วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯ แนะสร้างความรับรู้ ก.ม.ล่วงหน้า เพื่อการปฏิบัติอย่างถูกต้อง

นายกฯ ขอผู้บังคับใช้กฎหมายต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ แบบเชิงรุกล่วงหน้า เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง ไร้ข้อสงสัย รับรู้สิทธิพื้นฐานอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม ถือเป็นวาระของชาติ

เมื่อวันที่ 12 ม.ค.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า การบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการด้านกระบวนการยุติธรรม เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทำให้สังคมน่าอยู่ เป็นที่ยอมรับของสากลและนานาประเทศ เป็นอีกงานหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาโดยตลอด มีผลการดำเนินงานตามภารกิจด้านกระบวนการยุติธรรม ทั้ง 1.การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่รัฐบาลและ คสช.ดำเนินการแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง สถิติใน 9 เดือนแรกของปี 60 สามารถจับกุมและดำเนินคดีผู้ต้องหาได้ถึง 2 แสนกว่าราย ทั้งการป้องกันที่ต้นเหตุ และการปราบปรามเพื่อระงับเหตุ 2.การสร้างความปลอดภัยและสงบสุขในสังคม พบปี 60 รับแจ้งคดีอาญาลดลงจากปี 59 ร้อยละ 10 โดยฝ่ายความมั่นคงได้เน้นการป้องกันที่ต้นเหตุ อาทิ การสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มเด็กและเยาวชน ไม่ให้กระทำผิดทางอาญา ไม่มั่วสุมแข่งรถ ไม่รวมกลุ่มตีกัน รวมถึงสนับสนุนสถานศึกษา ทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยร่วมกันป้องกันการทำผิดของเยาวชน การแก้ไขปัญหาและการฟื้นฟูผู้กระทำผิดร่วมกันอย่างยั่งยืนด้วยการให้ฝึกอาชีพ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เช่น โครงการประชารัฐพัฒนาผู้ต้องขังสู่ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการติดตามช่วยเหลือให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง เหล่านี้นอกจากจะสามารถช่วยลดการกระทำผิดซ้ำแล้ว ยังเป็นการเพิ่มพลเมืองดีให้บ้านเมืองด้วย ช่วยให้โอกาสกันด้วย ช่วยกันดูแล ช่วยกันให้โอกาสคนเหล่านี้ไว้ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า 
3.การยกระดับการอำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยในปี 59 ไทยมีดัชนีหลักนิติธรรมอยู่ในลำดับที่ 46 จาก 113 ประเทศ โดยแม้ว่าเราจะมีคะแนนสูงสุดในด้านความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย แต่ยังคงต้องปรับปรุงในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ด้านประสิทธิภาพของระบบและกลไกการดำเนินการ โดยเฉพาะด้านคดีอาญาที่ผลการประเมินอยู่ที่ลำดับที่ 11 จาก 15 ประเทศในภูมิภาค ที่ผ่านมารัฐบาลได้เดินหน้าลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำให้ได้ในทุกขั้นตอน อีกทั้งยังสนับสนุนและผลักดันให้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ.2558 เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือจำเลย ก็จะมีทุนรอนในการดำเนินคดีต่างๆ เช่น มีเงินประกันตัว เพื่อกลับมาดูแลครอบครัว มีเงินจ้างทนาย ไว้ปรึกษาเรื่องคดีความ รวมถึงหาหลักฐานอื่นๆ เพื่อพิสูจน์ความจริงของตัวเองในชั้นศาล โดยในปี 2560 มีผู้ได้รับการอนุมัติให้ใช้เงินทุนจากกองทุนยุติธรรม จำนวน 2,500 กว่าราย รวมถึงจัดตั้งคลินิกยุติธรรม
 4.การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และความต้องการของประชาชน พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน
ทำระบบเยี่ยมผู้ต้องขังด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า 5.การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมด้านความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาการค้ามนุษย์ ที่ไทยถูกจัดให้อยู่ในระดับกลุ่มที่ 2 ที่ต้องจับตามองของสหรัฐฯ ถูกประเมินว่า ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของการจัดการค้ามนุษย์ให้ครบถ้วน ซึ่งตนให้ความสำคัญเป็นวาระแห่งชาติ ต้องเอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องในขบวนการค้ามนุษย์ มีการสร้างกลไกการแจ้งเหตุ คุ้มครอง และช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเป็นระบบ เร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการจ้างงานแรงงานต่างด้าว 
และ 6.การเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อจัดการกับความขัดแย้งด้วยการจัดตั้งศูนย์ประสานงานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง และมีความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่ายต่างๆ ในการสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เสริมสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพกติกา และปลูกฝังสันติวัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับชาติ 
กำหนดยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติวิธีแห่งชาติขึ้น โดยสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจประเด็นต่างๆ ด้วยเหตุผล การรับฟัง สังคมเข้มแข็ง มีกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส บนพื้นฐานของความไว้วางใจ และปลูกฝังให้ประชาชนมีคุณธรรมจริยธรรมภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดความสงบสุข การอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

"มองว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้านเลย 
ทั้งนี้ในก้าวต่อไปของประเทศไทยนั้น นอกจากการปรับปรุงและพัฒนางานด้านยุติธรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง ให้ได้ผลเป็นรูปธรรมแล้ว รัฐบาลได้น้อมนำพระบรมราโชวาทของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่เคยทรงให้สติย้ำเตือนความรับผิดชอบของรัฐบาล และข้าราชการทุกคน ดังนี้ 
"หลักที่ว่าทุกคนต้องทราบถึงกฎหมาย และต้องทำตามกฎหมายนั้นรู้สึกว่าบางครั้งก็ใช้ไม่ได้ เพราะว่ากฎหมายไม่ถึงประชาชน ต้องนึกบ้างว่าเป็นความผิดทางราชการ ที่ไม่สามารถจะนำกฎหมายไปให้ถึงประชาชน ดังนั้น ผมขอให้ผู้เกี่ยวข้องทุกกระทรวงทุกหน่วยงาน ที่มีกฎหมายในความรับผิดชอบของตน ในการบังคับใช้ ต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องกฎหมายนั้นๆ แบบเชิงรุกล่วงหน้า เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องไร้ข้อสงสัย 
อีกทั้งให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้สิทธิพื้นฐาน คำปรึกษา และการให้บริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ซึ่งกฎหมายสำคัญอันเป็นวาระของชาติ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว.

นายกฯ ขอผู้บังคับใช้กฎหมายต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ แบบเชิงรุกล่วงหน้า เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง ไร้ข้อสงสัย รับรู้สิทธิพื้นฐานอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม ถือเป็นวาระของชาติ 12 ม.ค. 2561 19:42 12 ม.ค. 2561 21:05 ไทยรัฐ