วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ให้บิ๊กป้อม 30 วัน แจงนาฬิกา-เพชร

ออกหมายจับ 5 คน ‘มนัส’ กับ ‘จักรภพ’ โยงคดีเจอ ‘ระเบิด’

“ประวิตร” งดออกงานหลบกระแสร้อนแหวนเพชร-นาฬิกาหรู โฆษก กห.อ้างติด ว.5 ถกฝ่ายความมั่นคงนัดพิเศษ มติ ป.ป.ช.ขีดเส้น 30 วันชี้แจง “วรวิทย์” ยันไม่มีซูเอี๋ยช่วยฟอกพ้นผิด “วัชรพล” ออกตัวกฎหมายให้แจ้งทรัพย์สินแค่ตอนเข้า-ออกจากตำแหน่ง ทีมงาน ป.ป.ช.ส่งสำนวน “ยิ่งลักษณ์” ซุกนาฬิกาแบรนด์เนม 2.5 ล้าน เข้าอนุกรรมการไต่สวน เดินหน้ายื่นศาลฎีกาฯ ไต่สวนคดีลับหลัง “ทักษิณ” “ศรีสุวรรณ” คาใจ “บิ๊กป้อม” เป็นทหาร 40 ปี เล่นการเมือง 2 สมัย ไร้ธุรกิจ ไม่น่าอู้ฟู่ถึง 87 ล้าน ชงสอบลึกจงใจปกปิดเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ “สมชัย” บอก กกต.สายศาลงานเข้า ส่อถูกร้องลงคะแนนลับสรรหาขัดกฎหมาย ศาลออกหมายจับแก๊งเอี่ยวทิ้งบึมแปดริ้ว ชี้ “พล.ท.มนัส-จักรภพ” กับพวกรวม 5 คน พัวพันอาวุธก่อเหตุป่วนเมืองปี 57 “เสธ.หยอย” หอบ 2 แสนโร่มอบตัวกองปราบฯ ตร.ให้ประกัน

หลังจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ถูกขุดคุ้ยยื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบ กรณีไม่ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินเป็นนาฬิกาหรูยี่ห้อริชาร์ด มิลล์ กับแหวนเพชรเม็ดโต ล่าสุด ป.ป.ช.มีมติให้ พล.อ.ประวิตรชี้แจงที่มาที่ไปของทรัพย์สินดังกล่าวภายใน 30 วัน

“บิ๊กป้อม” แว่บหลบพิษแหวน-นาฬิกาหรู

เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า หลังจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประกาศยินดีให้ตรวจสอบกรณีนาฬิกาหรูยี่ห้อริชาร์ดมิลล์กับแหวนเพชรที่สวมใส่ในวันประชุม ครม.ประยุทธ์ 5 นัดแรก หลังถูกโซเชียลมีเดียขุดคุ้ยว่าทรัพย์สินทั้ง 2 รายการ ไม่ปรากฏอยู่ในการแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และมีผู้ยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ตึกสันติไมตรี มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ ซึ่ง พล.อ.ประวิตรเป็นประธาน แต่ปรากฏว่า พล.อ.ประวิตรไม่ได้เดินทางมาประชุม โดยมอบหมายให้ พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาเป็นประธานการประชุมแทน โดย พล.อ.สุรศักดิ์ แจ้งต่อที่ประชุมว่า เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรติดภารกิจ จึงมอบหมายให้มาเป็นประธานการประชุมแทน รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ในฐานะรองประธานกรรมการฯ ไม่มาร่วมประชุมเช่นเดียวกัน ส่วน พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ ปลัดกระทรวงกลาโหม มอบหมายให้ พล.อ.อ.สุรศักดิ์ ทุ่งทอง รองปลัดกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมประชุมแทน

อ้างติด ว.5 ถกฝ่ายมั่นคงนัดพิเศษ

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร ติดประชุมด้านความมั่นคงนัดพิเศษ แต่ไม่ขอเปิดเผยสถานที่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การที่ พล.อ.ประวิตรหายตัวไปครั้งนี้ ทำให้มีถูกวิพากษ์วิจารณ์และคาดการณ์ว่า พล.อ.ประวิตรต้องการหลบกระแสปมร้อน ไม่ต้องการตอบคำถามนักข่าวเรื่องแหวนเพชรและนาฬิกาหรูอีก

