วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แช่น้ำร้อน...นอนจิบไวน์ ใต้แสงเหนือที่ "ไอซ์แลนด์"

แช่น้ำร้อน...นอนจิบไวน์ ใต้แสงเหนือที่ "ไอซ์แลนด์"

  • Share:

บุญธง ก่อมงคลกูล ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำเบลเยียม ส่งเรื่องราวการเดินทางไปฉลองเทศกาลปีใหม่ที่ไอซ์แลนด์ ที่ได้ทำกิจกรรมทั้งอาบน้ำแร่ แช่น้ำอุ่น กินแกะอบ แถมด้วยดูพลุและแสงเหนือ... แบบชนิดที่เรียกว่า ฟินสุดๆ...

ในแง่ของการท่องเที่ยว ไอซ์แลนด์ถือเป็นน้องใหม่ที่ถูกจัดเข้ากลุ่ม Dream Destination สำหรับนักล่าแสงเหนือในยุโรป เป็นประเทศที่ได้รับการจัดอันดับเป็นประเทศที่มีความสุขที่สุดในโลกอันดับที่ 3 สองปีติดต่อกัน ไปไอซ์แลนด์คราวนี้ เป็นโชคดีที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ร่วมกับชาวเมืองในกรุงเรคยาวิก เมืองหลวงของไอซ์แลนด์ ที่จัดได้ยิ่งใหญ่ตระการตา เราไปถึงเรคยาวิกในช่วงค่ำที่อากาศหนาวเหน็บติดลบ 10 องศา แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผู้คนที่เดินทางมาจากที่ต่างๆเพื่อร่วมงานเฉลิมฉลองในครั้งนี้ย่อท้อ ทั้งชาวไอซ์แลนดิกและนักท่องเที่ยวหลายร้อยคน พากันส่งเสียงนับถอยหลัง รอการจุดพลุรับปีใหม่ ก็ไม่ผิดหวัง เพราะแสงของพลุพุ่งกระจายทั่วทุกมุมเมืองในยามค่ำคืนส่องให้กรุงเรคยาวิกสว่างไสวไปทั่ว

ชมพลุคืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี 2018 ที่ Perlan.

เช้าวันแรกของปี 2018 เราเช่ารถจากกรุงเรคยาวิกและวางแผนขับลงใต้ เพื่อชมความสวยงามของประเทศน้องใหม่ในกลุ่มนอร์ดิก ที่ตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลก เชื่อมระหว่างทวีปอเมริกาเหนือและยูเรเซีย

จะว่าไปจริงๆแล้วประเทศนี้เกิดจากเกาะภูเขาไฟ จึงทำให้มีภูเขาไฟมากกว่าร้อยแห่ง หลายแห่ง ยังคงมีควันคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา เช่น ภูเขาไฟเฮกลา (Hekla) ที่เพิ่งปะทุครั้งล่าสุดไปเมื่อปี พ.ศ. 2543

การเดินทางท่องเที่ยวในไอซ์แลนด์โดยเช่ารถขับเที่ยวสะดวกมาก ส่วนที่พักก็เช่าจากเว็บไซต์ Airbnb ที่มีให้เลือกหลายขนาด หลายราคา ทั้งสะดวกสบาย ราคาถูกแล้ว ยังได้สัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไอซ์แลนดิก...อีกด้วย

แช่น้ำแร่ร้อน 38 องศาที่ Blue Lagoon.

ด้วยความที่เป็นประเทศซึ่งมีแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพสูง ทำให้ที่นี่มีแหล่งน้ำพุร้อนกระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงบ่อน้ำร้อนกลางแจ้งหลายแห่งที่นักท่องเที่ยวสามารถไปแช่น้ำร้อนได้ เฉพาะในกรุงเรคยาวิกมีสระว่ายน้ำสาธารณะที่มีบ่อน้ำร้อนกลางแจ้งหลายแห่ง ความร้อนของน้ำอยู่ที่ 38 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิเหนือน้ำไม่ต้องพูดถึง ติดลบ 8-10 องศา บ่อน้ำพุร้อนที่มี ชื่อเสียงที่สุด คือ Blue Lagoon ที่ใครมาไอซ์แลนด์แล้ว ไม่ได้ ไปแช่น้ำร้อนที่นี่ ถืิอว่ามาไม่ถึง ที่สำคัญคือ การลงแช่น้ำที่ Blue Lagoon นอกจากต้องอาบน้ำฟอกสบู่ให้สะอาดสะอ้านก่อนลงน้ำแล้ว ยังต้องเปลือยกายล่อนจ้อนทุกคน โชคดีที่มีห้องกั้นแบ่งชาย หญิงลดความจั๊กกะเดียมลงได้เยอะทีเดียวเชียว ในช่วงวันหยุด แทบมองไม่เห็นน้ำ เห็นแต่หัวคนโผล่พ้นน้ำ อัดกันแน่นอยู่ในบ่อเหมือนปลากระป๋อง

แช่น้ำร้อนสบายตัว สบายใจแล้วก็ได้เวลาออกไปจับจ่ายซื้อข้าว ซื้อของทั้งสำหรับการกินอยู่และเดินทาง ตลาดปลาที่ฮิตมากๆอยู่ที่บริเวณท่าเรือ เก่าของกรุงเรคยาวิก เป็นสถานที่รวมร้านอาหารประเภทปลาที่ไอซ์แลนด์จับได้เองและส่งออกทั่วโลก อีกอย่างที่ใครพิสมัยเนื้อแกะ มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวัง เพราะเป็นอาหารหลักของคนไอซ์แลนด์ แถมราคาถูก นักท่องเที่ยวที่เช่าที่พักแบบมีครัวสามารถซื้อน่องแกะแบบหมักเครื่องเทศไปย่างหรืออบกินแกล้มกับไวน์อุ่นๆ รับรองว่าสุดๆสำหรับความสุขในเมืองอันหนาวเหน็บแบบนี้

เกาะวิเดย์ใกล้กรุงเรคยาวิก มี Imagine Peace Tower.

