วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชูเศรษฐกิจสีน้ำเงิน เทรนด์ใหม่ของโลก

สุเทพ - ดร.อรพรรณ

แม้การพัฒนาที่ยั่งยืนเพื่อกำหนดหน้าตาของอนาคต เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่อยากจะเห็น แต่ก็น่าประหลาดที่ทุกวันนี้ชาวโลกยังตกลงกันไม่ได้ว่า จะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อให้ก้าวไปสู่อนาคตที่ทุกคนปรารถนา

ในการประชุมสหประชาชาติ “Rio+20” ที่นครริโอ เด จาเนโร เมื่อ 5 ปีที่แล้ว มีความคาดหวังกันว่า น่าจะเป็นอีกการประชุมครั้งประวัติศาสตร์ที่มีผู้นำจากทั่วโลกไปร่วมประชุมกันอย่างอุ่นหนา เพื่อร่วมกำหนดหน้าตาของอนาคตที่มนุษยชาติถวิลหา ในรูปของ “เศรษฐกิจสีเขียว”

แต่แล้วผลการประชุมครั้งนั้น ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายฝ่ายคาด

คำว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” เริ่มมีการพูดถึงในเวทีโลกมากขึ้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมักจะถูกมองว่า เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืน คือ ไม่ทำลาย แต่รักษาสภาพสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย

ล่าสุด โลกใบนี้ไม่ได้มีแค่คำว่า “เศรษฐกิจสีเขียว” หรือ Green Economy เท่านั้น วันนี้ทั่วโลกกำลังทั้งเห่อและฮิตกับศัพท์ใหม่ อีกคำ คือ “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” หรือ Blue Economy ซึ่งมีผู้รู้บางคนให้นิยามว่า หมายถึง เศรษฐกิจทางทะเล ที่อาศัยทรัพยากรทางทะเลมาเป็นฐานในการคำนวณ

หลายคนอาจสงสัยว่า เจ้า “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” ที่ว่านี้ หน้าตาเป็นเช่นไร

สุเทพ จันทร์อำพร นักวิจัยของ Research & Evalution for Development บอกว่า ที่มาของ “เศรษฐกิจสีน้ำเงิน” เริ่มจากการหาทางเลือกในการพัฒนาเศรษฐกิจ บนฐานของการใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทำอย่างไรให้ยั่งยืน หรือมีการดูแลสิ่งแวดล้อมไปด้วย

พูดอีกอย่าง มีความคล้ายคลึงกับ “เศรษฐกิจสีเขียว” นั่นแหละ เพียงแต่เน้นหนักไปที่การใช้ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นหลัก

“เรื่องนี้ค่อนข้างใหม่ สมมติว่าเวลาเราพูดถึงการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน ถ้าเป็นเศรษฐกิจสีเขียว เรามีแผนยุทธศาสตร์ชาติอยู่แล้วว่า ต้องทำอะไรบ้าง ถึงจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ แต่ถ้าเป็นทางทะเล ที่ผ่านมาเรายังมองแต่ในมิติด้านความมั่นคงเป็นส่วนใหญ่ ไม่เคยประเมินมูลค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ เช่น ปะการัง หรือป่าชายเลน”

สุเทพบอกว่า แต่ทุกวันนี้หลายประเทศทั่วโลกหันมาใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เข้าไปจับ หรือตรวจวัดเพื่อหามูลค่า แล้วตีราคา
ออกมาว่า เป็นเงินจำนวนเท่าใด

“ยกตัวอย่าง เรือของนักท่องเที่ยวลำหนึ่ง วิ่งไปชน หรือทอดสมอโดนปะการังพังเสียหาย หรือว่ามีการทำน้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเล ทำให้ปะการังในทะเลได้รับความเสียหาย สิ่งเหล่านี้ที่ผ่านมา เราไม่เคยคำนวณมูลค่าออกมาเป็นตัวเงินว่า ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเหล่านั้นมีมูลค่า หรือว่าราคาเท่าใดกันแน่”



“แต่ถ้าเรารู้ว่า ปะการังอายุหลายสิบปี และหายากกิ่งนั้น มีราคากิ่งละ 2 ล้านบาท เราก็จะนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้อง
ค่าชดเชยจากผู้ที่ทำให้เกิดความเสียหายได้ เป็นต้น”

สุเทพบอกว่า ยังมีอีกหลายฐานทรัพยากร ที่เราอาจไม่เคยล่วงรู้มาก่อนว่ามันมีราคา สามารถนำไปทำเป็นตัวยา ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ หรือวิธีคิดใหม่ๆ นำไปต่อยอดทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย

เช่น ป่าชายเลนแถบ จ.ตราด มีหนอนอยู่ชนิดหนึ่ง เกิดอยู่ในต้นไม้ในป่าชายเลนที่ล้มตายและเน่า หนอนชนิดนี้จะเข้าไปฝังตัวอยู่บนซากไม้เน่าเหล่านั้น ชาวประมงพื้นบ้านเรียกกันว่า “เพรียงทะเล”

บางคนจับไปทำเป็นอาหารเมนูเด็ด หรือบางคนนำไปทำเป็นส่วนผสมของตัวยาบางอย่าง หนอนชนิดนี้จึงมีราคาถึง กก.ละ 700 บาท

หรือกรณีของ “เลือดแมงดาทะเล” ก็เช่นกัน ชาวญี่ปุ่นที่รู้จักสรรพคุณจะเข้ามากว้านซื้อจากคนไทย เพื่อนำไปทำยา เป็นต้น

