วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทำไมเป็นเรื่องใหญ่!? ทรัมป์ค้านโลกยก ‘เยรูซาเล็ม’ เมืองหลวงอิสราเอล

เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้แหวกแนวทางปฏิบัติของผู้นำสหรัฐฯ รุ่นก่อนๆ ทุกคน ด้วยการประกาศรับรองให้นครเยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงของประเทศอิสราเอล ซึ่งเป็นมหามิตรของแดนลุงแซมมาอย่างยาวนาน และอนุมัติแผนย้ายสถานทูตของพวกเขาไปยังเมืองแห่งนี้ด้วย

กระแสข่าวเรื่องที่ทรัมป์จะรับรองเยรูซาเล็ม เกิดขึ้นตั้งแต่หลายสัปดาห์ก่อน ทำให้หลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิมในอ่าวอาหรับ ออกมาเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมาหากยังเดินหน้าเรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นการบ่อนทำลายกระบวนการสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ และอาจนำไปสู่ความรุนแรงครั้งใหม่

*แต่ทำไมการรับรองเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงจึงเป็นเรื่องใหญ่?

เยรูซาเล็ม เป็นหัวใจสำคัญของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์มาอย่างยาวนาน ด้วยความที่เป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และมีนัยสำคัญทางศาสนาอย่างใหญ่หลวง เพราะเขตเมืองเก่าอันมีชื่อเสียงของเยรูซาเล็ม เป็นที่ตั้งของศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ของทั้งศาสนายิว, อิสลาม และคริสต์

เยรูซาเล็มยังมีนัยสำคัญทางการเมืองอีกด้วย โดยอิสราเอล มองว่านครแห่งนี้เป็นเมืองหลวงตลอดกาลที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ของพวกเขา นับตั้งแต่อิสราเอลที่ครอบครองฝั่งตะวันตกของเยรูซาเล็มอยู่แล้ว เข้ายึดพื้นที่ฝั่งตะวันออกซึ่งรวมถึงเขตเมืองเก่าในสงครามปี 1967 และประกาศควบรวมเป็นดินแดนของตน แต่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

ขณะที่ปาเลสไตน์ มองต่างออกไป พวกเขาต้องการให้เยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวงของพวกเขา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสูตรที่นานาชาติต้องการให้เป็นเพื่อสันติภาพในภูมิภาค หรือที่เรียกว่า ทางออกแบบ 2 รัฐ (Two-States Solution) มติสหประชาชาติที่แนะนำให้สร้างรัฐปาเลสไตน์ เคียงข้างอิสราเอล แบ่งแยกโดยเส้นแบ่งเขตปี 1967 ซึ่งฝ่ายอิสราเอลไม่ยอมรับ

นอกจากนี้ยังมีประเด็นตึงเครียดอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะการที่อิสราเอลสร้างถิ่นที่อยู่ชาวยิวในเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งถูกมองว่าผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และสร้างความไม่พอใจแก่ชาวปาเลสไตน์ ในขณะที่ประชาชนกว่า 1 ใน 3 ในเยรูซาเล็มยังเป็นทายาทของชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ที่นี่มานานนับศตวรรษ

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในกับเยรูซาเล็ม ไม่ว่าจะเพียงเล็กน้อยแค่ไหน ก็มักจะลุกลามและกลายเป็นเหตุความรุนแรงอย่างรวดเร็ว ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับนครแห่งนี้ย่อมเป็นเรื่องสำคัญแน่นอน

*จุดเริ่มต้นการแบ่งแยกเยรูซาเล็ม

ก่อนที่จะเกิดปัญหาอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ดินแดนจุดนี้เคยรวมเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ชื่อ ‘ปาเลสไตน์ในอานัติ’ (Mandatory Palestine) ภายใต้การบริหารของสหราชอาณาจักร ต่อมาในปี 1947 สหประชาชาติมีมติแบ่งแยกดินแดนแห่งนี้เป็นรัฐอาหรับและรัฐยิว โดยให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองระหว่างประเทศ ให้รัฐบาลพิเศษบริหาร

แต่ในปี 1948 กลับเกิดสงครามหลังจากอิสราเอลประกาศแยกตัวเป็นอิสระ ทำให้เยรูซาเล็มถูกแบ่งเป็น 2 ส่วน และหลังจากที่การต่อสู้ยุติลงในปี 1949 เส้นแบ่งเขตพักรบ (armistice border) หรือ ‘เส้นเขียว’ (Green Line) แบ่งเยรูซาเล็มเป็นฝั่งตะวันตกของอิสราเอล และฝั่งตะวันออกรวมทั้งเขตเมืองเก่า ควบคุมโดยจอร์แดน

ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 1967 เมื่อเกิดการต่อสู้ที่เรียกว่า ‘สงคราม 6 วัน’ ระหว่างอิสราเอลกับเพื่อนบ้านอาหรับ และอิสราเอลเข้ายึดเยรูซาเล็มตะวันออก ทำให้เยรูซาเล็มทั้งเมืองตกอยู่ใต้การควบคุมของอิสราเอลนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่ชาวปาเลสไตน์ และหลายประเทศทั่วโลก ไม่ยอมรับ และยังคงมองเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวงในอนาคตของรัฐปาเลสไตน์

