วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ขุดกระดูกเก๋งฮิต ย้อนอดีตรถเด่นเมื่อ 40 ปีก่อน!

ปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) เป็นห้วงเวลาที่รถยนต์เริ่มแพร่หลายไปทั่วในประเทศไทย โดยเฉพาะรถยุโรป ไม่ว่าจะเป็น Alfa Romeo / BMW / Mercedes Benz / Audi / Volvo รวมถึงรถอเมริกันคันโตก็ยังได้รับความนิยมไม่น้อย รถยนต์ในยุคนั้นไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์รกรุงรังเหมือนรถยนต์สมัยใหม่ในทุกวันนี้ ความเรียบง่ายของเครื่องยนต์กลไกและชุดส่งกำลังทำให้เกิดความคงทน ไม่พังกันง่ายๆ ส่วนรถญี่ปุ่นที่ครองตลาดในประเทศไทยมาช้านาน ก็มีการปรับปรุงในด้านของความหรูหราสะดวกสบาย กลายเป็นยานพาหนะที่มีราคาไม่แพง สามารถใช้เดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างสะดวก มากกว่าการใช้ระบบขนส่งมวลชนที่มักจะอัดกันเป็นปลากระป๋อง จากจำนวนรถประจำทางที่มีอยู่ไม่มาก 

(ขอบคุณภาพจากเว็บพันทิป)
ปี ค.ศ. 1978 หรือ พ.ศ. 2521 อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศเติบโตขึ้นพอสมควร แต่ไม่ได้เจริญก้าวหน้าเหมือนทุกวันนี้ ในยุคนั้นยังมีการปรับสัดส่วนการผลิตรถยนต์ในประเทศร้อยละ 50 สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และร้อยละ 40 สำหรับรถบรรทุกทั้งเล็กและใหญ่ ขณะเดียวกัน รัฐบาลในห้วงเวลานั้นต้องการให้อุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ในไทยรุดหน้าอย่างรวดเร็ว จึงมีการประกาศห้ามนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศ! ทำให้บริษัทผู้ประกอบการยานยนต์ต้องลดจำนวนรุ่นของรถยนต์ที่ออกขายจาก 84 รุ่น เหลือแค่ 42 รุ่น ด้วยนโยบายกระตุ้นการผลิตรถยนต์ในประเทศ ทำให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยเติบโต และเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว 

Alfa Sud 1.3 
แฮตช์แบ็กรุ่นคุณป้ายังสาว เป็นรถ 5 ประตูขนาดกะทัดรัดของอิตาลี ได้รับความนิยมพอสมควรในคนกลุ่มวัยทำงานที่ชื่นชอบการขับรถเล่น เครื่องยนต์ของพญางูลำนี้เป็นเครื่องสูบนอน Boxer แบบ 4 กระบอกสูบสุดพิเรนทร์! ความจุ 1,286 ซีซี การระบายความร้อนด้วยอากาศที่ไม่เหมาะกับประเทศไทย ทำให้ผู้คนที่เดินทางในยุคนั้นเห็นรถรุ่นนี้จอดตายกลางแดดเปรี้ยงกันมามากต่อมาก Alfa Sud 1.3 มีพละกำลังแค่ 68 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 10.2 กิโลกรัม/เมตร หรือ 100 นิวตันเมตร ทำได้แค่ไหลไปเรื่อยๆ ระบบเชื้อเพลิงคาร์บูเรเตอร์จูนยังไงก็ไม่นิ่ง เพราะไม่ชอบอากาศที่ร้อนปานนรกของกรุงเทพฯ แต่ช่วงล่าง และระบบเบรกแบบอิตาเลียนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้มันเป็นรถเล็กที่ขับได้สนุกพอสมควร ปัจจุบัน สนิมกินกระจายกลายเป็นกระถางสะระแหน่ไปเป็นที่เรียบร้อย