“ศรีสุวรรณ” สงสัยปกปิดรวยผิดปกติ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จ.นนทบุรี นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ไต่สวน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กรณีถูกตั้งข้อสงสัยไม่ยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินในส่วนนาฬิกาหรูและแหวนเพชรต่อ ป.ป.ช. โดยนายศรีสุวรรณกล่าวว่า ขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ พล.อ.ประวิตรที่โชว์นาฬิกาหรูและแหวนเพชร มูลค่าหลายล้านบาท ระหว่างถ่ายรูปหมู่ ครม. เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ไม่ทราบว่า พล.อ.ประวิตรยื่นบัญชีทรัพย์สินดังกล่าวต่อ ป.ป.ช.หรือไม่ เนื่องจากในการยื่นบัญชีทรัพย์สินวันที่ 7 ต.ค.2557 พบว่า พล.อ.ประวิตรไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินในรายการดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. จึงเชื่อว่าจงใจปิดบังทรัพย์สิน รวมทั้งอาจเข้าข่ายการร่ำรวยผิดปกติด้วย เพราะหากประมาณการจากที่ พล.อ.ประวิตรรับราชการทหารมา 40 ปี เป็นนักการเมือง 2 สมัย และไม่มีธุรกิจใดๆ ไม่น่าจะมีทรัพย์สินมากมายถึง 87 ล้านบาท ตามที่แจ้งบัญชีไว้ต่อ ป.ป.ช.

ยื่นสอบพิสูจน์น้ำยามือปราบโกง

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นบทพิสูจน์ศักยภาพของ ป.ป.ช.จะเอาผิดได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมา ป.ป.ช.เคยวางบรรทัดฐานมาแล้วหลายกรณี เช่น กรณีคดีซุกหุ้นของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คดีเงินกู้ 45 ล้านบาท ของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตรองนายกฯ ขณะที่ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันถูกมองว่ามีปฏิสัมพันธ์กับผู้ถูกร้องเรียนกรณีนี้ ป.ป.ช.จึงควรโชว์ศักยภาพการตรวจสอบ ไม่สนแก่หน้าอินทร์หน้าพรหม เพราะ พล.อ.ประวิตรบอกว่านาฬิกาและแหวนเพชรดังกล่าวใช้อยู่เป็นประจำ จึงไม่น่าจะใช่ของใหม่ ถ้าพบว่า พล.อ.ประวิตรปกปิดบัญชีทรัพย์สิน ป.ป.ช.ต้องใช้อำนาจส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาต่อไป

ป.ป.ช.ให้ 30 วัน “บิ๊กป้อม” แจงที่มาที่ไป

ขณะเดียวกันมีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เป็นประธานการประชุม จากนั้นเวลา 14.30น. นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช.รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติรับทราบรายงานของสำนักงาน ป.ป.ช.กรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไม่ได้แจ้งรายการทรัพย์สินในส่วนนาฬิกาหรูและแหวนเพชร ในการยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. เบื้องต้นวันที่ 7 ธ.ค. ป.ป.ช.จะส่งหนังสือถึง พล.อ.ประวิตรให้ชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน 30 วัน จะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือมาชี้แจงด้วยตัวเองก็ได้ หลังจาก พล.อ.ประวิตรชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ป.ป.ช.จะรวบรวมข้อมูลต่างๆส่งให้ที่ประชุม ป.ป.ช.รับทราบ เรื่องนี้ไม่ซับซ้อนหรือยุ่งยาก เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่นาน เข้าใจดีว่าเป็นเรื่องที่สนใจของสังคม ป.ป.ช.จะแจ้ง ความคืบหน้าให้ทราบต่อไป ส่วนที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ เรียกร้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบความร่ำรวยผิดปกติของ พล.อ.ประวิตรด้วย เนื่องจากพบว่า 4 ครั้งที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินมา มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นทุกครั้งนั้น เมื่อมีผู้ร้องมา ป.ป.ช.ดำเนินการเพิ่มเติมได้ ขอดูราย ละเอียดในคำร้องก่อน

