วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สายน้ำแห่งชีวิต เจ้าแม่เรือด่วนเจ้าพระยา สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม

สายน้ำแห่งชีวิต เจ้าแม่เรือด่วนเจ้าพระยา สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม

  • Share:

แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสายน้ำที่ผูกพันกับชีวิตคนไทยมาช้านาน หากเปรียบชีวิตเหมือนสายน้ำ ชีวิตในวันนี้ของเจ้าแม่เรือด่วนเจ้าพระยา “สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม” ก็มาถึงจุดที่ได้ดังใจทุกอย่าง และเต็มไปด้วยความเอื้ออาทรต่อสรรพชีวิตที่พึ่งพา

“ทุกวันนี้ภูมิใจกับชีวิตมาก รู้สึกว่าทุกอย่างได้อย่างใจ มีเพื่อนก็รักและยอมรับเรา เดินไปไหนก็ไม่อายใคร ไม่ต้องหลบเจ้าหนี้ ดิฉันไม่เคยพยายามทำตัวเป็นข่าว เราเป็นเราดีที่สุด เราจะขึ้นรถเมล์ ก็เป็นเรา เราจะขึ้นโรลส์รอยซ์ก็เป็นเรา ใครจะรวยกว่าเรา เราก็ยินดีด้วย ไปดูบ้านเขาว่าสวยดี และคงไม่ไปอิจฉาใคร เราอยู่ด้วยความคิดว่าเมื่อเราไปก็ไปแต่ตัว ถ้าวันสุดท้ายของชีวิตมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างต้องอยู่ได้โดยไม่มีเรา ไม่ใช่ขาดเราแล้วล่มสลาย”...คุณติ๋ม-สุภาพรรณ พิชัยรณรงค์สงคราม บอกเล่าถึงความตกผลึกของชีวิต ในวัย 73 ปี ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาแล้วอย่างโชกโชน

46 ปี ที่ทำธุรกิจเดินเรือในเจ้าพระยา เคยมีวันไหนท้อแท้บ้างไหม

ท้อตลอดเลยค่ะ แต่หยุดไม่ได้!! เพราะเป็นหน้าที่ที่ต้องให้บริการประชาชน ที่จริงอยากให้รัฐบาลซื้อกิจการไปเลยด้วยซ้ำ แล้วเรารับเป็นลูกจ้างเดินเรือให้ เพราะนอกจากทำแล้วมีแต่ขาดทุน ยังเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนจำนวนมาก คนทั่วไปคิดว่าเราผูกขาดธุรกิจ แต่ที่จริงไม่มีใครอยากเข้ามาทำต่างหาก เพราะมันไม่ได้มีแวลูมากมาย เราต้องต่อเรือเองทั้ง 90 ลำ ลำหนึ่งลงทุนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท

ได้เลือดนักสู้จากคุณแม่มาเต็มตัวเลยไหม

คุณแม่ (คุณหญิงสุภัทรา สิงหลกะ) เป็นนักสู้ตัวจริง ท่านเป็นคนขยันมาก ทำงานอาทิตย์ละ 7 วัน ไม่เคยหยุดพัก คุณแม่บอกเสมอว่าอย่าอยู่โดยไม่มีประโยชน์ อย่าใช้ชีวิตแบบเสวยสุขไปวันๆ อย่าถือว่ามีกินอยู่แล้ว เลยไม่ทำงานและต้องซื่อสัตย์ต่อแผ่นดิน

คุณติ๋มเข้ามารับช่วงทำธุรกิจเดินเรือได้อย่างไร

ที่จริงครอบครัวเราเริ่มทำเรือข้ามฟากตั้งแต่รุ่นยาย ท่านตาม “เจ้าดารารัศมี” เดินทางจากเชียงใหม่มากรุงเทพฯ เพื่อถวายตัวเป็นพระชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาคุณยายพบรักกับเจ้าพระยาหนุ่ม จึงออกมาสร้างครอบครัวอยู่ที่เรือนแพ แถวท่าวังหลัง คุณยายเป็นคนขยันหารายได้เข้าบ้านด้วยการทำเรือแจวรับจ้าง กระทั่งรัฐบาลให้ยกเลิกเรือนแพในน้ำ ทำให้ต้องซื้อที่บนบกแถวท่าวังหลัง คุณยายมีลูก 6 คน รับราชการหมด ส่วนคุณแม่เป็นลูกสาวคนสุดท้อง ท่านขยันตั้งแต่เด็ก อยากหาเงินเรียนกฎหมายที่ธรรมศาสตร์ จึงช่วยคุณยายทำเรือแจวรับจ้าง กระทั่งคุณยายเสีย คุณแม่ได้สานต่อธุรกิจเรือแจวรับจ้าง และค่อยๆขยายกิจการไปทำเรือข้ามฟาก ส่วนดิฉันเป็นเจเนอเรชั่นที่สาม คุณแม่ส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่อายุ 12 ปี ไปเรียนที่สวิตฯ อังกฤษ และจบปริญญาตรีที่อเมริกา กลับมาเมืองไทยอายุ 20 เศษ ตอนนั้นทำธุรกิจเรือข้ามฟากแล้ว ชื่อว่า “สุภัทรา” ส่วนคุณพ่อเป็นอดีตอธิบดีกรมโรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อคุณพ่อเกษียณ คุณแม่จึงไปคุยกับกระทรวงคมนาคม ขอโอนกิจการเรือด่วนจากรัฐ “องค์การ ร.ส.พ.” มาเป็นของเอกชน เพื่อให้คุณพ่อทำ ปรากฏว่ารับโอนกิจการได้ 3 เดือน คุณพ่อก็ล้มป่วยเสียชีวิต จึงเหลือแต่คุณแม่เป็นเสาหลัก

