วันอังคารที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เหลียวหลังประเทศไทยปี 60 ปรับทัพรับ "โลกเปลี่ยน"

เหลียวหลังเศรษฐกิจไทย ส่งท้ายปีเก่า 2560

สำหรับ “ทีมเศรษฐกิจ” แล้วปี 2560 ที่กำลังจะผ่านไป ในภาพรวม “ประเทศไทย” ของเรามีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีขึ้นจากปีก่อนหน้า ขณะ เดียวกันก็เป็นปีที่มี “ความเปลี่ยนแปลง” และ เหตุการณ์ที่น่าสนใจทั้งในประเทศและระดับโลกในหลายเรื่อง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่

ซึ่งนอกเหนือจากจะมีผลกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในปี 2560 นี้แล้ว ยังมีผลต่อเนื่องถึง “การปรับเปลี่ยนโครงสร้างและศักยภาพการขยายตัว” ของเศรษฐกิจไทยในปีหน้า และระยะต่อไปด้วย

เหลียวหลังเศรษฐกิจปีนี้ จึงอยากทบทวนถึงหลายๆเหตุการณ์ และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อให้เรามองผ่านภาพเหล่านั้นไปข้างหน้า เพื่อเตรียมพร้อมรับสิ่งใหม่ๆ และความท้าทายในอนาคตอันใกล้นี้...

เศรษฐกิจฟื้นจริง หรือหลอก

ในปี 2560 เหตุการณ์ที่น่าสนใจเรื่องแรก คือ “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย” ซึ่งเราเริ่มเห็นชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ที่ 4.3% สูงสุดในรอบ 4 ปีครึ่ง ขณะที่มองว่าไตรมาสสุดท้ายจะขยายตัวดีต่อเนื่อง

แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีคำถามว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยรอบนี้เป็นเรื่องจริงหรือหลอก!

เพราะยังเห็นความเปราะบางในหลายจุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง “ความสามารถในการแข่งขัน” ทั้งระดับประเทศ จากความล่าช้าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐ และการขาดความสามารถในการปรับตัวของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ขณะเดียวกัน ด้านราคาสินค้าเกษตรก็ยังไม่สดใส ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อรายได้ ของเกษตรกรในระยะต่อไป ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้ครัวเรือนอยู่ในภาวะตึงตัวเพิ่มมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ข้อดีในปีที่ผ่านมา คือ เราได้คืนสิทธิประโยชน์หลักใน 2 เรื่อง คือ การปลดธงแดงสายการบินของประเทศไทยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) หลังจากก่อนหน้านี้ไทยถูกไอเคโอปักธงแดงหน้าชื่อมานานกว่า 2 ปี ซึ่งมีผลดีต่อความน่าเชื่อถือ และการขยายเส้นทางบินทั่วโลก และอีกกรณี คือ การปรับสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ภายใต้กฎหมายการค้าสหรัฐฯ มาตรา 301 พิเศษ จากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองพิเศษ (PWL) เป็นบัญชีประเทศที่ต้องจับตามอง (WL) ซึ่งกรณีนี้จะสร้างความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนผลิตสินค้าในไทยเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ จุดที่สำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดการฟื้นตัวว่าจะ “จริง” หรือไม่ จะต้องติดตามใน3 เรื่อง 1.การส่งออกของเราจะขยายตัวต่อเนื่องได้มากแค่ไหน 2.เมื่อไรที่ภาคเอกชน และประ-ชาชนเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น และข้อ 3 ข้อสุดท้ายคือ การเร่งลงทุนของภาคเอกชน

เข้าสู่ “สังคมสูงอายุ” โดยสมบูรณ์

ตามมาด้วยเรื่องที่ 2 ซึ่งเรื่องนี้เป็น “การเปลี่ยนแปลง” ซึ่งประเทศไทยของเราตระหนักถึงมากขึ้นเรื่อยๆ และในปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) จากข้อมูลของ United Nations World Population Ageing ที่พบว่า ในปี 2560 จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เรามีประชากรเด็กน้อยกว่าผู้สูงอายุ