Alfa Romeo Giulietta 1.6 
สปอร์ตซีดานจากแบรนด์พญางูคันนี้กลายเป็นที่หมายปองของนักเลงรถในยุค 70' มันมีรูปทรงที่สวยงาม โดยเฉพาะฝากระโปรงท้ายที่งอนขึ้นนิดๆ แบบตูดเป็ด นักเลงรถซิ่งหน้าเดอพาเลซที่ขับ Alfa Romeo Giulietta 1.6 สีแดง กลายเป็นวัตถุที่ดึงดูดสายตาของสาวนักเที่ยวในยุคดิสโก้ พญางูคันนี้วางเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียงแบบทวินแคม 4 สูบ 16 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำและพัดลม ความจุ 1,570 ซีซี แรงม้าสูงสุดพอซิ่งกันได้ที่ 109 แรงม้า ส่วนแรงบิดสูงสุดพอขำๆ ที่ 14.5 กิโลกรัม/เมตร หรือ 142 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 ใน 11.3 วินาที ฉีกรถญี่ปุ่นเครื่อง 1.6 ในยุคเดียวกันแบบไม่เหลือซาก คาร์บูเรเตอร์คู่สุดงามของ dellorto วิ่งใจขาดช่วงหน้าหนาวแต่พอร้อนเข้าก็สั่นสะท้านทรวง ความประหลาดของรถรุ่นนี้ก็คือดิสก์เบรกหลังที่ติดอยู่ข้างเฟืองท้าย ไม่ได้อยู่ที่ล้อหลังเหมือนรถทั่วไปด้วย กลไกการขับเคลื่อนล้อหลังกับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด ทำให้เจ้าอิตาเลียนคันนี้กลายเป็นขวัญใจวัยรุ่นในยุคนั้นไปโดยปริยาย มันคือ Alfa Romeo Giulietta 1.6 รุ่นสุดท้ายที่ค่ายสยามกลการเอามาประกอบในไทย หลังจากนั้น 156 ก็มาคว้าตำแหน่งนี้ไป มีอยู่ปีนึงทั้งปีขายได้แค่คันเดียว!!! (จากข้อมูลของน้องจิมมี่) 

BMW 320 e21
ฉายาหน้าฉลามของ Series-3 e21 ได้มาเพราะหน้าที่ยื่นงุ้มกับสัญลักษณ์กระจังไตคู่ทำจากอัลลอยสีเงิน สปอร์ตคูเป้เยอรมันคันนี้มีเครื่องยนต์ให้เลือกหลายรุ่น เริ่มจาก 1.6 ลิตร 316 / 1.8 ลิตร 318 / 2.0 ลิตร 320/ 2.3 ลิตร 323 ส่วนรุ่นปี 1978  วางเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป ระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุ 2.0 ลิตร 1,990 ซีซี กำลังสูงสุด 109 แรงม้า ที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 16.0 กิโลกรัม/เมตร หรือ 156 นิวตันเมตร ที่ 3,700 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยว Solex แบบท่อคู่ดูดลงล่างที่จูนยากเอาเรื่อง! ระบบเกียร์มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 4 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติจาก ZF 3 สปีด ระบบเบรกแบบหน้าดิสก์หลังดรัม อัตราเร่ง 0-100 ใน 10.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้าหน้าฉลามกลายเป็นรถสปอร์ตยอดนิยมของดารานักร้องในยุคนั้น จากประสิทธิภาพของการขับและความหล่อของเรือนร่าง 

BMW 520 e12
ซาลูนหรู 4 ประตูสุดสวยของผู้บริหารในอดีต BMW Series-5 รุ่น 520 รหัสตัวถัง e12 วางเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 6 สูบ ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป ความจุ 1,990 ซีซี กำลังสูงสุด 122 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดจัดเต็ม 16.3 กิโลกรัม/เมตร หรือ 160 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเดี่ยวของ Solex 4A1 แบบดูดลงล่างอีกเช่นกัน อัตราเร่งจาก 0-100 ใน 12.1 วินาที ความเร็วปลาย 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในยุคนั้นถือว่าเร็วมาก BMW 520 เป็นรถที่เข้าฉากหนังไทยในสมัยก่อนบ่อยมาก ไม่ว่าจะเป็นพระเอกหรือนางเอกในสมัยนั้นต่างก็นิยมชมชอบรถรุ่นนี้กันอย่างล้นหลาม

