วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จบแล้วจริงหรือ? หวยหาย 30/18 ล้าน งานนี้ชวดเงินแล้วอาจมีคนติดคุก

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงที่ผ่านมานี้ เกิดกรณีอลวนอลเวง เกี่ยวกับการแย่งชิงสมอ้างเป็นเจ้าของลอตเตอรี่ถูกรางวัลที่ 1 จะได้รับเงินก้อนโตกลายเป็นเศรษฐี ซึ่งแค่ว่าถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 ยากแล้ว กรณีแบบนี้ ยิ่งยากวุ่นวายเข้าไปใหญ่เดือดร้อนไปถึงตำรวจต้องเข้ามาช่วยไขความจริง

กรณีแรกที่มีแนวโน้มความจริงจะปรากฏนั่นคือ คดีหวยหายที่นางรอง จ.บุรีรัมย์ ตรวจดีเอ็นเอและลายนิ้วมือที่ลอตเตอรี่เจ้าปัญหา ถูกรางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 16 ส.ค.2560 แล้วไม่มีของหนุ่มที่เข้าแจ้งความ เงินรางวัล 18 ล้าน เป็นของผัวเมียชาว อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งไปขึ้นเงินรางวัลเรียบร้อยแล้ว จากนี้ เรื่องนี้ คงยังไม่จบ เพราะหากเป็นตามนี้จริง หนุ่มที่เข้าแจ้งความ เข้าข่ายมีความผิดฐานแจ้งความเท็จ ตำรวจสามารถดำเนินคดีได้ทันที 

ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 ระบุว่า "ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" นอกจากนั้น ผู้ที่สมรู้ร่วมคิด หรือ สนับสนุนการกระทำ กระทั่งพยานเท็จก็เข้าข่ายอาจมีความผิดไปด้วยในฐานเป็นผู้สนับสนุน

สำหรับกรณีที่ 2 มูลค่าของเงินรางวัลที่จะได้จากการถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 สูงขึ้นมาอีก คือ 30 ล้านบาท กรณีครูเข้าแจ้งความ โดยอ้างว่า ลอตเตอรี่ถูกรางวัลที่ 1 งวด 1 พ.ย.2560 จำนวน 5 ใบหายไป โดยมีอดีตตำรวจนำไปขึ้นเงินมีการแจ้งความดำเนินคดี ซึ่งต่างฝ่ายต่างอ้างตัวเองเป็นผู้ซื้อ กระบวนการพิสูจน์ความจริงยังไม่จบนั้น

กรณีนี้ หากพิสูจน์ได้ว่า ใครคือเจ้าของที่แท้จริงในตอนจบ ผู้ที่แจ้งความเท็จเข้าข่ายมีความผิดแล้ว ยังมีประเด็นสงสัยจากสังคมอีกว่า เป็นไปได้หรือไม่ ที่มีการเก็บลอตเตอรี่ได้แล้วนำไปขึ้นเงิน แล้วกรณีหากเก็บลอตเตอรี่ได้จริงใครจะเป็นเจ้าของ?

ซึ่งประเด็นการเก็บลอตเตอรี่ได้แล้วเงิน 30 ล้านบาทจะเป็นของใครนั้น เรื่องนี้ ทนายเจมส์ นายนิติธร แก้วโต เคยระบุเอาไว้ว่า

ในกรณีที่ท่านเก็บทรัพย์สินของผู้อื่นได้ ท่านจะสามารถเรียกร้องรางวัลจากผู้เป็นเจ้าของได้ หรืออาจจะยึดของนั้นเป็นของท่านได้ด้วย แต่ในขณะเดียวกันหากไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย ท่านอาจตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาได้เช่นกัน

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้กำหนดขั้นตอนเกี่ยวกับการเก็บทรัพย์สินหายไว้ 3 วิธี คือ ส่งมอบคืนเจ้าของ หรือ แจ้งเจ้าของ หรือ ส่งมอบแก่เจ้าพนักงานตำรวจภายในสามวัน ตามมาตรา 1323 บุคคลเก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหาย ต้องทำอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

(1) ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่ผู้ของหายหรือเจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้น หรือ (2) แจ้งแก่ผู้ของหายหรือเจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นโดยมิชักช้า หรือ (3) ส่งมอบทรัพย์สินนั้นแก่เจ้าพนักงานตำรวจ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่อื่นภายในสามวันและแจ้งพฤติการณ์ตามที่ทราบอันอาจเป็นเครื่องช่วยในการสืบหาตัวบุคคลผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้น

แต่ถ้าไม่ทราบตัวผู้ของหายเจ้าของ หรือบุคคลอื่นผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินก็ดีหรือบุคคลดั่งระบุนั้นไม่รับมอบทรัพย์สินก็ดี ท่านให้ดำเนินตามวิธีอันบัญญัติไว้ในอนุมาตรา (3)

ทั้งนี้ ท่านว่าผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายต้องรักษาทรัพย์สินนั้นไว้ด้วยความระมัดระวังอันสมควรจนกว่าจะส่งมอบ ผู้ที่เก็บทรัพย์สินของผู้อื่นได้นั้นมีสิทธิ์ได้รับรางวัลในอัตราร้อยละ 10 ของมูลค่าทรัพย์สินที่ไม่เกิน 30,000 บาท หากทรัพย์สินหายนั้นมีมูลค่าเกินให้คิดร้อยละ 5 ของส่วนที่เกิน แต่ทั้งนี้ ผู้ที่เก็บทรัพย์สินได้นั้น จะต้องปฏิบัติตามมาตรา 1323 ด้วย จึงจะมีสิทธิ์ได้รับรางวัล ตามมาตรา 1324

ในกรณีที่ผู้เก็บได้ซึ่งทรัพย์สินหายได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติมาตรา 1323 แล้ว และผู้มีสิทธิจะรับทรัพย์สินนั้นมิได้เรียกเอาภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่เก็บได้ไซร้ ท่านว่ากรรมสิทธิ์ตกแก่ผู้เก็บได้ ตามมาตรา 1325

หากผู้ที่เก็บทรัพย์สินได้มีเจตนาเบียดบังทรัพย์สินหายนั้นเป็นของตน อาจจะมีความผิดในข้อหายักยอกทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วยประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหาย ซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้ ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง

บางกรณี ผู้เก็บทรัพย์สินหายยังเรียกเงิน เพื่อแลกกับการคืนทรัพย์สินหายหากมีลักษณะการข่มขืนใจเจ้าของให้ยอมให้หรือยอมจะให้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินอาจจะมีความผิดข้อหากรรโชกทรัพย์เพิ่มเติม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท.