วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คัมภีร์ชี้ชะตา แต่งงานมีลูก

วันนี้คนรุ่นใหม่ในสังคมไทยแต่งงานกันน้อยลงหรือไม่ก็แต่งแล้ว ยังทำตัวเหมือนคนโสด...วันๆเอาแต่ตระเวนชิม แชะ แล้วแชต อวดกันในโลกโซเชียลฯ ไม่ยอมมีลูกเต้าเหมือนกับคนรุ่นพ่อแม่ ทำให้สถานการณ์ด้านประชากรของไทยเริ่มออกอาการบิดเบี้ยว

มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า อายุเฉลี่ยที่เหมาะกับการแต่งงานของคนทั่วไปมากที่สุด คือ ช่วงวัย 26-27 ปี เหตุผลเพราะคนวัยนี้เริ่มมีวุฒิภาวะ ประสบการณ์ทางด้านสังคม ผ่านการใช้ชีวิต และผ่านชีวิตการทำงานมาบ้างแล้ว รวมทั้งยังเริ่มรู้จักการวางตัวที่เหมาะสม

ส่วนปัญหาสาเหตุหลักที่มักจะทำให้หลายชีวิตคู่ต้องจบลงด้วยการหย่าร้างหรือแยกทางกัน เคยมีการสำรวจเอาไว้เช่นกันว่า ถ้าไม่เกิดจากปัญหาเรื่อง เงิน ก็มักเกิดจาก ทัศนคติ ที่ไม่ตรงกัน หรือไม่ก็ทั้ง 2 อย่าง

กลับมาโฟกัสที่สังคมไทย ในอดีตคนไทยรุ่นพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งปัจจุบันมีอายุระหว่าง 70-90 ปี ส่วนใหญ่แต่งงานกันตั้งแต่อายุยังน้อย เช่น ตอนอายุยังไม่ถึง 20 ปี หรืออย่างมากก็แต่งหลังจากบวชเรียนให้พ่อ แม่แล้ว สึกหาลาเพศออกมามีเหย้ามีเรือน

แต่ทุกวันนี้บริบทหรือสภาพแวดล้อมทางสังคม การศึกษา และภาระรับผิดชอบ เปลี่ยนไปจากในอดีตเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าเฉลี่ยอายุการแต่งงานของคนไทยขยับเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 28 ปี ขึ้นไป และมีแนวโน้มว่าจะขยับไปไกลกว่านี้ขึ้นเรื่อยๆ

เหตุผลและข้ออ้างที่มักทำให้ทุกวันนี้หนุ่มสาวไทยรุ่นใหม่เมื่อถึงวัยอันควรแล้วยังไม่แต่งงาน หรือครองตัวเป็นโสดยาวนาน จนเผลอขึ้นไปค้างเติ่งอยู่บนคานโดยไม่รู้ตัว

มีทั้งเหตุผลและข้ออ้างว่า ต้องการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น เพื่อความก้าวหน้าในชีวิตและการงาน...ยังอยากจะมีเวลาไปทำอย่างอื่นตามฝันก่อนแต่ง...ยังหลงกลิ่นอายของการเฮฮาปาร์ตี้กับเพื่อนฝูงอยู่...ยังอยากจะใช้ชีวิตอิสระที่ไม่ต้องแคร์ความรู้สึกใคร...หรืออยากทำอะไรก็ทำเลย ไม่ต้องเกรงใจแฟน

บางคนก็ว่า ฉันดูแลตัวเองได้ ไม่เห็นจำเป็นต้องแต่งงาน...หรือฉันก็เป็นของฉันอย่างนี้ ยังไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวตนเพื่อใครทั้งนั้น...ยังอยากจะมีทางเลือกในการใช้ชีวิตกว่านี้...รวมไปถึงพวกที่กลัวว่า ถ้าแต่งงานแล้ว ไปด้วยกันไม่รอด ตัวเองไม่กล้าพอที่จะพบกับคำว่า อกหัก รักคุด เป็นต้น

เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้การตกลงปลงใจจะแต่งงาน หรือใช้ชีวิตร่วมกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และจารีตประเพณีของคนรุ่นใหม่ กลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเสียยิ่งกว่าเข็นรถสิบล้อขึ้นภูเขา หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ สำหรับคู่รักหลายๆคู่