Citroen CX2400 Pallas
ช่วงล่างแบบไฮดรอนูร์เมตริกของ Citroen CX2400 Pallas ทำให้เจ้ารถฝรั่งเศสรุ่นนี้นั่งได้นิ่มนวลราวกับพรมวิเศษ เครื่องยนต์ของรถรุ่นนี้ก็ยังแปลกประหลาดด้วยการวางทำมุมเอียง 30 องศา เป็นเครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ วางขวาง ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป ความจุ 2,347 ซีซี แรงม้าสูงสุดจัดมาเต็มเหนี่ยวถึง 115 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที ส่วนแรงบิดก็ไม่ใช่เล่นๆ ว่ากันถึง 18.3 กิโลกรัม/เมตร หรือ 179 นิวตันเมตร ที่ 2,750 รอบต่อนาที ส่งกำลังขับเคลื่อนไปที่ล้อคู่หน้า และนับเป็นรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้าที่มีประสิทธิภาพแต่ห้องเครื่องยนต์นั้นรกรุงรังสิ้นดี ระบบส่งกำลังวางเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด หรือเกียร์ธรรมดา 5 สปีดให้เลือกใช้ พวงมาลัยแบบก้านเดี่ยวดูแปลกๆ รวมถึงหน้าปัดมาตรวัดที่ล้ำอนาคต ทำให้เจ้า Citroen CX2400 Pallas กลายเป็นยานพาหนะของผู้ดีมีเงินในยุคนั้น จุดเด่นของมันก็คือระบบกันสะเทือนสุดล้ำแบบ Hidroneumatica ที่คนขับสามารถปรับระดับความสูงของรถได้ แต่เวลาเสียทีไรเห็นหน้ามืดกันเป็นแถบ! หลายท่านที่ทันเห็นก็คงจะเคยพบเห็นเจ้า  Citroen CX2400 Pallas ยกตัวเองจนสูงโย่งเพื่อวิ่งฝ่าน้ำท่วมในกรุงเทพมหานครเมื่อเกือบๆ 40 ปีก่อน

Fiat 131 Supermirafiori
สปอร์ตซีดานจากอิตาลีคันนี้ มีดีที่เครื่องยนต์ และช่วงล่าง เจ้า 131 Supermirafiori ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ พร้อมฝาสูบแบบทวินแคม 16 วาล์ว ความจุ 1,585 ซีซี กำลังสูงสุด 96 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 13.0 กิโลกรัม/เมตร หรือ 127 นิวตันเมตร ที่ 3,800 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยวท่อคู่ดูดลงล่าง ระบบเกียร์ใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ระบบห้ามล้อแบบหน้าดิสก์หลังดรัม อัตราเร่งจาก 0-100 ใน 13.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักรถ 1,056 กิโลกรัม ค่อนข้างเบาใช้ได้ ภายในมีเบาะหุ้มกำมะหยี่ที่สวยงามกับงานแดตช์บอร์ดในสไตล์ยุโรป ด้วยกลไกที่เป็นแบบแมคคานิค ไม่อุดมไปด้วยอิเล็กทรอนิกส์เหมือนรถยนต์ในทุกวันนี้ ทำให้ 131 มีความคงทนใช้ได้ เป็นขวัญใจของข้าราชการ และคนวัยทำงานที่ชอบรถยุโรป ทำให้มียอดขายที่พอไปวัดไปวาได้อยู่เหมือนกัน

Fiat 132/2000
ซีดานมักกะโรนีลำนี้ วางเครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียงแบบทวินแคม 16 วาล์ว ความจุ 1,995 ซีซี เป็นคู่กัดของ BMW Series-5 520 e12 จากประสิทธิภาพ และความสามารถในการขับขี่ เครื่องยนต์ 4 สูบ 2.0 ลิตร มีกำลัง 112 แรงม้า ที่ 5,600 รอบต่อนาที แรงบิด 16.1 กิโลกรัม/เมตร หรือ 157 นิวตันเมตร ที่ 3000 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยวแบบท่อคู่ ระบบจุดระเบิด เล่นคอยล์และทรานซิสเตอร์ไม้ได้ใช้ทองขาว ระบบเกียร์เดินหน้า 5 สปีด ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง อัตราเร่งจาก 0-100 ใน 13.7 วินาที ความเร็วปลาย 165 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดูเหมือนเครื่องจะใหญ่แต่ทำไมไม่ค่อยจะวิ่ง! 

