วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
วันเด็กเงินสะพัด 2 พัน ล. “หอการค้า” ปลื้มเด็กไทยรู้จักออมเพิ่มขึ้น

วันเด็กเงินสะพัด 2 พัน ล. “หอการค้า” ปลื้มเด็กไทยรู้จักออมเพิ่มขึ้น

  • Share:

ม.หอการค้าไทย คาดวันเด็กปีนี้เงินสะพัด 2,845 ล้านบาท สะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจยังเดินเครื่องฟื้นตัวได้ไม่เต็มกำลัง คนยังระวังการใช้จ่าย ปลื้มเด็กไทยออมเงินวันละ 25 บาท จากรายได้ 93 บาท ถือว่าดี ขณะที่เด็กไทยกว่า 70% ใช้มือถือเล่นเน็ตเฉลี่ยวันละ 3–5 ชม. ขณะที่เริ่มกังวลเงินบาทแข็งค่าขึ้นค่าแรง ฉุดเศรษฐกิจฟื้น

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินในช่วงวันเด็กปี 61 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,038 รายทั่วประเทศ ว่า คาดจะมีเม็ดเงินสะพัดในช่วงวันเด็กปีนี้ 2,845 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2.7% ถือว่าขยายตัวต่ำ เพราะเศรษฐกิจฟื้นตัวแต่ยังไม่กระจายตัว นอกจากนี้ ยังประเมินว่าจะมีเม็ดเงินจากสถานที่จัดงานวันเด็กทั่วประเทศทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอีกราว 500-1,000 ล้านบาท ส่งผลให้มีเม็ดเงินสะพัดจริงเกือบ 4,000 ล้านบาท จึงทำให้บรรยากาศคึกคักระดับหนึ่ง

สำหรับพฤติกรรมการออมของเด็กปีนี้ พบว่า เด็กส่วนใหญ่ 87.84% มีเงินออมเหลือเก็บเฉลี่ยวันละประมาณ 25 บาท จากเงินที่ได้รับจากผู้ปกครองเฉลี่ยวันละ 93 บาท โดยเงินจำนวนนี้ส่วนใหญ่หมดไปกับการซื้อขนมและเครื่องดื่ม และยังพบอีกว่า มีเด็กประมาณ 8.6% ที่ทำงานเพื่อหารายได้เพิ่ม
ขณะที่พฤติกรรมการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อตอบรับการเข้าสู่ยุคประเทศไทย 4.0 นั้น พบว่า เด็กส่วนใหญ่ 70.24% ใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อเข้าถึงแหล่งข้อมูลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มีโทรศัพท์มือถือเป็นของตนเอง และจะใช้เล่นเฟซบุ๊ก หาข้อมูลการเรียน และเล่นเกม ซึ่งใช้เวลาการเล่นอินเตอร์เน็ตวันละ 3-5 ชั่วโมง

“สิ่งที่เห็นจากโพลคือ เด็กรุ่นใหม่มีการออมมากเฉลี่ยวันละ 25 บาทต่อวัน ซึ่งคิดเป็น 25% หรือ 1 ใน 4 ของเงินที่ได้ เป็นการส่งต่ออนาคตที่ดีของประเทศ และพฤติกรรมการเข้าถึงเทคโนโลยีเป็นฐานต่อยอดที่ดีในการเข้าสู่ดิจิทัล อีโคโนมี เพราะมีการใช้เฟซบุ๊กมากขึ้น ทำให้การตลาดสมัย ใหม่จะเปลี่ยนไป และโอกาสที่เด็กรุ่นใหม่จะเข้าสู่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซมากขึ้น จึงเป็นการต่อยอดที่ดีสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0” นายธนวรรธน์กล่าว

นายธนวรรธน์กล่าวอีกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยจะมีสัญญาณการฟื้นตัวที่กว้างขวางขึ้นจากการส่งออกและการท่องเที่ยวจนทำให้หลายปัจจัย ทำสถิติสูงสุดในรอบหลายปี ทั้งราคาน้ำมัน ตลาดหุ้น และค่าเงิน และราคาสินค้าเกษตรทั้งข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เริ่มปรับตัวดีขึ้น เหลือแค่รอราคายางพาราและปาล์มน้ำมันขยับขึ้น รวมทั้งการที่รัฐบาลจะอัดงบประมาณกลางปีลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอีก 150,000 ล้านบาท และการเพิ่มวงเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยอีก 100-200 บาทต่อคน จากวงเงินเดิมอยู่ที่ 200-300 บาทนั้น จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มเป็น 70,000-80,000 ล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 50,000-60,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่มีผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในขณะนี้ คือค่าเงินบาทที่แข็งค่าผันผวน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าถึง 32 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจหายไป 100,000 ล้านบาท มีผลทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจลดลง 0.7% ซึ่งจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจช้าลง ส่งผลต่อการบริโภคในประเทศ รวมถึงความไม่มั่นใจต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลรักษาค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่มีโอกาสปรับขึ้นจนเป็นปัจจัยกระทบต่อต้นทุนการผลิต และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ศูนย์มองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ จะมีโอกาสขยายตัวได้ 4.5-5% ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงที่จะมีผลกระทบว่ารุนแรงมากน้อยเพียงใด โดยจะต้องใช้เวลาประเมินอีกระยะ.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้