แม่ลูกล้มลุกคลุกคลานกันมาขนาดไหนกว่าจะตั้งหลักได้

ดิฉันจบมาทางศิลปศาสตร์ ด้านภาษาฝรั่งเศส ซึ่งก็ไม่เกี่ยวกับธุรกิจเลย ในช่วงแรกๆโดนโกงเยอะมาก โกงอะไหล่โกงน้ำมันโกงเยอะไปหมด เหตุผลที่คุณแม่อยากรับกิจการเรือด่วนมาทำเอง เพราะต้องการจัดระเบียบการขนส่งทางเรือ ทำธุรกิจเรือด่วนบอกเลยว่ามีแต่ขาดทุน เราขาดทุนมาต่อเนื่องเป็นสิบๆปี แต่จากที่ไม่รู้อะไร โดยเฉพาะเรื่องเครื่องยนต์เรือ การดูแลและการต่อเรือ ก็ได้ลองผิดลองถูกเรียนรู้ไปด้วยกันกับคุณแม่ เรียกว่าเป็นการเรียนรู้จากการทำงานจริง เราให้บริการเรือด่วนเจ้าพระยา ตั้งแต่ปี 2514 เริ่มจากค่าโดยสารคนละ 50 สตางค์ แต่เมื่อมีการเปิดสะพานพระปิ่นเกล้า ในปี 2516 ผู้โดยสารลดฮวบไป 40% เพราะ รถเมล์ดึงผู้โดยสารไปหมด เราก็ต้องกัดฟันสู้ คุณแม่บอกเสมอว่าทำเรือด่วนมีแต่หนี้สิน ถ้ามีลูกหลานอย่าให้มายุ่ง เราสองคนแม่ลูกเลยกอดคอกันทำตามลำพัง มีอยู่ช่วงหนึ่งในปี 2532 ดิฉันขอคุณแม่ลาออกไปทำงานฮ่องกงแบงก์ ตอนนั้นอายุ 30 เศษ ทำอยู่ได้ 4 ปี คุณแม่ขอให้กลับมาช่วยกิจการเดินเรือ เพราะแม่อายุเยอะแล้ว ตั้งแต่วันนั้นก็ไม่ได้ไปไหนอีกเลย

ตั้งแต่ทำธุรกิจให้บริการเดินเรือ เคยเจอวิกฤติหนักสุดๆบ้างไหม

วิกฤติแรกคือช่วงปี 2530 มีคู่แข่งเข้ามาแข่งทำเรือด่วนถึง 2 เจ้า โดยไม่มีใบอนุญาตใดๆ เราเป็นเจ้าเดียวที่ได้รับใบอนุญาตเดินเรือโดยสารประจำทางจากกรมเจ้าท่า แต่สุดท้ายพวกเขาก็แพ้คดี โดยสาเหตุที่แพ้จริงๆเพราะผู้โดยสารรอขึ้นแต่เรือด่วนเจ้าพระยา ส่วนอีกวิกฤติที่เป็นฝันร้ายคือ เหตุโศกนาฏกรรมโป๊ะเรือล่มที่ท่าพรานนก เมื่อปี 2538 เดิมทีเราเช่าท่าเรือจาก กทม. แต่พอ ครม.มีมติเปลี่ยนทุกท่าเรือเป็นสาธารณะ ก็เท่ากับเป็นของรัฐบาล ทำให้ไม่มีการบริหารจัดการ และบังคับให้เราเอาเครื่องกั้นผู้โดยสารออกทุกท่าเรือ ตรงนี้เป็นสาเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว เพราะหลังจากรื้อเครื่องกั้นผู้โดยสารออกได้เพียง 14 วัน ก็เกิดเหตุร้าย วันนั้นฝนตกหนักมาก พอฝนหยุดตกคนกรูลงไปที่โป๊ะเรือ ทำให้โป๊ะล่ม มีผู้โดยสารจมน้ำเสียชีวิตถึง 29 คน และได้รับบาดเจ็บ 70 กว่าคน เป็นอะไรที่น่าเสียใจมาก กระนั้น ทางบริษัทได้เยียวยาผู้เสียหายทุกคนจนไม่มีใครฟ้องร้อง แต่ทางอัยการฟ้องดิฉันว่าหาประโยชน์จากที่สาธารณะ มีโทษจำคุก 1-2 ปี แต่รอลงอาญา

