วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อนาคตสตาร์ตอัพ The Game Is Over

นิตยสาร นิเคอิ เอเชียน รีวิว ได้เปิดเผยงานวิจัยของ CB Insight ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเวนเจอร์แคปและสตาร์ตอัพว่า นับถึงวันที่ 1 ธันวาคม 2560 ทั่วโลกมีสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์น (มูลค่าบริษัทกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป) 220 บริษัท มูลค่ารวม 7.6 แสนล้านดอลลาร์ 25 ล้านล้านบาท โดยมี “อูเบอร์” ใหญ่ที่สุดมีมูลค่า 68,000 ล้านดอลลาร์

สตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์น 220 บริษัท กระจายอยู่ใน 22 ประเทศทั่วโลก

จีน มีสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์นมากที่สุด 59 บริษัท นำโดย “ตีตี้ ชูชิง” สตาร์ตอัพแท็กซี่ออนไลน์ที่เทกโอเวอร์อูเบอร์ในจีน ตามด้วย “เสี่ยวหมี่” ผู้ผลิตสมาร์ทโฟน “ดีเจไอ” ผู้ผลิตโดรน “โมไบค์” สตาร์ตอัพเช่ารถจักรยาน ส่วน อินเดีย มีสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์น 10 ราย และ อาเซียน 10 ประเทศ มีสตาร์ตอัพระดับยูนิคอร์นเพียง 3 รายคือ แกร็บ จากมาเลเซีย โกเจ๊ก และ ทราเวลโลกา จากอินโดนีเซีย

สตาร์ตอัพไทย ยังอยู่ในขั้นตั้งไข่ ถ้ารัฐบาลไม่อุ้มชู อนาคตก็ลำบาก ที่น่าเป็นห่วงก็คือ จากนี้ไปสตาร์ตอัพหน้าใหม่มีโอกาสเกิดได้ยากขึ้น

วันก่อน นสพ.เดอะ การ์เดียน อังกฤษ ได้พาดหัวข่าวเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า Is it game over for startup? เกมของสตาร์ตอัพจบลงแล้วใช่ไหม

เป็นคำถามที่น่าสนใจ ผมก็ติดตามเรื่องราวของสตาร์ตอัพมาตลอด ยิ่งเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็อยากจะตอบว่า The Game Is Over แล้ว โอกาสที่สตาร์ตอัพหน้าใหม่จะประสบความสำเร็จรํ่ารวย เหมือน มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก แจ็ค หม่า แทบจะเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะสตาร์ตอัพที่เกิดใหม่ ถ้าเป็นสตาร์ตอัพที่มีอนาคตก็จะถูกบริษัทยักษ์ใหญ่ “ซื้อไปเก็บ” ตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อน หรือเอาไปต่อยอดธุรกิจอีกทอด ถ้าไม่ขาย ก็จะถูกบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ “ฆ่าทิ้ง” ด้วยการ “โคลนนิ่ง” เพื่อไม่ให้เป็น “คู่แข่ง” ในอนาคต

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งเขียนถึงเรื่องที่ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและการแข่งขันออสเตรเลีย สั่งสอบ เฟซบุ๊ก และ กูเกิล ในข้อหา “ใช้อำนาจเหนือตลาด” หรือไม่ เพราะ เฟซบุ๊ก กูเกิล ไปแย่งโฆษณาจากสื่อท้องถิ่นในออสเตรเลีย ทั้งออนไลน์ ทีวี สิ่งพิมพ์ จนสื่อท้องถิ่นต้องปิดกิจการปลดคนงานกันมากมาย

ผมอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อ่านบทความของผมวันนี้ แล้วไปคิดอ่านว่า รัฐบาลจะปกป้องสตาร์ตอัพไทยให้เติบโตในโลกเทคโนโลยีได้อย่างไร

ไม่ต้องเชื่อผม แต่ไปดูข้อมูลเหล่านี้กันก่อนนะครับ

ปลายปี 2016 เฟซบุ๊ก โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่ ซื้อสตาร์ตอัพหน้าใหม่ชื่อ FacioMetrics ผู้คิดค้น ซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าคน จุดเด่นของซอฟต์แวร์ตัวนี้ก็คือ สามารถอ่านกิริยาท่าทางของคนได้ เช่น ยิ้มแสดงว่าชอบ ทุกวันนี้มีภาพใบหน้าคนและรูปภาพต่างๆ โพสต์ลงในเฟซบุ๊กวันละกว่า 350 ล้านภาพ มีผู้ใช้ที่แอ็กทีฟถึงวันละ 2 พันกว่าล้านคน ลองคิดดูว่าเฟซบุ๊กจะทำรายได้มหาศาลขนาดไหนจากซอฟต์แวร์ตัวนี้

ต้นปี 2017 เฟซบุ๊ก ซื้อสตาร์ตอัพหน้าใหม่ Fayteq สัญชาติเยอรมัน เจ้าของเทคโนโลยี Computer Vision ที่สามารถเพิ่มหรือลบวัตถุในวีดิโอได้ ต่อมาเดือนกรกฎาคม เฟซบุ๊กก็ซื้อสตาร์ตอัพเกิดใหม่ Source3 ที่ทำซอฟต์แวร์จัดการเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์บนอินเตอร์เน็ต ล่าสุดเดือนตุลาคม เฟซบุ๊กซื้อสตาร์ตอัพ tbh สื่อสังคมออนไลน์ที่ให้สมาชิกเข้ามาแสดงความเห็น หรือตอบคำถามในลักษณะที่เป็นคำชม โดยผู้โพสต์ไม่ต้องเปิดเผยชื่อ tbh เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนสิงหาคม 2017 แค่สองเดือนก็มีวัยรุ่นดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 5 ล้านคน มีหรือจะรอดมือ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เฟซบุ๊กซื้อไปเรียบร้อยแล้ว

นี่คือ ทุนนิยมสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในโลกสตาร์ตอัพ ถ้าไม่ยอมขาย เช่น แอพวีดิโอแชต Houseparty ก็จะถูก เฟซบุ๊กโคลนนิ่งทันที โลกวันนี้ ไม่ใช่แค่ “เร็วกินช้า” แต่ยังเป็น “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” โลกออนไลน์วันนี้ก็หนีไม่พ้นการไล่ล่าของ ทุนนิยมไฮเทค.

“ลม เปลี่ยนทิศ”