกว่าเขาจะเลิกกับทุกสิ่งและเลือกอยู่กับเรา เราก็โอเค แต่คิดว่าคงไม่มีวันนั้น

ช่วงนั้นงานก็มีปัญหา เกี่ยวเนื่องกันเพราะเราไม่มีสติสมาธิ เพราะเราเครียดเรื่องข่าว อยู่บ้านก็ร้อนเป็นไฟ 10 กว่าปีในวงการนางแบบที่เขาให้โอกาสเรา เราตั้งใจตลอด แต่ช่วงนั้นสติหลุด ก็ทำทุกอย่างพังหมดเลย เรายังเคยคิดว่าไม่ควรมาเจอกันด้วยซ้ำ จริงๆ สิ่งที่ช่วยเราได้ที่สุดตอนนั้นคือน้องเอวี่ ลูกของพี่สาว แล้วเราก็ไปเกาหลี จากนั้นก็กลับมาทำงาน เจอเพื่อนใหม่ๆ ใช้เวลา 2 ปี ถึงจะเจอความรักครั้งใหม่ ช่วงนั้นก็เข้าไปกราบขอโอกาสตั้งใจทำงานจริงจัง ก็ขอบคุณที่ให้โอกาสหลายรอบมาก แต่ผู้ใหญ่ให้โอกาสเราตลอด ทั้งพี่ตือ พี่คุกกี้ ฯลฯ ที่มีพระคุณอย่างสูงมาก

ช่วงเลิกกันเป็นอะไรที่ทรมานมาก ร้องไห้ กินยานอนหลับ พี่สาวบอกว่าถ้าไม่เปิดประตูออกมาก็ปิดประตูแล้วให้มันตายไปเลย พี่สาวบอกว่าทุกคนผ่านได้หมด แต่อยู่ที่ใจของเราจริงๆ ส่วนคุณแม่ก็ต้องมาดูแลเราอีก เวลาเราผิดหวังเรื่องอะไรอย่ามองข้ามครอบครัวซึ่งเป็นยาที่ดีที่สุด ถามว่าเคยคิดถึงขั้นจะฆ่าตัวตายเพราะความรักครั้งนี้ไหมก็เคยหลายครั้ง แต่ไม่ทำเพราะคิดถึงแม่ และพี่สาวก็ไม่มีเวลาที่จะดูแลแม่ได้ตลอด เราคิดถึงว่าถ้าเราทำแบบนั้นแล้วแม่จะอยู่ยังไง แม่ก็คงอยู่ไม่ได้ ถามว่าคิดว่าผู้ชายคนนั้นจะอยู่ได้ไหม เราก็คิดนะ แต่เชื่อว่าเขาอยู่ได้ คนรอบข้างก็บอกว่าเขาก็เจ็บปวดนะคะ แต่ว่าใช้เวลาฟื้นตัวเร็วกว่าเรา

ส่วนความรักครั้งสุดท้าย เราเอาประสบการณ์มาคิดว่าถ้าเราจะรัก เราจะเป็นคนแบบไหน ช่วงนั้นเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เปลี่ยนมานับถือคริสต์ จนมาเจอคนนี้ก็ไม่อยากทำผิดซ้ำแล้วซ้ำอีก ความรักที่ผิดพลาดทั้งหมดโยไม่โทษใคร โยโทษตัวเอง เรารู้ตัวเองดีแต่เรายังจะไป กับคนนี้เป็นเพื่อนเจอกันแว้บไปมา เขาไปเรียนอังกฤษ กลับมาและเจอกันเพราะมีคนแนะนำมาอีกที เราเคยคิดว่าจะไม่รักใครอีกแล้ว จะบอกว่ารายการนี้เป็นรายการแรกที่พูด จริงๆ เรายังรู้สึกนะ แม้วันนี้เราจะดูโอเคแล้วก็ตาม แต่วันนี้เราปลดล็อกไปแล้ว

