วันเสาร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นายกฯ แนะสร้างความรับรู้ ก.ม.ล่วงหน้า เพื่อการปฏิบัติอย่างถูกต้อง

นายกฯ แนะสร้างความรับรู้ ก.ม.ล่วงหน้า เพื่อการปฏิบัติอย่างถูกต้อง

  • Share:

นายกฯ ขอผู้บังคับใช้กฎหมายต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ แบบเชิงรุกล่วงหน้า เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้อง ไร้ข้อสงสัย รับรู้สิทธิพื้นฐานอย่างเท่าเทียมเป็นธรรม ถือเป็นวาระของชาติ

เมื่อวันที่ 12 ม.ค.61 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ว่า การบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินการด้านกระบวนการยุติธรรม เพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ทำให้สังคมน่าอยู่ เป็นที่ยอมรับของสากลและนานาประเทศ เป็นอีกงานหนึ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญมาโดยตลอด มีผลการดำเนินงานตามภารกิจด้านกระบวนการยุติธรรม ทั้ง 1.การป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ที่รัฐบาลและ คสช.ดำเนินการแก้ปัญหามาอย่างต่อเนื่อง สถิติใน 9 เดือนแรกของปี 60 สามารถจับกุมและดำเนินคดีผู้ต้องหาได้ถึง 2 แสนกว่าราย ทั้งการป้องกันที่ต้นเหตุ และการปราบปรามเพื่อระงับเหตุ 2.การสร้างความปลอดภัยและสงบสุขในสังคม พบปี 60 รับแจ้งคดีอาญาลดลงจากปี 59 ร้อยละ 10 โดยฝ่ายความมั่นคงได้เน้นการป้องกันที่ต้นเหตุ อาทิ การสร้างภูมิคุ้มกันในกลุ่มเด็กและเยาวชน ไม่ให้กระทำผิดทางอาญา ไม่มั่วสุมแข่งรถ ไม่รวมกลุ่มตีกัน รวมถึงสนับสนุนสถานศึกษา ทำงานร่วมกับเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม โดยร่วมกันป้องกันการทำผิดของเยาวชน การแก้ไขปัญหาและการฟื้นฟูผู้กระทำผิดร่วมกันอย่างยั่งยืนด้วยการให้ฝึกอาชีพ ที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน เช่น โครงการประชารัฐพัฒนาผู้ต้องขังสู่ภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการติดตามช่วยเหลือให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง เหล่านี้นอกจากจะสามารถช่วยลดการกระทำผิดซ้ำแล้ว ยังเป็นการเพิ่มพลเมืองดีให้บ้านเมืองด้วย ช่วยให้โอกาสกันด้วย ช่วยกันดูแล ช่วยกันให้โอกาสคนเหล่านี้ไว้ด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า 
3.การยกระดับการอำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยในปี 59 ไทยมีดัชนีหลักนิติธรรมอยู่ในลำดับที่ 46 จาก 113 ประเทศ โดยแม้ว่าเราจะมีคะแนนสูงสุดในด้านความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัย แต่ยังคงต้องปรับปรุงในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ด้านประสิทธิภาพของระบบและกลไกการดำเนินการ โดยเฉพาะด้านคดีอาญาที่ผลการประเมินอยู่ที่ลำดับที่ 11 จาก 15 ประเทศในภูมิภาค ที่ผ่านมารัฐบาลได้เดินหน้าลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำให้ได้ในทุกขั้นตอน อีกทั้งยังสนับสนุนและผลักดันให้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ศ.2558 เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ได้รับความเดือดร้อนและไม่ได้รับความเป็นธรรม ให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเสมอภาคและเท่าเทียม ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือจำเลย ก็จะมีทุนรอนในการดำเนินคดีต่างๆ เช่น มีเงินประกันตัว เพื่อกลับมาดูแลครอบครัว มีเงินจ้างทนาย ไว้ปรึกษาเรื่องคดีความ รวมถึงหาหลักฐานอื่นๆ เพื่อพิสูจน์ความจริงของตัวเองในชั้นศาล โดยในปี 2560 มีผู้ได้รับการอนุมัติให้ใช้เงินทุนจากกองทุนยุติธรรม จำนวน 2,500 กว่าราย รวมถึงจัดตั้งคลินิกยุติธรรม
 4.การพัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัย สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม และความต้องการของประชาชน พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน
ทำระบบเยี่ยมผู้ต้องขังด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า 5.การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมด้านความมั่นคง โดยเฉพาะปัญหาการค้ามนุษย์ ที่ไทยถูกจัดให้อยู่ในระดับกลุ่มที่ 2 ที่ต้องจับตามองของสหรัฐฯ ถูกประเมินว่า ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำของการจัดการค้ามนุษย์ให้ครบถ้วน ซึ่งตนให้ความสำคัญเป็นวาระแห่งชาติ ต้องเอาจริงเอาจังกับการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่เกี่ยวข้องในขบวนการค้ามนุษย์ มีการสร้างกลไกการแจ้งเหตุ คุ้มครอง และช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างเป็นระบบ เร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการจ้างงานแรงงานต่างด้าว 
และ 6.การเสริมสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อจัดการกับความขัดแย้งด้วยการจัดตั้งศูนย์ประสานงานข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง และมีความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคีเครือข่ายต่างๆ ในการสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เสริมสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพกติกา และปลูกฝังสันติวัฒนธรรม หรือวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติ ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับชาติ 
กำหนดยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความสมานฉันท์และสันติวิธีแห่งชาติขึ้น โดยสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจประเด็นต่างๆ ด้วยเหตุผล การรับฟัง สังคมเข้มแข็ง มีกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส บนพื้นฐานของความไว้วางใจ และปลูกฝังให้ประชาชนมีคุณธรรมจริยธรรมภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้เกิดความสงบสุข การอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น ไว้เนื้อเชื่อใจกัน

"มองว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้านเลย 
ทั้งนี้ในก้าวต่อไปของประเทศไทยนั้น นอกจากการปรับปรุงและพัฒนางานด้านยุติธรรมของประเทศอย่างต่อเนื่อง ให้ได้ผลเป็นรูปธรรมแล้ว รัฐบาลได้น้อมนำพระบรมราโชวาทของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่เคยทรงให้สติย้ำเตือนความรับผิดชอบของรัฐบาล และข้าราชการทุกคน ดังนี้ 
"หลักที่ว่าทุกคนต้องทราบถึงกฎหมาย และต้องทำตามกฎหมายนั้นรู้สึกว่าบางครั้งก็ใช้ไม่ได้ เพราะว่ากฎหมายไม่ถึงประชาชน ต้องนึกบ้างว่าเป็นความผิดทางราชการ ที่ไม่สามารถจะนำกฎหมายไปให้ถึงประชาชน ดังนั้น ผมขอให้ผู้เกี่ยวข้องทุกกระทรวงทุกหน่วยงาน ที่มีกฎหมายในความรับผิดชอบของตน ในการบังคับใช้ ต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องกฎหมายนั้นๆ แบบเชิงรุกล่วงหน้า เพื่อการปฏิบัติที่ถูกต้องไร้ข้อสงสัย 
อีกทั้งให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้สิทธิพื้นฐาน คำปรึกษา และการให้บริการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมอย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม ซึ่งกฎหมายสำคัญอันเป็นวาระของชาติ" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้