ตลาดขายของเก่า หรือ Flea market Kolaportid เป็นสถานที่น่าสนใจอีกแห่ง มีสินค้าของเก่าทุกอย่างมาวางขาย โดยเฉพาะของมือสอง ราคาถูกมากๆ Flea market Kolaportid เปิดขาย เฉพาะเสาร์อาทิตย์ นอกจากหาซื้อของเก่าราคาถูกแล้ว ต้องไม่พลาดชิมฮอตด็อกราดด้วยมัสตาร์ดหวานที่ตู้ขาย ที่เรียกว่า Bæjarins Beztu Pylsur เป็นฮอตด็อกของอเมริกัน ที่มีคนเข้าคิวรอซื้ออยู่เป็นแถวยาว ในตู้มีภาพประธานาธิบดีบิล คลินตันถือฮอตด็อกเป็นพรีเซ็นเตอร์ชวนชิม แบบขำๆว่าประธานาธิบดีกลายมาเป็นคนขายฮอตด็อกแล้วหรือนี่

หลังตะลอนชม ช็อป ชิม ทั่วเมืองแล้ว วันรุ่งขึ้นก็ได้เวลาออกไปล่าแสงเหนือหรือ Aurora Borealis ว่ากันว่า คืนที่จะเห็นแสงเหนือสวยที่สุด ต้องเป็นคืนที่มืดที่สุด สถานที่ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปล่าแสงเหนือก็คือ ภูเขา Kirkjufell ตั้งอยู่ห่างจากกรุงเรคยาวิก ใช้เวลาขับรถประมาณ 2 ชั่วโมง ส่วนอีกที่คือ สะพานข้ามแม่น้ำ Laxá ใน Hvalfjordur ส่วนอีกที่คือ ภูเขา Akrafjall ซึ่งอยู่ใกล้กับเมือง Akranes ใช้เวลาขับรถจากที่พักที่เราอยู่เพียง 45 นาทีเท่านั้น

ภารกิจแสงเหนือสิ้นสุด ก็ได้เวลาขับรถชมวิวไปเรื่อยๆ เริ่มจาก หอประภาคารเมือง Gardur ที่เป็นจุดชมนกนานาชนิด โชคดีอาจเห็นแมวน้ำหรือปลาวาฬ ขับเลียบชายหาดลงไปเรื่อยๆจะพบโบสถ์โดดเดี่ยวที่ Hvalsnes อายุ 131 ปี สร้างตั้งแต่ปี 2430 น่าทึ่งที่สุดของโบสถ์เห็นจะเป็นหลุมฝังศพของ Steinunn Hallgrímsdóttir ที่เสียชีวิตเมื่ออายุ 4 ขวบ ลูกสาวของ Hallgrímur Pétursson นักเขียนบทสวดที่สำคัญที่สุดของไอซ์แลนด์ในช่วงเวลาที่เขาทำหน้าที่เป็นนักบวชที่ Hvalsnes แผ่นป้ายหินหลุมฝังศพหายไปเป็นเวลานาน และถูกค้นพบอีกครั้งในปี พ.ศ.2507 จึงถูกนำมาตั้งไว้บนทางเดินไปสู่โบสถ์

ไวกิ้งหินแกะสลักหน้าพิพิธภัณฑ์ Viking World เมือง Keflavík.

จากนั้นเราไปต่อกันที่ เมือง Reykjanesvitti ซึ่งมีหน้าผาสูงชันชายฝั่งเป็นผิวเปลือกโลกของสองทวีปที่โผล่ขึ้นจากมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือคือ ใกล้ๆกันมีบ่อน้ำพุร้อน Gunnuhver ที่ควันคุกรุ่นตลอดเวลา การเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางแบบนี้ เรียกว่าเส้นทางวงแหวนทองคำ หรือ Golden Circle Tour ที่ทำให้ได้มีโอกาสเที่ยวชม อุทยาน แห่งชาติ Þingvellir National Park ซึ่งเป็นมรดกโลกของยูเนสโก มี น้ำตก Gullfoss waterfall น้ำตกที่ใหญ่ที่สุดในไอซ์แลนด์มีสองชั้นความสูงถึง 32 เมตร และบ่อน้ำพุร้อน Geysir hot spring ซึ่งเป็นบ่อน้ำพุร้อนเก่าแก่กว่า 800 ปี มีน้ำพุร้อนจัดถึงจุดเดือด 100 องศาเซลเซียส พุ่งขึ้นมาทุก 4-8 นาที มีความสูงถึง 80 เมตร สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยว

โบสถ์ฮัลล์กรีมสคิร์คยา.

ก่อนจะขับกลับเข้ากรุงเรคยาวิกอีกรอบ และปิดทริปกันที่โบสถ์ฮัลล์กรีมสคิร์คยา กลางกรุงเรคยาวิก สร้างในสไตล์ เอ็กเพรสชั่นนิสม์ เลียน แบบโบสถ์กรุนด์วิค กรุงโคเปนเฮเกน เดนมาร์ก เป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดและที่สูงที่สุดในไอซ์แลนด์ ใช้เวลาสร้างนานถึง 41 ปี

เป็นการเริ่มศักราชใหม่... แบบชีวิตดี๊ดีที่ ไอซ์แลนด์...!!

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้