การันตีไม่มีซูเอี๋ยช่วยฟอกขาว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ป.ป.ช.ต้องการให้ พล.อ.ประวิตรชี้แจงข้อมูลส่วนใดบ้าง นายวรวิทย์ตอบว่า รายละเอียดยังไม่ขอเปิดเผยให้ทราบ บอกได้แต่เพียงว่าเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนาฬิกาและแหวนตามที่ปรากฏเป็นข่าว เมื่อถามว่า ป.ป.ช.อาจถูกวิจารณ์ว่าจะเป็นหน่วยงานฟอกขาวให้ พล.อ.ประวิตร นายวรวิทย์ตอบว่า การตรวจสอบในขั้นนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ไม่ได้มาเกี่ยวข้อง สำนักงาน ป.ป.ช.จะดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติ จากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.จะพิจารณาไปตามพยานหลักฐาน มั่นใจและเชื่อมั่นในคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่วนที่ พล.อ.ประวิตรระบุนาฬิกาและแหวนเพชรเป็นของเดิมที่มีอยู่ก่อนแล้ว จะเข้าข่ายปกปิดบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรไม่เคยแจ้งบัญชีทรัพย์สินเหล่านี้เลย นายวรวิทย์กล่าวว่า คงต้องรอข้อเท็จจริงให้ พล.อ.ประวิตรชี้แจงก่อน ให้ ป.ป.ช.รวบรวมข้อมูลก่อน อย่าเพิ่งสันนิษฐานอะไรไปมากกว่านี้ ขอให้ข้อเท็จจริงชัดเจนก่อน

“ปู” ซุกนาฬิกา 2.5 ล้านเข้าอนุ กก.แล้ว

นายวรวิทย์กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้ากรณี ป.ป.ช.ตรวจสอบกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯไม่แจ้งการครอบครองนาฬิกาหรู 2.5 ล้านบาทต่อ ป.ป.ช. คณะทำงานได้สรุปสำนวนแล้ว อยู่ระหว่างส่งให้คณะอนุกรรมการไต่สวนพิจารณา

ยื่นศาลฎีกาฯ ไต่สวนลับหลัง “ทักษิณ”

รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวต่อว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติมอบหมายให้นายณรงค์ รัฐอมฤต และนายสุรศักดิ์ คีรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการแทน ป.ป.ช.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลไต่สวนคดีลับหลังในคดีที่ ป.ป.ช.เป็นโจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯ 3 คดี แต่ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบ เนื่องจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จำเลยหลบหนีคดี ได้แก่ 1.คดีการทุจริตโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือหวยบนดิน 2.คดีการทุจริตเกี่ยวกับ การอนุมัติให้เงินกู้แก่รัฐบาลพม่า 4,000 ล้านบาท เพื่อซื้ออุปกรณ์กิจการโทรคมนาคมจากบริษัทในเครือชินคอร์ปอเรชั่น หรือคดีเอ็กซิมแบงก์ 3.คดีจัดซื้อรถหรือเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร ที่จำเลยคือ บริษัท สไตเออร์เดมเลอร์ พุค ไม่มาศาลในการนัดพิจารณาคดีครั้งแรก จนศาลสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะบริษัท สไตเออร์ฯออกจากสารบบ ทั้งสามคดีดังกล่าวเป็นผลจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2560 ที่มีผลบังคับใช้แล้ว

“วัชรพล” ชี้ ก.ม.ให้แจ้งแค่ขาเข้า–ออก

เมื่อเวลา 13.15 น.ที่รัฐสภา พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.ให้สัมภาษณ์ถึง นาฬิกายี่ห้อริชาร์ด มิลล์และแหวนเพชร มูลค่าหลายล้านบาทที่ พล.อ.ประวิตรครอบครองแต่ไม่แจ้งในรายการทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ว่า สำนักตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองได้รายงานต่อกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว คาดว่าวันที่ 7 ธ.ค.จะออกหนังสือแจ้งไปยัง พล.อ.ประวิตรให้รายงานชี้แจงว่าได้มาเมื่อใดอย่างไร เนื่องจากไม่อยู่ในบัญชีรายการทรัพย์สินที่ พล.อ.ประวิตรแจ้งเมื่อปี 2557 ส่วนกรอบเวลาต้องรอให้ชี้แจงมาก่อน แล้วเจ้าหน้าที่จะตรวจสอบและวิเคราะห์ต่อไป ส่วนที่ตั้งข้อสังเกตว่าการครอบครองทรัพย์สินโดยไม่แจ้งต่อ ป.ป.ช. มีความผิดหรือไม่นั้น ตามกฎหมายระบุว่าให้แจ้งบัญชีทรัพย์สินในวันเข้าสู่ตำแหน่งและวันพ้นจากตำแหน่งภายใน 30 วันเท่านั้น เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่าวันเข้ากับ วันออกทรัพย์สินแตกต่างกันอย่างไร