ความรักครั้งนี้ผู้ชายจีบเราก่อน โทรหาเรา เพื่อนคอยเชียร์เลยดูง่ายขึ้น แต่ผู้ชายพูดน้อยมาก เวลาคุยกันจะคุยเรื่องที่จำเป็น ก็ดีนะ เพราะการที่พูดเยอะก็เรื่องเยอะ ไม่มีวี้ดวิ้ว เราคิดว่าควรมีความรักแบบเรียบง่ายได้แล้ว คบกันแรกๆ มีหวือหวา มีหึงกันบ้าง แต่มันก็เรียบง่ายมาก หนึ่งเป็นคนเอาเราอยู่ รู้จังหวะว่าจะพูดอะไรยังไงเราถึงจะยอม มีครั้งนึงเราไปคุยงานกับผู้ชายคนนึงและถูกปาปาฯ ถ่ายรูปเหมือนจูงมือเราเข้าลิฟต์ เขาก็เอามาถามทั้งที่เขาไม่เคยซื้อหนังสือแบบนี้เลย เขาถามว่าคืออะไร เราก็อธิบายว่าไปคุยงานและเคยเจอกันแค่ครั้ง 2 ครั้ง เขาก็บอกว่าให้ระวังตัวหน่อย ภาพมันดูไม่น่ารักเลย

ก็คบกันมา 6 ปี เขาเป็นผู้รับฟังที่ดี แต่เวลาเขาพูดเราจะเข้าใจ เขาจะชอบพูดแย้งเราในมุมที่เรานึกไม่ถึง ซึ่งก็ดีค่ะ เขามองอะไรกว้างไกลกว่าเรา เพื่อนก็ยุให้แต่งงานมีลูกตอนไปเที่ยว พอเรากลับมาก็ถามกันว่าจะแต่งไหม เขาก็ถามว่าแต่งแล้วจะไปอยู่ไหน แต่งแล้วต้องเป็นสามีภรรยานะ มันไม่เหมือนแฟนกัน จนเรามาเจอไดรกีฬา เราก็ทุ่มเทเวลาซ้อม เราก็บอกเขาว่าอยากเป็นนักไตรกีฬาอาชีพ ต้องซ้อม 6 วัน/สัปดาห์ ต้องมีโค้ช เขาก็งงว่าเรามีเวลาเหรอ เราก็บอกว่ามีนะเพราะเราไม่ได้เดินแบบแล้ว ตอนนั้นเราก็คิดได้ว่าเออ ทำไมไม่นึกถึงเขาเลยเนอะ สุดท้ายเราเลยบอกว่าอย่าเพิ่งแต่งเลย ดูกันไปก่อน

ตัวโยเองก็ขออยู่ไปเรื่อยๆ โยคิดว่าถ้าเราแต่งงานแล้วเราต้องเดินออกมา โยคงเฟลกับตรงนั้นมาก มีคนที่แต่งงานแล้วเลิก อยู่ด้วยกันจนแก่ก็มี ก็เคยคุยกับเขา เขาบอกว่าเขาคิดว่าถ้าแต่งงานก็จะแต่งกับคนที่ทำงานฟูลไทม์ ไม่ใช่นักกีฬา ตอนที่เรามาเป็นนักกีฬา เราก็คิดนะว่าเขาอาจจะหมดรักเรา แต่เขาบอกว่าดี จะได้ไปทำอะไรอย่างอื่นบ้าง วันนึงที่เราบอกว่าจะเป็นนักกีฬาวิ่งมาราธอน เขาก็บอกว่าจะไหวเหรอ เราบอกไหว ก็เปลี่ยนแปลงตัวเอง พอวันนึงก็บอกว่าจะเป็นนักไตรกีฬานะ รับได้ไหม เขาบอกว่ารับได้