ผลพวงที่ตามมาก็คือ เมื่อคนในสังคมใดเริ่มครองตัวเป็นโสด หรือหันหลังให้กับการแต่งงานกันมากขึ้น ประชากรเกิดใหม่ในสังคมนั้นย่อมลดลงตามเป็นเงา ซึ่งหมายถึงผู้ที่จะกลายไปเป็นกำลังแรงงาน ความหวัง และอนาคตของชาติ หลายๆด้านในวันข้างหน้า พลอยหดหายตามไปด้วย หนำซ้ำคลื่นลูกเก่าที่เป็นคนแก่หรือประชากรสูงวัย ยังอาจถูกทิ้งไว้เป็นภาระให้สังคมในอนาคต เพราะไร้ลูกหลานที่จะดูแล เป็นต้น

นักประชากรในเมืองไทยหลายคนจึงเชื่อมั่นว่า อีกไม่เกิน 10 ปี หรือทศวรรษหน้า หากสถานการณ์ด้านประชากรในประเทศยังเป็นไปเช่นนี้ เราจะได้เห็นอัตราการเพิ่มของประชากรไทย กลายเป็น 0 หรืออัตราประชากรเกิดใหม่ เท่ากับอัตราการตายของประชากร...อย่างแน่นอน!!!

รัฐบาลไทยโดยกระทรวงสาธารณสุขจึงเริ่มเล็งเห็นปัญหาและหันมาส่งเสริมการมีบุตรผ่านโครงการต่างๆ เช่น “สาวไทยแก้มแดง” หรือ “มีลูกเพื่อชาติ” ส่วนจะได้ผลหรือไม่ก็ว่ากันไป

อย่างไรก็ดี มีคำถามตามมาว่า หากคนรุ่นใหม่เริ่มเห็นด้วยกับการแต่งงานและมีลูก พวกเขาอาจจะอยากรู้ต่อไปว่า คู่แต่งงานที่แต่งไปแล้วมีลูก กับคู่ที่แต่งงานแล้วยังไม่มีลูก...ชีวิตในภาพรวม จะเหมือนหรือต่างกันอย่างไร และควรปรับตัวเรื่องใดบ้าง

เพื่อให้ได้คำตอบที่น่าเชื่อถือ ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ นักวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคมมหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้ทำการสำรวจความสุขของกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นคนวัยทำงานในประเทศไทย จำนวนเกือบ 2,800 ราย เมื่อช่วงไตรมาสแรกของปี 2560 แล้วนำมาผ่านการวิเคราะห์ด้วยตัวชี้วัดแบบ HAPPINOMETER พบว่ามีหลายคำตอบที่ทั้งทำให้ยิ้มได้ และยิ้มไม่ออก

เขาบอกว่า เพื่อให้ง่ายต่อการตอบคำถามข้างต้น ก่อนอื่นควรแยกพิจารณาความสุขออกเป็น 9 มิติในภาพรวมตามแนวคิด Happy 8+ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งมีหลักเกณฑ์ว่า จะต้องประกอบด้วย การมี สุขภาพกายดี ผ่อนคลายดี จิตวิญญาณดี น้ำใจดี ครอบครัวดี สังคมดี ใฝ่รู้ดี การเงินดี และ การงานดี...ชีวีจึงจะมีความสุข

เฉลิมพลบอกว่า และเพื่อเป็นการควบคุมปัจจัยเรื่องช่วงวัย กับระดับการศึกษา ที่อาจจะส่งผลต่อขีดระดับความสุขของคนทำงาน เขาจึงเลือกเจาะจงศึกษาข้อมูลจากเฉพาะผู้ที่มีระดับการศึกษาตั้งแต่อุดมศึกษาขึ้นไป ซึ่งมีอายุระหว่าง 35-44 ปี เท่านั้น เพราะเห็นว่าคนกลุ่มนี้น่าจะผ่านการตัดสินใจมีลูกหรือไม่มีมาแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงของการรับผิดชอบเลี้ยงดูลูก นำมาใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้

เฉลิมพลบอกว่า เมื่อแบ่งคนทำงานออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.โสด 2.มีคู่แต่ยังไม่มีลูก 3.มีคู่และมีลูกแล้ว 1 คน กับ 4.มีลูกแล้ว 2 คนขึ้นไป แล้วทดสอบความแตกต่างของคะแนนความสุขที่ได้ในแต่ละมิติ