ภาคบังคับคนกันเองห้ามร่วมสอบ

เมื่อถามว่า จากกรณีนี้ ป.ป.ช.จำเป็นต้องเพิ่มรอบการชี้แจงทรัพย์สินหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ตรงนี้มีความสำคัญต้องคำนึงถึงความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นภาระทั้งแก่ผู้แจ้งและผู้ตรวจสอบ ในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐกำหนดให้แจ้งทุก 3 ปี นักการเมืองให้แจ้งตอนเข้ากับตอนออก โดยต้องมีหลักฐานประกอบ เช่น หลังจากแจ้งแล้วภายหลังได้รับมรดก หรือหาซื้อทรัพย์สินมาต้องแจ้งแล้ว เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบประกอบกับรายได้ที่มี เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาเคยร่วมงานกับ พล.อ.ประวิตร จะส่งผลต่อการตรวจสอบหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพลกล่าวว่า “ไม่มีปัญหา กระบวนการยุติธรรมมีแบบแผนอยู่ ป.ป.ช.มีอำนาจหน้าที่ตามกระบวนการ ในกฎหมายระบุว่าหากกรรมการคนใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ถูกตรวจสอบ ไม่อาจไปยุ่งเกี่ยวได้”

ตั้งองค์คณะคดีแปลงสัมปทานมือถือ

ที่ศาลฎีกา ถนนแจ้งวัฒนะ มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในการประชุมใหญ่ศาลฎีกา ได้พิจารณาคัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษาอีก 6 คนให้ครบ 9 คน เพื่อพิพากษาคดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ คดีทุจริตออกกฎหมายแปลงสัมปทานโทรคมนาคมและมือถือเป็นภาษีสรรพสามิต ประกอบด้วย 1.นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกา 2.นายโสภณ โรจน์อนนท์ รองประธานศาลฎีกา 3.นายธนสิทธิ์ นิลกำแหง รองประธานศาลฎีกา 4.นายวิชัย เอื้ออังคณากุล รองประธานศาลฎีกา 5.นางอุบลรัตน์ ลุยวิกกัย รองประธานศาลฎีกา และ 6.นายพิศล พิรุณ ประธานแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา

“วิษณุ” หารือนายกฯเร่งรัด ก.ม.

อีกเรื่อง ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า เมื่อเวลา 08.20 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เข้าปฏิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ โดยเวลา 09.15 น. นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เข้าพบนายกฯที่ตึกไทยคู่ฟ้า ใช้เวลาหารือประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนายวิษณุได้ลงประตูด้านหลังตึกไทยคู่ฟ้า ขึ้นรถออกจากทำเนียบฯไปยังรัฐสภา เพื่อหารือกับนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)

รอถก กกต.ใหม่เดินหน้าโรดแม็ป

ต่อมาเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นายวิษณุ ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบประธาน สนช. ว่า ได้หารือเรื่องที่รัฐบาลเตรียมจะเสนอกฎหมายสำคัญๆ เข้าสู่วาระการพิจารณาของ สนช. วันที่ 8 ธ.ค. สำหรับ รายชื่อผู้ได้รับการสรรหาเป็นกรรมการ กกต.ทั้ง 7 คน เห็นรายชื่อแล้ว เชื่อว่าทำงานได้ เนื่องจากเป็นผู้มีประสบการณ์ ผ่านการสรรหามาอย่างเข้มข้น หลังจากนี้จะเข้าสู่ที่ประชุม สนช. หากมีมติเห็นชอบ จะได้หารือกับ กกต.ชุดใหม่ถึงโรดแม็ปการเลือกตั้ง รัฐบาลไม่สามารถไปสั่งการให้ กกต.กำหนดการจัดการเลือกตั้งได้ เพราะเป็นอำนาจของ กกต.ออกกฎระเบียบ เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการไปตามโรดแม็ป ส่วนการปลดล็อกยังไม่ทราบ คสช.จะพิจารณา ขณะนี้ ยังไม่ได้หารือ แต่เชื่อว่า คสช.จะมีวิธีแก้ไขเพื่อหาทางออก สำหรับกรณีสมาชิก สนช.กังวลว่าร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.แบบเลือกไขว้ อาจเกิดปัญหาตามมา จนนำไปสู่การคว่ำร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวในวาระ 2 และ 3 เชื่อว่า จะไม่เกิดปัญหา เพราะยังปรับปรุงแก้ไขได้ในชั้นกรรมาธิการ ประธาน สนช.เคยระบุไว้แล้วจะไม่มี การคว่ำร่างแน่นอน