Ford cortina 1600 
รถรับส่งเด็กนักเรียนในยุค 80' รวมถึงการเป็นรถซีดานขวัญใจข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร ก็ชอบทั้งนั้น นี่คือ Ford cortina 1600 ซีดานบ้านๆ ทรงแบนๆ ที่มีราคาพอจับต้องได้ เจ้า cortina 1600 วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุ 1,593 ซีซี กำลังสูงสุดแค่ 72 แรงม้า ทำให้อืดน่าดูเมื่อต้องการจะแซง แรงบิด 12.0 กิโลกรัม/เมตร หรือ 117 นิวตันเมตร ที่ 2,700 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบคาร์บูเรเตอร์เดี่ยว ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 4 สปีด ระบบเบรกหน้าดิสก์หลังดรัม (ไม่รู้จะประหยัดไปเพื่ออะไร กลัวไม่ได้กำไรเท่าที่ควร) อัตราเร่ง 0-100 ใน 14.3 วินาที ความเร็วปลายไหลไปได้แค่ 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สมรรถนะที่ย่ำแย่ของมันดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่ cortina 1600 มีดีตรงพื้นที่ภายในที่กว้างขวางพอจะไปกันทั้งบ้านได้อย่างสบายๆ

Isuzu Gemini Coupe
เจ้าแห่งรถปิกอัพในปัจจุบันนั้นก็เคยผลิตรถสปอร์ตที่ใช้งานได้ดี หมอนี่คือ Isuzu Gemini Coupe สปอร์ตคาร์คันเล็กที่เคยได้รับความนิยมไม่ใช่น้อยในช่วงปี พ.ศ. 2521 เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป ความจุจิ๋มๆ แค่ 1,584 ซีซี แต่มีเรี่ยวแรงพอตัวที่ 100 แรงม้าในย่าน 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 14.0 กิโลกรัม/เมตร หรือ 137 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยวแบบท่อคู่ ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 4 สปีด บนกลไกการขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง อัตราเร่งของ Isuzu Gemini Coupe จาก 0-100 ใน 12.1 วินาที เร็วเอาเรื่องในยุคนั้น ส่วนความเร็วท็อปสปีดทำได้ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เป็นรถสปอร์ตราคาถูก ที่มีประสิทธิภาพดีอีกคันในวงการ และเป็นรถของคนเบี้ยน้อยหอยน้อยที่มีเงินไม่มากแต่อยากขับรถสปอร์ต เอาไปแต่งแบบซิ่งก็หล่อใช้ได้ แถมยังอึดไม่พังง่ายๆ อีกด้วย 

Mazda 626
นี่คือซีดาน 4 ประตูที่เคยวิ่งกันให้เกลื่อนถนนในกรุงเทพฯ เจ้า Mazda 626 เป็นรถซีดานไซส์กลางในอดีตที่ได้รับความนิยมใช้ได้ มันวางเครื่องยนต์เบนซิน 1.6 ลิตร ความจุ 1,586 ซีซี กำลัง 90 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 13 กิโลกรัม/เมตร หรือ 127 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยวโดดๆ แบบท่อคู่ เกียร์ธรรมดา 5 สปีดในรุ่นประหยัดกับเกียร์ออโต้ 3 สปีดในรุ่นท็อปสุด ระบบขับเคลื่อนยังใช้การขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง เบรกเป็นแบบหน้าดิสก์หลังดรัม อัตราเร่ง 0-100 ใน 14.1 วินาที อืดเป็นเรือเกลือถ้าเทียบกับ Skyactiv ในปัจจุบัน ความเร็วปลายทำได้ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่กว่าจะถึงก็นานแสนนานจนรำคาญกันเลยทีเดียว 

Mazda 323 
แฮตช์แบ็ก 5 ประตูตัวเล็กในเจเนอเรชั่นที่ 3 นั้น แพร่หลายอย่างมากในช่วงปี พ.ศ. 2521 นี่คือรถเล็กรุ่น 323 จากแบรนด์ Mazda เป็นรถราคาไม่แพง แถมยังมีประสิทธิภาพพอตัว เอาไปแต่งเสริมความหล่อก็ยังดูดี เป็นรถยนต์ที่ผมใช้หัดขับเป็นครั้งแรกแล้วก็ชน จากความไม่เป็นมวย หรือไม่เคยขับรถมาก่อน เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง ความจุ 1.3 ลิตร หรือ 1,272 ซีซี กำลังสูงสุดทำได้ 72 แรงม้า ที่ 5,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 10.5 กิโลกรัม/เมตร หรือ 102 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที ระบบเกียร์ใช้เกียร์ธรรมดา 4 สปีด ระบบห้ามล้อหน้าดิสก์หลังดรัม อัตราเร่ง 0-100 ใน 15.7 วินาที ความเร็วปลายพอท้วมๆ แค่ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