ส่งผลให้ปี 2560 ที่ผ่านมาเราได้เห็น “ภาคธุรกิจ” หลายแห่งปรับวิสัยทัศน์ในการทำธุรกิจ โดยคำนึงถึง “ผู้สูงอายุ” มากขึ้น ทั้งกรณีของการว่าจ้างแรงงานสูงอายุ การปรับเปลี่ยนรูปแบบของการลงทุนเพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนสูงอายุมากขึ้นทั้งโครงการอสังหาริมทรัพย์ และด้านสุขภาพ

ในทางตรงกันข้ามในภาพรวมของเศรษฐกิจ “การเข้าสู่สังคมสูงอายุ” ของเศรษฐกิจไทย อาจจะทำให้แรงดึงดูดใจในการเข้ามาลงทุนในด้านการผลิตจากต่างประเทศลดต่ำลง

แต่อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ เราคงปฏิเสธ “ฐานใหม่ของเศรษฐกิจไทย” ที่จะเกิดขึ้นนี้ไม่ได้ และคงต้องช่วยกันคิดและลงมือทำสิ่งใหม่ๆ โดยวางเป้าหมายว่า “เศรษฐกิจไทยจะแก้อย่างไรให้สุขและยั่งยืน”

ปรับทัพรับ “จักรกลอัจฉริยะ”

ต่อเนื่องจากสังคมสูงอายุ เจาะลงมาที่ภาคการผลิตของประเทศ ปีนี้เป็นอีกปีที่เริ่มเห็น “การเปลี่ยนแปลง” อย่างรวดเร็ว จากการนำเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยมาให้บริการในธุรกิจต่างๆมากขึ้น รวมทั้งการนำเครื่องจักรกลอัจฉริยะ และหุ่นยนต์มาใช้แทนแรงงานคน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุน ซึ่งในอนาคตเทรนด์ดังกล่าวจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆในอุตสาหกรรมของไทย

ส่วนนี้ ในทางหนึ่งถือเป็นประโยชน์ของภาคการผลิต แต่อีกทางก็เป็นความเสี่ยงของแรงงานของไทยเช่นกัน และความเสี่ยงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับแรงงานไร้ฝีมือเท่านั้น แต่แรงงานวิชาชีพในหลายๆแขนงก็ถูกรวมเข้าไปในความเสี่ยงที่จะ “ตกงาน” ได้ด้วย เพราะจักรกลอัจฉริยะเหล่านี้สามารถทำงานแทนได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการทางการเงิน การวิเคราะห์การลงทุน และการตลาด หรือ แม้แต่กระทั่งการให้คำวินิจฉัยทางการแพทย์

ในอนาคต 20-30 ปีข้างหน้า ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีอัจฉริยะ เมื่อเราตื่นขึ้นมาเราอาจจะไม่ได้เห็น “อาชีพ” ที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ แต่อาจจะเห็นโลกของงานใหม่ๆที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ลงทุนแนวใหม่–ค้าขายออนไลน์

จากภาคการผลิต โลกของการค้าขายและลงทุนของไทย ก็เป็นอีกภาคหนึ่งที่เทคโนโลยีก็เข้ามาเปลี่ยนแปลง...

โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเริ่มเห็นการค้าขายและการลงทุนที่เปลี่ยนรูปแบบไป โดยเฉพาะการขายสินค้าออนไลน์ที่เฟื่องฟู ทำให้การค้าแบบมีหน้าร้านลดลงเรื่อยๆ และเห็นการลดสาขาลงของร้านค้าชั้นนำจำนวนหนึ่ง และหันมารุกการค้าขายระบบออนไลน์แบบครบวงจรทดแทนการขยายสาขา

นอกจากนั้น เรายังเห็นภาพการจับมือกันของแบรนด์ชั้นนำ และเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ที่เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งเห็นการลงทุนสร้างธุรกิจใหม่ๆที่ใช้ความร่วมมือและเทคโนโลยีในการให้บริการมากกว่าใช้ “ทุน” สร้างโรงงานมากขึ้นด้วย

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนในปี 60 คือ การเข้ามาของระบบโอนเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสะดวก และค่าธรรมเนียมต่ำ อย่างระบบพร้อมเพย์ และการใช้คิวอาร์โค้ด ซึ่งทำให้การชำระเงินซื้อสินค้าออนไลน์สะดวกขึ้น ไม่ต้องไปที่แบงก์ และไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมสูงถึง 25 บาทต่อรายการเหมือนช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับธุรกิจการ “ส่งของ” ที่เฟื่องฟูอย่างรวดเร็ว ในปีที่ผ่านมามีบริษัทส่งสินค้าระดับโลกและของไทยเข้ามาแย่งสัดส่วนในตลาด ส่งเสริมการค้าออนไลน์ให้สะดวกรวดเร็วมากขึ้น

คงต้องติดตามแบบกะพริบตาไม่ได้ว่า ในระยะเวลาอันใกล้นี้ โลกของการค้าและลงทุนของไทยจะเปลี่ยนไปมากน้อยเพียงไหน จากผลกระทบของเทคโนโลยี

ดอกเบี้ย–เงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวน

กลับมาที่ “โลกการเงิน” ในปี 2560 ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนใน 2 ด้าน เรื่องที่ 1 คือ การปรับทิศของการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลัก นำโดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั้งสิ้น 3 ครั้งในปีนี้ ส่งผล ให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯล่าสุด อยู่ที่ 1.25-1.5% ใกล้เคียงกับดอกเบี้ยนโยบายของไทย ที่อยู่ที่ระดับ 1.5%

ทำให้เริ่มมีความกังวลใจว่าจะมีเงินไหลออกจากประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทยในเวลาไม่นานนี้ ประกอบกับค่าเงินบาทของไทยที่แข็งค่าขึ้นจากต้นปีถึง 10% ยิ่งอาจจะเป็นแรงจูงใจให้ต่างชาตินำเงินทุนออกไปได้มากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ของเรายืนยันมาแล้วว่า จะยังคงใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ดังนั้น ภาคธุรกิจคงต้องจับตาดอกเบี้ยและค่าเงินของไทยที่ผันผวนต่อไปอย่างใกล้ชิด

ขณะที่เรื่องที่ 2 ที่น่าสนใจติดตามและอาจจะกลายเป็นเทรนด์ใหม่ของการเงินโลกคือ ยุคเฟื่องฟูของเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอเรนซี (Cryptocur-rency) ซึ่งในขณะนี้ค่าของเงินสกุล หลักๆของคริปโตเคอเรนซี เช่น บิตคอยน์ สูงขึ้นไปมากกว่า 10,000 เหรียญสหรัฐฯ ต่อ 1 บิตคอยน์ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเก็งกำไร และการหลอกลวงตามมาจำนวนมาก โดยนักลงทุนไทยคงต้องจับตา และพิจารณาความเสี่ยงเรื่องนี้ให้ถ้วนถี่ หากสนใจลงทุน

โลก “อันตราย” เพิ่มขึ้น

ท้ายที่สุด สถานการณ์สุดท้ายที่จะหยิบยกขึ้นมา คือ “ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” ในปี 2560 ที่สูงขึ้นมาก จากนโยบายช่วงชิงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก รวมทั้งความขัดแย้งทางการเมือง ขณะเดียวกันปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีเหตุการณ์ “ก่อการร้าย” อย่างต่อเนื่องทุกเดือนในหลายภูมิภาค

กรณีความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งมีสหรัฐฯ เกาหลีเหนือ และมหาอำนาจทั้งในฝั่งตะวันตกและเอเชียเป็นตัวเล่นหลัก ยังคงเป็นความเสี่ยงหลักที่ต้องจับตา ขณะที่ความไม่พอใจกันระหว่างโลกตะวันตก และโลกมุสลิม ยังคุกรุ่นพร้อมที่จะสร้างความเสียหายได้ทุกเมื่อ

และไม่ว่ากรณีใดหากเกิดเหตุการณ์รุนแรง สงคราม หรือการใช้กำลังเกิดขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและราคาสินทรัพย์ทั่วโลกอย่างรุนแรง สั่นคลอนการฟื้นตัวทั้งของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย


***********

ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจเบื้องต้นที่ “ทีมเศรษฐกิจ” ประมวลมาให้ แต่ยังมีเหตุการณ์อื่นๆที่เชื่อมโยงและสร้างผลกระทบต่อเนื่องได้อีกหลายเหตุการณ์ ขอเพียงเราช่วยกัน และไม่ประมาท เชื่อว่าประเทศไทยจะเผชิญหน้ากับช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ไปได้อย่างแน่นอน.

"ทีมเศรษฐกิจ"