ครวญสเปกสูงตัวเลือกเลยน้อย

นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน กรรมาธิการการเมือง สนช. กล่าวว่า เมื่อได้รายชื่อว่าที่ กกต.มาแล้ว สนช. ต้องประชุมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบประวัติความประพฤติและจริยธรรม เปิดให้หน่วยงานต่างๆแจ้งข้อมูลมาให้ตรวจสอบ ภาพรวมทั้ง 5 คน ถือว่าดีระดับหนึ่ง ต้องยอมรับรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเข้ม ทำให้คนที่มีความสามารถมีประสบการณ์ไม่สามารถเข้ารับการสรรหาได้ เนื่องจากคุณสมบัติไม่ครบ มีลักษณะต้องห้าม ต่อไปเชื่อว่าองค์อิสระอื่นๆอาจมีปัญหาเช่นเดียวกัน ในอนาคตจะแก้ไขคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม เพื่อให้เกิดตัวเลือกมากขึ้น ซึ่งต้องลงประชามติ

“อภิสิทธิ์” แนะยึดหลักสุจริต

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ กล่าวถึง ว่าที่ กกต.ที่ได้รับสรรหารอ สนช.ให้ความเห็นชอบว่า กกต.ใหม่ต้องยึดหลักความสุจริตเที่ยงธรรมเป็นที่ตั้ง และต้องพยายามรับฟัง อยากให้หาช่องทางดึงฝ่ายต่างๆในสังคมมามีส่วนร่วม และให้ดูแนวโน้มความเปลี่ยนแปลง ในโลก การเลือกตั้งหลายประเทศช่วงปีที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ที่สุดกลายเป็นปัญหาการกระทำความผิด เกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งข้อมูลเท็จ การจารกรรมข้อมูลและเรื่องอื่นซึ่งใหม่มาก คิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่สื่อสารทางอินเตอร์เน็ตจะมีอิทธิพลมากกว่าสื่ออื่นในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของไทย จึงอยากให้เตรียมพร้อม

“สมชัย” ชี้ กกต.สายศาลส่องานงอก

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวว่า ผู้สมัคร กกต.ที่ได้รับเลือกจากสายศาลอาจงานเข้า เพราะตามมาตรา 12 วรรคสามของ พ.ร.บ.ว่าด้วยกกต.กำหนดให้การสรรหาหรือคัดเลือกใช้วิธีการลงคะแนนโดยเปิดเผย แต่การคัดเลือกครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 พ.ย. กลับเป็นการลงคะแนนลับ เพราะรองประธานศาลฎีกา 6 ท่านหารือกันว่า ขอให้ลงคะแนนลับ และการเลือกวันที่ 6 ธ.ค. ก็ลงคะแนนลับอีกครั้งหนึ่ง แม้จะมีการทักท้วงแล้วว่าต้องทำตามกฎหมาย ทำให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาต้องลงมติกันก่อนว่าจะลงคะแนนโดยลับหรือเปิดเผย ฝ่ายต้องการให้ลงคะแนนลับชนะไป 86 ต่อ 77 ทำให้การลงคะแนนวันนั้นเป็นการลงคะแนนลับอีกเช่นกัน คาดว่าคงหยิบยกขึ้นมาร้องเรียนกันในเร็วๆนี้ หากจะทำเรื่องใดควรให้ถูกกฎหมายเพื่อให้สง่างาม โดยเฉพาะผู้รักษากฎหมายควรเป็นแบบอย่างที่ถูกต้องของการรักษากฎหมายโดยเคร่งครัด