Mazda 929 Hardtop
สปอร์ตคูเป้สุดสวยในอดีตคันนี้วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบแถวเรียง แคมเดี่ยวแบบซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ตัวเดียวโดดๆ แรงม้าสูงสุดทำได้ 100 ตัวที่ 6,000 รอบต่อนาที ส่วนแรงบิดไม่ใช่เล่นๆ จัดเต็มถึง 15.2 กิโลกรัม/เมตร หรือ 149 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดา 4 สปีด ล้อขอบ 13 นิ้วไม่ใหญ่ ทำให้วิ่งใจขาด อัตราเร่ง 0-100 ใน 11.2 วินาที ท็อปสปีดทำได้ 165 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

Mercedes Benz 300d W123
W123 เป็นเบนซ์​รุ่นแรกในประวัติศาสตร์​ที่ธนบุรี​ประกอบรถยนต์ สั่งเข้ามาประกอบขายในไทย กำลังการผลิตที่โรงงานสำโรงอยู่ที่ 4 คันต่อวันมาเป็นสิบๆปี ก่อนจะมีการลงทุน​เพิ่มเพื่อขยายการประกอบให้เยอะขึ้นในภายหลัง (ข้อมูลจากน้องจิมมี่ http://www.headlightmag.com/ ) ซีดานไซส์กลาง 4 ประตูรหัส W123 มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซลแบบแถวเรียง 6 สูบ ความจุ 3,005 ซีซี รหัส OM617 กำลังสูงสุด 90 แรงม้าที่ 4,000 รอบต่อนาที แรงบิด 17.5 กิโลกรัม/เมตร หรือ 171 นิวตันเมตร ที่ 2,400 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงโคตรทันสมัยในยุคนั้นด้วยระบบหัวฉีดไฟฟ้าจากบ๊อช ระบบส่งกำลังใช้เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด พร้อมดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ และกลไกการขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง เจ้า Benz 300D W123 มีอัตราเร่งจาก 0-100 ใน 12.7 วินาที ความเร็วปลายทำได้ 148 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

Mitsubishi galant sigma 2000
ซีดานอมตะจากแดนปลาดิบ หมอนี่คือ Mitsubishi galant sigma 2000 รุ่นท็อปสุด เครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง แคมเดี่ยว ปริมาตรความจุ 1,995 ซีซี กำลังสูงสุด 115 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 17.0 กิโลกรัม/เมตร หรือ 166 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ตัวเดียว เครื่องยนต์วางตามยาวพร้อมกลไกการขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง เกียร์มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด กับเกียร์ออโต้ 3 สปีด อัตราเร่งจาก 0-100 ใน 13.4 วินาที ความเร็วสูงสุด 165 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เจ้า galant sigma 2000 เป็นรถครอบครัวที่ขายดิบขายดีในปี พ.ศ. 2522 จากสมรรถนะของการขับขี่ และรูปทรงที่สวยงามลงตัว 

Mitsubishi Colt Lancer GL
เต็นท์รถเก่าในไทยชอบเรียกเจ้า Colt Lancer GL ว่า โฉมไฟแอล เนื่องจากไฟท้ายรถมีลักษณะเหมือนตัว L ในด้านซ้าย และ L กลับข้างในด้านขวา (ตัว L กลับหน้ากลับหลังเข้าหากัน) ถือเป็นรถยนต์ที่ประสบความสำเร็จในวงการแข่งขันแรลลี่ โดยมีการผลิตรถรุ่นนี้มากถึง 12 โมเดล ตั้งแต่โมเดลมาตรฐานเครื่องยนต์ 1,200 ซีซี ไปจนถึงรุ่นสปอร์ตแรลลี่ เครื่องยนต์ 1,600 ซีซี GSR ตัวถังมีให้เลือกใช้ 3 แบบ คือ Coupe 2 ประตู, Sedan 4 ประตู และ Station wagon 5 ประตู เครื่องยนต์ของเจ้าไฟแอลวางเครื่องเบนซินแถวเรียง 4 สูบ ซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป ปริมาตรความจุ 1,439 ซีซี กำลังสูงสุด 92 แรงม้า ที่ 6,300 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 12.5 กิโลกรัม/เมตร หรือ 122 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที ระบบเกียร์ใช้เกียร์ธรรมดาแบบ 4 สปีด รุ่นหลังๆ มีการปรับเกียร์มาเป็นแบบ 5 สปีด อัตราเร่งของ Colt Lancer GL จาก 0-100 ใน 14.6 วินาที ความเร็วปลายทำได้ 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