*ไม่มีชาติใดยอมรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอล

จนถึงปี 1980 หลายประเทศยังมีสถานทูตตั้งอยู่ในเยรูซาเล็ม รวมทั้ง เนเธอร์แลนด์ และคอสตาริกา แต่หลังจากอิสราเอลผ่านกฎหมายประกาศให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของพวกเขาในเดือนกรกฎาคมปีเดียวกัน คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติก็ตอบโต้ด้วยการออกมติ ประณามการควบรวมเยรูซาเล็มตะวันออกโดยอิสราเอล และประกาศให้การกระทำนี้ผิดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ

ผลก็คือ ทุกประเทศย้ายสถานทูตของพวกเขาออกจากเยรูซาเล็ม โดย 2 ชาติสุดท้ายคือ คอสตาริกา และเอลซัลวาดอร์ เมื่อปี 2006 โดยย้ายไปตั้งที่นคร เทล อาวิฟ หรือพื้นที่ใกล้เคียง แต่บางประเทศยังคงมีสถานกงสุลตั้งอยู่ในเยรูซาเล็มตะวันตก รวมทั้งสหรัฐฯ ด้วย ส่วนประเทศอย่างสหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส ตั้งสถานกงสุลไว้ในเยรูซาเล็มตะวันออก

*แผนย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปเยรูซาเล็มเกิดขึ้นมานานแล้ว

สถานทูตของสหรัฐฯ ในอิสราเอล ตั้งอยู่ที่นคร เทล อาวิฟ มาตลอด ไม่เคยอยู่ในเยรูซาเล็ม แต่ในปี 1989 อิสราเอลให้สหรัฐฯ เช่าที่ดินผืนหนึ่งในเยรูซาเล็มเพื่อใช้เป็นที่ตั้งสถานทูตแห่งใหม่ โดยทำสัญญา 99 ปี และคิดค่าเช่าเพียงปีละ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ซึ่งจนถึงตอนนี้ ที่ดินดังกล่าวไม่ได้มีการพัฒนาใดๆ เป็นเพียงพื้นที่โล่งๆ เท่านั้น

ต่อมาในปี 1995 สภาคองเกรสสหรัฐฯ ผ่านกฎหมายที่กำหนดให้สหรัฐฯ ต้องย้ายสถานทูตจากเทล อาวิฟ ไป เยรูซาเล็ม โดยผู้สนับสนุนร่างกฎหมายนี้ระบุว่า สหรัฐฯ ควรเคารพการตัดสินใจของอิสราเอลที่เลือก เยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงของพวกเขา และรับรองสถานะของนครแห่งนี้

อย่างไรก็ตาม การย้ายสถานทูตของสหรัฐฯ ในอิสราเอล ไม่เคยเกิดขึ้น ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทุกคนนับตั้งแต่ บิล คลินตัน, จอร์จ ดับเบิลยู บุช และบารัค โอบามา ปฏิเสธที่จะทำตามกฎหมายดังกล่าว โดยอ้างเรื่องความมั่นคงของชาติ และทุกๆ 6 เดือน ประธานาธิบดีจะลงนามคำสั่งงดเว้นกฎหมาย เพื่อเลื่อนการย้ายสถานทูตมาตลอด

*แต่ทำไมการรับรองเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงอิสราเอลจึงเกิดขึ้นตอนนี้?

เพราะประธานาธิบดีสหรัฐฯ คือ โดนัลด์ ทรัมป์... เขาประกาศไว้ตั้งแต่ตอนหาเสียงเลือกตั้งว่า จะย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปเยรูซาเล็ม และในวันพุธที่ 6 ธ.ค. มหาเศรษฐีผู้นี้ก็ได้ประกาศรับรอง เยรูซาเล็ม เป็นเมืองหลวงของอิสราเอล และสั่งเริ่มดำเนินการย้ายสถานทูตสหรัฐฯ ไปยังนครแห่งนี้ เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายเมื่อปี 1995

ทรัมป์กล่าวด้วยว่า คำประกาศของเขาเป็นจุดเริ่มต้นวิธีการเชิงรุกครั้งใหม่เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและชาวปาเลสไตน์ หลังจาก 20 ปีที่เหล่าผู้นำสหรัฐฯ เลื่อนการย้ายสถานทูตหรือยอมรับเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลมาตลอด เพราะพวกเขาเชื่อว่าจะช่วยให้กระบวนการสันติภาพคืบหน้าไปได้ แต่จนถึงตอนนี้ ข้อตกลงสันติภาพระหว่างทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังไม่ใกล้ที่จะเกิดขึ้นเลย เขาจึงไม่เชื่อว่าวิธีเดิมๆ จะทำให้เกิดผลลัพธ์ใหม่ๆ ได้

ขณะที่นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยทางการเมืองในประเทศก็มีส่วนผลักดันให้ทรัมป์มีการตัดสินใจเช่นนี้ เพราะทรัมป์หาเสียงเอาใจกลุ่มการเมืองฝ่ายหนุนอิสราเอลมาตั้งแต่แรก นอกจากนี้เขายังได้รับการสนับสนุนในหลายๆ ด้านอีกด้วย เช่น เงินหาเสียง 35 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากนายเชลดอน อเดลสัน ผู้สนับสนุนตัวยงของกลุ่มชาวยิวหัวรุนแรงผู้อยู่อาศัยในเยรูซาเล็ม จนทำให้เขาได้นั่งรวมกลุ่มกับเหล่าอดีตประธานาธิบดี ในวันสาบานตนรับตำแหน่งของนายทรัมป์ด้วย.