“วัฒนา” อัด คสช.ขี้ขลาดกลัวเลือกตั้ง

วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทยโพสต์เฟซบุ๊กว่า การที่รองหัวหน้า คสช.ยืนยันยังจะไม่ปลดล็อกให้พรรค การเมือง จึงต้องมาทวงสิทธิให้ประชาชนอีกครั้งว่า กิจกรรมที่พรรคการเมืองต้องทำ คือขั้นตอนตามกฎหมายเป็นไปตามโรดแม็ปที่ชอบอ้าง แต่ละขั้นตอน มีระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากพรรคการเมืองไม่ทำตามหรือทำไม่ทันตามกำหนด จะมีโทษถึงยุบพรรค หรือไม่มีสิทธิส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง จะนำไปสู่การจัดการเลือกตั้งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ วาทกรรมที่ คสช.มักนำมาอ้างจนติดปาก คือขอให้ทุกคนเคารพกฎหมาย แต่คนที่ไม่เคยเคารพและละเมิดกฎหมายมากที่สุดกลับเป็น คสช. แม้กระทั่งการแต่งตั้ง กกต.เกิดข้อครหาความไม่เป็นกลาง เช่น เป็นอาจารย์ที่เคยขึ้นเวทีพันธมิตรฯ เป็นสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และยังเป็นคณะทำงานของ รมว.มหาดไทย ส่วนอีกคนเคยเป็นทนายความให้อดีตนายตำรวจใหญ่ที่พี่ชายเป็น คสช. ทั้งหมดคือความเสื่อมที่ คสช.อยากมีอำนาจแต่ขี้ขลาด กล้าเอาเปรียบโดยไม่ละอาย แต่กลัวการเลือกตั้ง

“มัลลิกา” ซัดตั้งธงยุบพรรค

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม จะแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง ขยายเวลาให้พรรคดำเนินการตามเงื่อนไขข้อกฎหมาย โดยไม่ปลดล็อกพรรค การเมืองว่า บ้านเมืองของเรามาถึงจุดนี้ได้เพราะมีคนลุแก่อำนาจ จึงไม่อยากให้ พล.อ.ประวิตร ทำอะไรย้อนรอยเดิมของรัฐบาลทักษิณและยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คือการลุแก่อำนาจอีก จะไม่เป็นผลดีต่อตัวเอง และทุกฝ่าย เพราะกรณีกฎหมายพรรคการเมืองกำหนดกรอบระยะเวลาของการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆไว้ชัด หากทุกฝ่ายทำตามกติกาของท่านไม่ทันเท่ากับว่าจะถูกยุบพรรคการเมืองทันทีตามที่ กกต.เตือน หรือสิ่งที่ พล.อ.ประวิตรต้องการให้เดินไปถึงจุดนั้นคือ จุดที่จะทำให้พรรคการเมืองถูกยุบหรือไม่อย่างไร

คสช.แจ้งความฟัน “หมวดเจี๊ยบ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ได้รับแจ้งจาก พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการประจำกองบัญชาการกองทัพบก ที่ได้รับมอบอำนาจจาก คสช.ตามหนังสือ คสช. (สลท.) 110/353 ลงวันที่ 6 ธ.ค.60 ให้แจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ใช้บัญชีชื่อ “หมวดเจี๊ยบ” ตามปรากฏในหลักฐานและบัญชีเฟซบุ๊กสุณิสา เลิศภควัต ว่า ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต หรือหมวดเจี๊ยบ เสนอบทความอันเป็นเท็จ โพสต์ข้อความว่า การซ่อมจนตายอาจส่งผลกระทบต่อการเกณฑ์ทหาร ญาติพี่น้องไม่ยอมจบ อาจถูกนำไปปรับทัศนคติหรือดำเนินคดี โพสต์รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ไม่ควรงอมืองอเท้ารอเงินบริจาค “ตูน บอดี้สแลม” หากรัฐบาลรู้จักหารายได้คงไม่ต้องนั่งรอเงินบริจาคเพื่อเอามาแก้ปัญหารัฐบาลถังแตก โพสต์ต้อนรับ “ตูน” เสียใหญ่โต แต่พอชาวบ้านร้องทุกข์กลับสั่งทุบตีและจับเข้าคุก พิจารณาแล้วเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 14