Datsun Stanza Coupe
ความหล่อของ Stanza Coupe ทำให้มันได้รับความนิยมในกลุ่มวัยรุ่นที่ชอบรถสปอร์ต ในยุคเฟื่องฟู คุณสามารถเห็นเจ้า Stanza Coupe เฉิดฉายอยู่แถวไทยไดมารู หรือสยามสแควร์ ทรงแบบสปอร์ตที่โดนใจผู้คน ยังมีการขับขี่ที่ดีอีกด้วย Datsun Stanza Coupe วางเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ แคมเดี่ยว 1.6 ลิตร ความจุ 1,595 ซีซี กำลังสูงสุดจัดมาให้ 100 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 13.5 กิโลกรัม/เมตร หรือ 132 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์แค่ตัวเดียว ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดา 4 สปีด พร้อมกลไกการขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง สมรรถนะ เร่งจาก 0-100 ใน 11.9 วินาที ความเร็วปลายทะลุ 165 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักตัวถังแค่ 905 กิโลกรัม ไม่ได้สร้างภารกรรมให้กับเครื่องยนต์ตัวเล็กมากนัก ทำให้รถรุ่นนี้วิ่งฉิวดีจริงๆ 

Datsun Sunny 4 Door B310
ยานพาหนะหน้าตาบ้านๆ คันนี้มีดีที่ยอดขาย เจ้า Datsun Sunny 4 Door รหัสตัวถัง B310 ออกขายในไทยเมื่อปี พ.ศ. 2522 หรือ ค.ศ. 1979 วางเครื่องยนต์ตัวเล็กกระจิ๊ดริดแบบ 4 สูบเบนซิน ปริมาตรความจุ 1.2 ลิตร หรือ 1,171 ซีซี กำลังสูงสุดแค่ 79 แรงม้า พออาศัยขับไปจ่ายกับข้าว หรือส่งลูกๆ ไปโรงเรียน แรงบิด 9.7 กิโลกรัม/เมตร หรือ 95 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยว ระบบเกียร์ใช้เกียร์ธรรมดาแบบ 4 สปีด ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง อัตราเร่ง 0-100 ใน 14.8 วินาที ความเร็วสูงสุด 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักตัวแค่ 810 กิโลกรัม ทำให้ Datsun Sunny 4 Door เป็นรถที่เบามากในยุคนั้น 

Peugeot 504
สิงห์เขย่งขารุ่น 504 คือซีดานตัวถังแข็งโป๊กจากแดนน้ำหอมฝรั่งเศส เป็นรถที่มีฝีเท้าจัดเอาเรื่อง เครื่องยนต์และช่วงล่างทนทานนานปีไม่พังกันง่ายๆ Peugeot 504 วางเครื่องยนต์แถวเรียง 4 สูบเบนซิน ปริมาตรความจุ 2.0 ลิตร หรือ 1,971 ซีซี กำลังสูงสุด 96 แรงม้าที่ 5,200 รอบต่อนาที แรงบิด 16.4 กิโลกรัม/เมตร หรือ 160 นิวตันเมตร ในย่าน 3,000 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ตัวเดียว ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดา 4 สปีด พร้อมกลไกการขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง ระบบเบรกจัดเต็มดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ อัตราเร่งของสิงห์เขย่งขาจาก 0-100 ใน 13.8 วินาที ความเร็วปลายจัดให้ 164 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักรถทั้งคันที่มากถึง 1,230 กิโลกรัมทำให้อัตราเร่งตีนต้นของรถรุ่นนี้ช้าไปนิด น้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะส่วนหนึ่งเกิดจากตัวถังเหล็กอย่างหนา ที่ทำให้มีความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ

Volvo 264GL
ในบรรดาบริษัทรถยนต์ที่มีการประกอบในประเทศไทยเมื่อปี พศ 2521 Volvo เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ยานยนต์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 50 ปี ความเชื่อถือในโครงสร้างรถที่แข็งแกร่ง รองรับคุณภาพของการใช้งานได้ดี ตามสโลแกน ทุกชีวิตปลอดภัยใน Volvo แสดงให้เห็นถึงแนวทางการเลือกใช้รถยนต์ของคนไทยที่มุ่งเน้นประสิทธิภาพมากกว่าความสวยงาม Volvo 264 GL ปี 1978  เป็นรถซีดานขนาดกลางที่มีความแข็งแกร่งของโครงสร้างโดยเฉพาะประตูที่หนาบึกช่วยทำให้ผู้โดยสารและคนขับปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ Volvo 264 GL วางเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป ความจุ 2.7 ลิตร หรือ 2,664 ซีซี  มีกำลังสูงสุด 125 แรงม้าที่ 5,250 รอบต่อนาที แรงบิด 20.0 กิโลกรัม/เมตร หรือ 196 นิวตัน-เมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยว ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดา 4 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด พร้อมกลไกขับเคลื่อนล้อหลัง ระบบเบรกใช้ดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ เจ้ารถถัง Volvo 264 GL ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 167 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนน้ำหนักรถทั้งคันที่ 1,337 กิโลกรัม 

Volvo 244 DL
เหล็กไวกิ้งรุ่นนี้ วางเครื่องยนต์ 4 สูบแถวเรียง 2.2 ลิตร 2,127 ซีซี ซิงเกิ้ลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป ระบายความร้อนด้วยน้ำและพัดลมหน้าเครื่อง เครื่องยนต์ของ Volvo ในยุค 40 ปีก่อน ยังคงวางในลักษณะตามยาวแล้วขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง กำลังสูงสุด 100 แรงม้า ที่ 5,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 17.3 กิโลกรัม/เมตร หรือ 169 นิวตัน-เมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที  จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ตัวเดียว ระบบส่งกำลงใช้เกียร์ธรรมดา 4 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด ระบบเบรกเป็นดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ มีหม้อลมผ่อนแรง Volvo 244 DL ทำความเร็วสูงสุดได้ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักตัวรถทั้งคันอยู่ที่ 1,265 กิโลกรัม

Subaru ST1600
นี่คือรถซีดานที่ทันสมัยสุดๆ ในช่วงปี พ.ศ. 2521 Subaru ST1600 วางเครื่องยนต์แถวเรียงแบบ 4 สูบเบนซิน ระบายความร้อนด้วยน้ำ เครื่องยนต์ของมันมีความจุ 1,361 ซีซี ให้กำลัง 93 แรงม้า ที่ 6,800 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 11.0 กิโลกรัม/เมตร หรือ 107 นิวตันเมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์คู่ ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีด หรือเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด พร้อมกลไกการขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้า นับเป็นรถญี่ปุ่นเจ้าแรกๆ ที่ใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้า ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อในภายหลัง อัตราเร่ง 0-100 ของ ST1600 ทำได้ที่ 12.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บนน้ำหนักตัวรถทั้งคันแค่ 850 กิโลกรัม 

Subaru GFT1600 
สปอร์ตคูเป้จากแบรนด์หมู่ดาวคันนี้มีรูปทรงที่ปราดเปรียวเพรียวลมมากในช่วงปี ค.ศ. 2522 เครื่องยนต์สูบนอน Boxer แบบ 4 กระบอกสูบ 1.6 ลิตร หรือ 1,595 ซีซี เป็นเครื่องยนต์แบบซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาร์ป กำลังสูงสุด 75 แรงม้าที่ 6,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 12.3 กิโลกรัม/เมตร หรือ 120 นิวตันเมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์คู่เหมือนกับ ST1600 ระบบส่งกำลังมีสองแบบให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด กับเกียร์ออโต้ 3 สปีด พร้อมกลไกการขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หน้า ระบบห้ามล้อหน้าดิสก์หลังดรัม อัตราเร่งจาก 0-100 ใน 12.9 วินาที ความเร็วสูงสุด 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมงบนน้ำหนักตัวแค่ 855 กิโลกรัม เบามากๆ 

Suzuki Jeep 
เรามักจะเห็นรถลุยคันเล็กรุ่นนี้วิ่งใช้งานอยู่ในค่ายทหารซะเป็นส่วนใหญ่ เจ้า Suzuki Jeep ที่มีช่วงล่างแข็งอย่างกับหินผารุ่นนี้ผลิตครั้งแรกในปี 1968 ใช้เครื่องขนาด 359 ซีซี (LJ10) โดยมีการปรับปรุงรูปแบบอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นจึงเริ่มเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยประมาณปี 1977 เป็น Verion แรกของ Suzuki Jeep ขับเคลื่อนสี่ล้อ ใช้เครื่อง 3 สูบ แบบ 2 จังหวะ 539 ซีซี กำลังสูงสุดแค่สิวๆ ที่ 33 แรงม้า ที่ 5,500 รอบต่อนาที เนื่องจากเครื่องยนต์มีขนาดเท่ารถตัดหญ้าแรงม้าจึงมีมาแค่นิดเดียว แรงบิด 5.85 กิโลกรัม/เมตร หรือ 57 นิวตันเมตร ที่ 3,500 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์ตัวเดียว ระบบส่งกำลังแบบขับ 2 และขับ 4 ด้วยเกียร์ธรรมดา พร้อมห้ามล้อแบบดรัมเบรกทั้ง 4 ล้อ Suzuki Jeep มีความเร็วสูงสุด 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง น้ำหนักตัวทั้งคัน 985 กิโลกรัม

Toyota Corolla 1200
สามห่วงทนหายห่วงรุ่นนี้มีตัวถังให้เลือกสามรูปแบบ เช่น 4 ประตูซีดาน 2 ประตูฮาร์ดท็อป และสเตชั่นแวกอน 5 ประตู เครื่องยนต์เบนซินแถวเรียง 4 สูบ แคมเดี่ยว ระบายความร้อนด้วยน้ำ ปริมาตรความจุ 1,166 ซีซี กำลังสูงสุดแค่ 55 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 8.4 กิโลกรัม/เมตร หรือ 82 นิวตันเมตร ที่ 3,800 รอบต่อนาที จ่ายเชื้อเพลิงด้วยคาร์บูเรเตอร์เดี่ยว ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดา 4 สปีด ระบบห้ามล้อแบบหน้าดิสก์หลังดรัมเช่นเดิม ขับเคลื่อนด้วยล้อคู่หลัง ความเร็วสูงสุดของ Toyota Corolla 1200 รุ่นตัวถังซีดาน ทำได้ 155 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รุ่น 2 ประตู 158 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และรุ่นแวกอน 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนน้ำหนักตัวในรุ่นซีดานอยู่ที่ 840 กิโลกรัม รุ่น 2 ประตู 810 กิโลกรัม รุ่นแวกอน 850 กิโลกรัม

Toyota Corona 1600 
ซีดานสามห่วงไฟท้ายสองชั้นต้นตระกูลของ Camry รุ่นนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร หรือ 1,587 ซีซี กำลังสูงสุดแค่ 90 แรงม้าในรอบเครื่องยนต์ 5,400 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 11.6 กิโลกรัม/เมตร หรือ 113 นิวตันเมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังใช้เกียร์ธรรมดา 4 สปีด (รุ่น 1800 ใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีด) ห้ามล้อใช้เบรกหน้าแบบดิสก์เบรก ส่วนเบรกหลังเป็นแบบดรัมเบรก ตัวหนักโคตรๆ ถึง 1,450 กิโลกรัม ทำให้วิ่งไม่ค่อยเร็วเท่าที่ควร.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/



ย้อนเวลาหาอดีตที่เคยรุ่งเรืองของยานยนต์ในประเทศไทย ช่วงปี พ.ศ. 2521 รถคุณลุงคุณป้ารุ่นไหน อะไรแจ่มมาดูกัน 10 ม.ค. 2561 11:41 11 ม.ค. 2561 12:26 ไทยรัฐ