“สิ่งเหล่านี้บางทีเราไม่รู้ แต่ชาวบ้านบางท้องถิ่น หรือชาวต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น เขารู้จักคุณค่าและมูลค่าของมันดีว่าสามารถเอาไปต่อยอดทำอะไร เพื่อเพิ่มมูลค่าได้บ้าง ถ้าเราใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เข้าไปประเมิน เราก็จะรู้ว่าบริเวณใดเป็นแหล่งที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ กี่มากน้อย จะได้ไม่ปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาชุบมือเปิบ หรือกอบโกยเอาทรัพยากรของเราไป หรือเวลามีใครมาทำให้เกิดความเสียหาย ก็จะได้เรียกค่าชดเชยถูก”

ส่วนเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ใช้ประเมินมูลค่าของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนั้น

ดร.อรพรรณ ณ บางช้าง หัวหน้าโครงการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของระบบนิเวศป่าชายเลน ยกตัวอย่างจากกรณีท่อรับน้ำมันดิบกลางทะเลของบริษัทแห่งหนึ่งรั่ว ทำให้น้ำมันดิบจำนวน 50,000 ลิตร ไหลลงสู่ทะเลจังหวัดระยอง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 กรกฎาคม 2556

“ครั้งนั้นคราบน้ำมันดิบถูกพัดเข้ามาถึงเกาะเสม็ด และทะลักเข้ามายังชายหาดอ่าวพร้าว ทำให้ทางจังหวัดระยองต้องประกาศให้พื้นที่บริเวณอ่าวพร้าวเป็นพื้นที่ภัยพิบัติทางทะเล ที่ต้องเร่งแก้ไขปัญหา”

อรพรรณบอกว่า สิ่งหนึ่งที่หลายคน รวมทั้งศาลยุติธรรม ซึ่งมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย ต้องการทราบ ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในทะเลมากน้อยเพียงใด และหากให้ตีราคาออกมาเป็นค่าเสียหาย ควรเป็นเงินจำนวนเท่าใดที่ผู้ก่อความเสียหาย จะต้องชดใช้

ดร.อรพรรณบอกว่า ในทางปฏิบัติก่อนจะนำเอาเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เข้าไปคำนวณ เพื่อหามูลค่าในทางเศรษฐกิจ จะต้องรู้ว่า ระบบนิเวศหาดทรายของอ่าวพร้าว ซึ่งมีความยาว 600 เมตรนั้น มีใคร หรืออะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลกระทบ หรือได้รับความเสียหาย

“ไล่ไปตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดพื้นที่ คนที่เคยได้รับประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรทางทะเลบริเวณนั้น แล้วมันใช้ไม่ได้ เช่น เรือท่องเที่ยว ร้านค้า หรือชาวประมงแถวนั้น ต้องนำมาคำนวณให้หมดว่า เมื่อก่อนเคยมีรายได้ต่อเที่ยวเท่าไร แล้วหายไปเท่าไร หรือเคยจับปลาได้วันละ 100 กิโลกรัม เหลือจับได้แค่ 5 กิโลกรัม หรือต้องปิดกิจการร้านค้าไปกี่วัน แล้วเอาช่วงเวลาที่รายได้หายเข้าไปคูณ”

นอกจากนี้ ยังต้องคำนวณมูลค่าความเสียหายไปถึงการที่คราบน้ำมันไปเกาะจับตามตัว สัตว์ทะเลขนาดเล็ก เช่น ปูลม หอย หรือทำให้สัตว์ทะเลที่ฝังอยู่ในทรายไม่สามารถหายใจออก รวมทั้งแนวปะการัง และ หาดหิน ในบริเวณนั้น ที่ได้รับความเสียหายด้วย

“ยกตัวอย่าง แนวปะการังบางแห่ง ถ้าต้องใช้ค่าฟื้นฟูสูงสุด จะตกไร่ละ 18 ล้านบาท บางแห่งที่ใช้ต้นทุนฟื้นฟูระดับกลาง อยู่ที่ไร่ละ 7 ล้านกว่าบาท เพราะการลงทุนปลูกปะการังใหม่ 100 ต้น อาจจะฟื้นหรือได้ผลแค่ 50 ต้น แล้วกว่าจะรอให้โตและสวยเหมือนเดิมอีกล่ะ ต้องใช้เวลากี่ปี”

ดร.อรพรรณบอกว่า เช่นเดียวกับกรณีจะนำพื้นที่บางแห่งที่มี “หญ้าทะเล” แหล่งอาหารของพะยูนและเป็นที่หลบภัยของสัตว์น้ำขนาดเล็ก ไปสร้างเป็นท่าเทียบเรือให้นักท่องเที่ยว ซึ่งต้องถางหญ้าทะเลบริเวณนั้นทิ้ง

“ต้องนำมาคิดวิเคราะห์อย่างละเอียดทั้งหมดว่า การรักษาหญ้าทะเลผืนนั้นไว้ อาจมีประโยชน์สูงกว่าที่ได้รับจากการทำเป็นท่าเรือให้นักท่องเที่ยวหรือไม่ ซึ่งหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เขาจะวิเคราะห์หมด ทั้งต้นทุนและผลตอบแทนที่ได้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า บลู อีโคโนมี” ดร.อรพรรณทิ้งท้าย.