“สุณิสา” โต้คนใจแคบกระจอกมาก

ด้าน ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี คสช.แจ้งความในความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายอาญามาตรา 116 ต่อ ปอท.ว่า ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ สั่งลูกน้องไปแจ้งความตน เพราะวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลหนักเกินไป แสดงว่าไม่เหมาะดำรงตำแหน่งนายกฯ เพราะใจเสาะ ไม่กล้ารับฟังความคิดเห็นคนอื่น คนใจแคบแบบนี้จะเป็นผู้นำประเทศได้อย่างไร ความสงบเรียบร้อยขณะนี้น่าเป็นเพียงภาพลวงตา ที่ใช้อำนาจกดหัวคนคิดต่างไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์ ทั้งที่การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐคือหัวใจสำคัญของการถ่วงดุลรัฐบาล ไม่ให้เหลิงอำนาจ ถลุงงบ ประมาณแผ่นดินเพื่อผลประโยชน์ของพวกพ้อง แต่รัฐบาลอาจไม่ชอบใจ เพราะรู้สึกมีก้างขวางคอ จึงอยากกำจัด จะดำเนินคดีกับตนก็เชิญ พร้อมสู้ แม้ร่างกายเป็นหญิง แต่กล้าเผชิญหน้าความจริง ไม่เหมือนผู้ชายที่อาศัยร่างผู้ชายอยู่ แต่ทนฟังเรื่องจริงไม่ได้ คนแบบนั้นถือว่ากระจอกมาก

ม็อบต้านโรงไฟฟ้าพักยกสลายตัว

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ. เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วยกลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กลุ่มคัดค้านเหมืองแร่ ที่ปักหลักชุมนุมเป็นวันที่ 2 ได้ส่งตัวแทนหารือกับ พล.อ.จิรศักดิ์ ชมประสพ ที่ปรึกษานายกฯ ก่อนไปยื่นข้อเรียกร้องคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมต่อกรรมาธิการใน สนช. นายประสิทธิชัย หนูนวล ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวว่า เราขอหลักประกันการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมว่าผู้ประเมินต้องไม่ใช่ลูกจ้างของเจ้าของโครงการ อยากให้หน่วยงานกลาง เช่น มหาวิทยาลัยมาประเมิน และก่อนการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม อยากให้ประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ก่อน จะให้ประชาชนกินอาหารกลางวันก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนา แต่การต่อสู้ระยะยาวจะยกร่าง พ.ร.บ.สิ่งแวดล้อมฉบับประชาชนเสนอรัฐบาลอีกครั้ง

รัฐส่งลูก สนช.พิจารณาใน 60 วัน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ยืนยันจะดูแลเรื่องนี้ให้ดีที่สุดตามข้อเท็จจริง ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการวิสามัญที่สนช.ตั้งขึ้น เพื่อพิจารณาวาระที่ 2 จะรับฟังข้อเสนอของเครือข่ายประชาชนฯ ที่ได้ชี้แจงในคณะกรรมาธิการด้วย โดย สนช.มีเวลาพิจารณาอีกไม่เกิน 60 วัน ตามมาตรา 278 ของรัฐธรรมนูญ

“ส.ศิวรักษ์” แจงข้อหา ม.112

เมื่อเวลา 10.15 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ ได้เดินทางมาพร้อมทนายความ เพื่อฟังคำสั่งฟ้อง-ไม่ฟ้องจากอัยการทหาร ข้อหาความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการเป็นวิทยากรในงานเสวนา “ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการชำระและการสร้าง” ที่มีเนื้อหาหมิ่นสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จัดโดยกลุ่มสภาหน้าโดม เมื่อ 5 ต.ค.2557 ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยนายสุลักษณ์กล่าวก่อนเข้าพบอัยการศาลทหารว่า การอ้างถึงมาตรา 112 บังคับใช้ได้เฉพาะรัชกาลปัจจุบัน แต่กรณีดังกล่าวผ่านมากว่า 500 ปีแล้ว อยากทราบว่าจะนำมาบังคับใช้ได้อย่างไร ขอเรียกร้องรัฐตอบเหตุผล จากนั้นนายสุลักษณ์ได้เข้าไปภายในศาลทหาร ใช้เวลา 20 นาที นายสุลักษณ์์กล่าวอีกครั้งว่า ได้ทำจดหมายขอเลื่อนการฟังคำสั่งออกไปเพราะเห็นว่ามีข้อมูลอีกหลายอย่างที่จะนำมาชี้แจ้งและส่งเพิ่มเติมให้พนักงานสอบสวน และอัยการ โดยอัยการศาลทหารได้เลื่อนการฟังคำสั่งออกไปเป็นวันที่ 17 ม.ค.61 เวลา 09.00 น.