ปรากฏว่า ผู้ชาย ความสุขที่เกิดขึ้น แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ 2 มิติใหญ่ คือ เน้นไปที่เรื่องของการมี ครอบครัวดี กับเรื่อง การเงินดี เป็นหลัก ส่วนในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้หญิง มีความแตกต่างกันถึง 4 มิติ คือ เน้นที่เรื่องการมี ครอบครัวดี การเงินดี ผ่อนคลายดี และ ได้รับการยอมรับจากสังคมดี

“ผลการวิเคราะห์สรุปได้ว่า การมีคู่และการมีลูกไม่ได้มีผลต่อความสุขในภาพรวมของคนทำงานวัยนี้ หรือพูดอีกอย่างการมีหรือไม่มีคู่ และมีหรือไม่มีลูก ความสุขรวมของคนวัยนี้ไม่ต่างกัน ซึ่งคนวัยนี้มองว่าการมีคู่ หรือมีลูกเป็นเรื่องของทางเลือกที่แต่ละคนเลือกเอง ฉะนั้นคนที่มีคู่หรือมีลูกแล้วจึงไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีความสุขมากหรือน้อยกว่าคนที่ไม่มีคู่หรือไม่มีลูกเสมอไป”

แต่ ดร.เฉลิมพลบอกว่า ความน่าสนใจกลับอยู่ที่ความแตกต่างของความสุข ในมิติของครอบครัว นั่นคือ ทั้งหญิงและชายวัยนี้ มีความสุขในชีวิตมากขึ้นตามการมีคู่และมีลูกอย่างชัดเจน

แต่ถ้าลองค้นหาความสุข ในมิติทางการเงิน คำตอบที่ได้กลับตรงกันข้าม นั่นคือ ทั้ง ชายและหญิงโสด วัย 35-44 ปี จะมีอิสระหรือความสุขทางด้านการเงินมากสุด แต่ก็มีความสุขในด้านครอบครัวต่ำสุด ส่วนผู้ชายโสดวัยนี้ ยอมรับว่า ตัวเองมีความสุขน้อยกว่าผู้ชายที่มีคู่แล้วแต่ยังไม่มีลูกเพียงเล็กน้อย

ส่วน ชายและหญิงที่มีลูกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป พบว่า แม้จะมีความสุขด้านครอบครัวสูงที่สุดกว่าทุกกลุ่ม แต่ก็มีความสุขใน ด้านการเงินต่ำสุด ตามภาระที่ต้องเลี้ยงดูลูก

“ถ้าเทียบกันในแง่ความสุขที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายดี แน่นอนว่า ระหว่างผู้หญิงโสดวัย 35-44 ปี กับผู้หญิงวัยเดียวกันที่มีคู่แล้วแต่ยังไม่มีลูก หญิงโสดย่อมผ่อนคลายดีกว่า แต่ถ้าเทียบกันในแง่ดีทางสังคมพบว่า ความสุขที่ได้รับยิ่งแปรผันไปตามการมีคู่และจำนวนลูก นั่นคือ ผู้หญิงที่มีคู่แล้วแต่ยังไม่มีลูกได้คะแนนความสุขด้านสังคมดีกว่าหญิงโสดและผู้หญิงแต่งงานแล้วที่มีลูก 2 คน ได้รับคะแนนความสุขในด้านสังคมมากที่สุด”

เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ ดร.เฉลิมพลจึงให้บทสรุปทิ้งท้ายไว้ว่า

“ผู้หญิงทำงานที่แต่งงานแล้ว การมีลูกอย่างน้อย 1 คน น่าจะเป็นความคิดที่ดี เพราะคุณยังผ่อนคลาย และมีสังคมที่ดีขึ้น ถ้ามีลูก 2 คน แม้การผ่อนคลายจะลดลง แต่ความสุขทางสังคมยิ่งดีขึ้น ส่วนผู้หญิงโสดวัยนี้ การคิดจะมีคู่อาจเป็นเรื่องหนักหน่อย ถ้าคุณกลัวว่าตัวเองจะผ่อนคลายน้อย แต่คุณจะมีความสุขด้านสังคมเพิ่ม”.