ตอนนั้นรู้สึกยังไง ผิดหวังไหมที่ต้องเป็นแพะ

อันดับแรกดีใจที่คุณแม่เสียไปแล้ว เพราะไม่งั้นท่านคงช็อก!! ขณะ เดียวกันก็รู้สึกแย่มาก เพราะเราเขียนไปถึง กทม.แล้วว่าอย่าเอาเครื่องกั้นผู้โดยสารออกเด็ดขาด แต่ทาง กทม.ไม่รับฟัง มันเป็นอะไรที่แย่มาก แต่ดิฉันก็เข้าใจว่าเราต้องรับผิดชอบชีวิตผู้โดยสาร ในฐานะผู้ประกอบการ

ยุคสมัยเปลี่ยนไปเร็วมาก การสัญจรทางน้ำนิยมน้อยลง ต้องปรับตัวขนานใหญ่อย่างไรเพื่อความ อยู่รอด

พวกเราเชื่อว่าเรือยังอยู่ได้ เพราะเร็วกว่ารถและตรงเวลา ปัจจุบันมีเรือทั้งหมด 90 ลำ นอกจากบริการเรือข้ามฟาก และเรือด่วนเจ้าพระยา ยังเปิดบริการเรือท่องเที่ยวเจ้าพระยา ขายตั๋ววันเดย์พาสสำหรับนักท่องเที่ยว ในราคา 180 บาท จอดเฉพาะท่าเรือที่เชื่อมต่อกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ท่าพระอาทิตย์, ท่ารถไฟ, ท่ามหาราช, ท่าวัดอรุณฯ, ท่าปากคลองตลาด, ท่าราชวงศ์, ท่าริเวอร์ซิตี้ และท่าสาทร ขณะเดียวกัน ก็มีให้เช่าเรือเหมาลำ, รับจัดทัวร์ทางน้ำ และทำชัทเทิลโบ้ต รับส่งตามโรงแรม ต่อไปในอนาคตเรือด่วนจะต่อด้วยอะลูมิเนียมเหมือนเรือฝรั่ง ที่แล่นอยู่ในนิวยอร์กและลอนดอน จะมีความปลอดภัยสูง และกินน้ำมันน้อยกว่าเรือที่ต่อด้วยไม้อย่างในปัจจุบัน แต่ต้นทุนก็สูงขึ้นด้วย ลำหนึ่ง 30 ล้านบาท ปีนี้จะทดลองต่อขึ้นมาก่อน 3 ลำ ใช้เป็นเรือท่องเที่ยว นอกจากนี้ ครอบครัวเรายังทำธุรกิจอื่นๆ เช่น เปิดโครงการท่ามหาราช, ทำโรงแรมและร้านอาหาร

ทุกวันนี้ยังลงเรือด่วนตรวจกิจการด้วยตัวเองอยู่ไหม

ดิฉันนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาทุกวัน แต่ปลอมตัวเป็นผู้โดยสาร เพราะไม่อยากให้ลูกน้องจำได้ว่าผู้อำนวยการมาตรวจงาน เวลาเราทำงานต้องลงรายละเอียดถึงจะเห็นข้อบกพร่องและต้องพยายามใกล้ชิดกับพนักงานทุกคน พวกเขาอยู่ได้ด้วยศรัทธา ด้วยความรู้สึกเป็นครอบครัวเดียวกัน สามารถพึ่งเราได้ พนักงานทุกคนทำงานอยู่กับเรานาน เพราะไม่มีวันเกษียณ สามีขับเรือ ภรรยาเป็นกระเป๋า พอลูกโตขึ้นก็มาขับเรือให้เรา

เตรียมส่งต่อธุรกิจให้ทายาทรุ่นที่ 4 อย่างไร

มีลูกสาวคนเดียวคือ “ปิ๋ม-ณัฐปรี” เรียนจบมาทางการโรงแรมและเรียลเอสเตท ก็ทำโครงการท่ามหาราชออกมาได้ดี ส่วนเรื่องการรับช่วงธุรกิจเดินเรือไม่อยากบังคับลูก เพราะรู้ว่างานนี้หนักมาก ดิฉันจะทำต่อเท่าที่ทำได้ และบอกลูกเสมอว่าถ้าอยากจะสานต่อ ต้องมีพาร์ตเนอร์ช่วยทำ และไม่ว่าจะดีลธุรกิจกับใคร ต้องมีความซื่อสัตย์ ต้องซื้อใจกัน ต้องทำงานด้วยใจ อย่าเอาเปรียบคนอื่น แต่อย่าให้ใครเอาเปรียบเรา ขณะเดียวกันต้องมองโลกในแง่ดี อย่ามัวแต่วิตกจริต ดิฉันเตรียมนับถอยหลังทุกวัน บอกตัวเองว่าชีวิตเรามีดีมากกว่าไม่ดี เกิดมาก็คุ้มแล้ว.


ทีมข่าวหน้าสตรี

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้