หมายจับ 5 ผู้ต้องหาเอี่ยวทิ้งอาวุธ

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่กองปราบปราม พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป.เดินทางไปพบ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ที่ศาลอาญา เพื่อขออำนาจศาลอาญาอนุมัติออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการพบวัตถุระเบิดและเครื่องกระสุนปืนจำนวนมาก ในท้องที่ จ.ฉะเชิงเทรา เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังศาลพิเคราะห์แล้วเห็นควรออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้อง 5 ราย ประกอบด้วย 1.นายชัยวัฒน์ หรือเปี๊ยก ผลโพธิ์ 2.นายสมเจตน์ หรือสน คงวัฒนะ 3.นายจักรรินทร์ หรือเสธ.ไก่ เรืองศักดิ์วิชิต 4.พล.ท.มนัส หรือเสธ.หยอย เปาริก และนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตแกนนำกลุ่ม นปช. ฐานความผิดร่วมกันมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะในการสงครามฯ และความผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร

“พล.ท.มนัส” โร่มอบตัวกองปราบฯ

ต่อมาเวลา 15.30 น. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รอง ผบช.ส. พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา รอง ผบช.ภ.1 พ.ต.อ.ชยุต มารยาทตร์ รอง ผบก.น.1 พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการ ฝ่ายกฎหมาย คสช. ได้เดินทางมาที่กองปราบปราม หลัง พล.ท.มนัสขอเข้ามามอบตัว โดย พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า ขณะนี้พบความเชื่อมโยงเพียงแค่ 5 รายเท่านั้น เบื้องต้นได้สอบปากคำ พล.ท.มนัส และพนักงานสอบสวนได้ให้ประกันตัวในชั้นสอบสวนในวงเงิน 2 แสนบาท

ด้าน พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการ ฝ่ายกฎหมาย คสช.กล่าวว่า สำหรับนายวัฒนา ทรัพย์วิเชียร พบว่าอยู่กับโครงข่าย แต่ไม่ได้เกี่ยวพันกับอาวุธลอตนี้ นายวัฒนาประสานขอมอบตัวและให้การที่เป็นประโยชน์ โดยคุมตัวเข้าโครงการคุ้มครองพยาน

แฉโยงเหตุป่วนเมืองปี 57-60

พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รอง ผบช.ส.กล่าวว่า การสืบสวนสอบสวนพบหลักฐานและพยานบุคคลมีความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์คดีอาวุธสงครามที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 57 ถึงปี 60 จำนวนหลายคดี ในพื้นที่กรุงเทพฯ ประกอบไปด้วย ห้วยขวาง ลาดพร้าว บางเขน มีนบุรี พื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี และพื้นที่ ต.ดอนฉิมพลี อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา

ระเบิด 3 กลุ่มเชื่อมโยงกัน

รายงานข่าวแจ้งว่า อาวุธสงครามที่พบถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกัน โดยกลุ่มแรกระเบิดขว้างสังหารอาร์จีดี-5 จำนวน 3 ชนิด คือรุ่น 53-891 ที 55-891ที, 57-891 ที ถูกค้นพบในพื้นที่ สน.บางนา สน.ราษฎร์บูรณะ สน.คันนายาว สภ.ลาดบัวหลวง รวมของกลางที่พบทั้งหมด 44 ลูก กลุ่มที่สอง ลูกกระสุน M79 รุ่น LOT1-12 ค้นพบ ใน 3 พื้นที่ คือ สภ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สน.ราษฎร์บูรณะ รวมของกลางที่พบทั้งหมด 91 ลูก และกลุ่มที่สาม ลูกกระสุน เอ็ม 79 รุ่น LOT1-12 ค้นพบใน 3 พื้นที่คือ สภ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา สน.ราษฎร์บูรณะ รวมของกลางที่พบทั้งหมด 91 ลูก จากการที่พบอาวุธสงครามในพื้นที่ สภ.ฉิมพลี จ.ฉะเชิงเทรา พบว่ามีความเชื่อมโยงของทั้งสามกลุ่มรวมกัน