ถามว่ามีหึงหวงไหม เขาไม่เคยเช็กโทรศัพท์ ส่วนเราก็เคยเห็นสาวๆ ส่งข้อความมาบ้าง แต่เราก็คิดว่าเขาคุยเรื่องงานมากกว่า เอบอกเราคบคนนี้เหมือนเป็นอีกคนนึงเลย พอเราอยู่กับตัวเอง ศึกษาตัวเองมากขึ้น ก็รู้ว่าจริงๆ ความสุขของเราไม่ไกลเลยนะ มันอยู่กับเราตลอด เพียงแต่ที่ผ่านมาเราชอบไปไขว่คว้าจากที่อื่น แต่ไม่เคยเอาความสุขที่มีอยู่กับตัวเราเองมาใช้ จนโยมาคบคนนี้ก็เลยเอามาใช้ มันเป็นความรักที่สงบ เรียบง่าย

ชีวิตรักของโยเหมือนหนังสือ มีทั้งทุกข์ สุข มีครบทุกอย่าง โยผ่านมาหมด ตอนนี้โยใช้ชีวิตอย่างสงบ เริ่มมีอายุ ทำอะไรช้าลง นิ่งมากขึ้น เริ่มใกล้ตอนจบของเรื่องไปเรื่อยๆ ช่วงที่ผ่านมาแต่ละช่วงมันบ่งบอกความรักได้ ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามเวลา ความรักในวัยเยาว์อย่าไปเร่ง เพราะยังมีอะไรอีกมากมายรอเราอยู่ ถามว่าจะเลิกเล่นไตรกีฬา เมื่อวานมีผู้หญิงอายุ 65 ปีได้ที่ 1 ขึ้นมารับรางวัล เราก็คิดว่าวันนึงเราต้องเป็นแบบนี้ (ยิ้ม)

ถามว่าอยากบอกอะไรคุณหนึ่ง ก็อยากบอกว่าโยไม่ค่อยหวาน วันเกิดไม่มีของขวัญ ไม่มีการ์ด แต่สิ่งที่ทำให้ตลอดคือความเสมอต้นเสมอปลาย และเขาเป็นแบบอย่างที่ดีให้โยตลอด วันที่เราเป็นไฟ เขาเป็นน้ำ ถึงวันนี้ไม่ใช่คู่ชีวิตจริงจัง แต่ซัพพอร์ตเราจนทำให้พอใจในสิ่งที่เราเป็นค่ะ

ส่วนคุณแม่ก็มีเวลาให้เยอะขึ้นตั้งแต่เราเปลี่ยนตัวเอง มีคนบอกว่าเปลี่ยนตัวเองเพื่อแม่รึเปล่า แต่จริงๆ เราเปลี่ยนเพื่อตัวเอง เพราะแม่บอกเสมอว่าให้เรารักตัวเอง พอเปลี่ยนตัวเอง นั่นคือเราตอบแทนความรักที่คุณแม่มีให้โยด้วย ก็เป็นการพิสูจน์ความรักที่เรามีให้กับคุณแม่ ส่วนพี่เอ พี่สาว เราจะบอกรักกันมากกว่าแฟนเพราะเราอยู่ใกล้ชิดกันมาก วันนี้พี่สาวทำทุกอย่างเพื่อลูก เราภูมิใจที่มีพี่สาวคนนี้ เพราะเขาผ่านอะไรมาเยอะและแข็งแกร่ง ก็อยากให้ชีวิตเขาเป็นตัวอย่างนะคะ รักพี่เอเสมอค่ะ”.

รายการ “คลับฟรายเดย์โชว์” พูดคุยกับนางแบบ-นักแสดงสาว โย ยศวดี ถึงชีวิตสมัยเด็กที่เคยเกเร ไปจนถึงความรักหลายแบบ โดยเฉพาะความรักที่เจ็บปวดที่สุด ถูกสังคมเข้าใจผิดว่าแย่งสามีคนอื่นจนเครียดและคิดฆ่าตัวตายมาแล้ว 13 ม.ค. 2561 19:59 13 ม.ค. 2561 20:55 ไทยรัฐ