วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘ป้อม’ ยิ้มสู้นาฬิกาหรู-แหวนเพชร พร้อมแจงปปช.

พท.ย้อนเอาเงินที่ไหนมาซื้อ ‘ศรีสุวรรณ’ ยื่นสอบแจ้งเท็จ! ศาลฎีกาเคาะ ‘ปกรณ์’ นั่งกกต.

“บิ๊กป้อม” ปัดตอบสื่อ ยันมีหลักฐานพร้อมชี้แจงครองนาฬิกาหรู-แหวนเพชรต่อ ป.ป.ช. ยกทำงานมาไม่เคยมีเรื่องทุจริต พท.ได้ทีจี้ถามเอาเงินที่ไหนมาซื้อ เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมไหม “ศรีสุวรรณ” จ่อชง ป.ป.ช.สอบจงใจยื่นทรัพย์สินเป็นเท็จ “วรวิทย์” ทำขึงขังตั้งแท่นสอบเองไม่รอผู้ร้อง “ประวิตร” ลั่นยังไม่คิดปลดล็อก ปชป.ไม่ขัด กกต.ใหม่ไร้ประสบการณ์ “วัชระ” แนะดูชุดสามหนาตัวอย่าง หวั่น คสช.ย้อนรอยการเมืองน้ำเน่า ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเคาะ “ปกรณ์” ว่าที่ กกต. “เกษม” โวยตกสเปกเทพได้ไง กรธ.ตามน้ำ สนช.ต่ออายุ 5 ตุลาการศาล รธน. “บิ๊กตู่” ป่วนสื่อพาเดินวนรอบทำเนียบ

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สวมนาฬิกาสุดหรูยี่ห้อริชาร์ดมิลล์ และแหวนเพชร ร่วมถ่ายรูปกับ ครม.ประยุทธ์ 5 โดยพบว่าทรัพย์สินทั้ง 2 รายการไม่ได้ยื่นแสดงไว้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

“บิ๊กป้อม” พร้อมแจงนาฬิกาหรู

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 6 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณางบบูรณาการ จัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2562 ถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์การครอบครองนาฬิกาหรู โดยไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ไม่ต้องชี้แจงอะไร เดี๋ยวจะชี้แจงต่อ ป.ป.ช.เอง ยืนยันว่ามีหลักฐานพร้อมชี้แจง ขอให้สื่อถามเรื่องอื่นดีกว่า ผู้สื่อข่าวถามว่านาฬิกาเรือนดังกล่าวได้มาก่อนหรือหลังเข้ารับตำแหน่ง พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ไม่รู้ ผมไม่ตอบ จะตอบกับทาง ป.ป.ช.เลย ไม่รู้จะตอบผู้สื่อข่าวไปทำไม ตอบไปก็เอาไปต่อความไปเรื่อยๆ ทำงานมาไม่เคยมีเรื่องทุจริต” เมื่อถามย้ำว่าจากนี้ต้องระวังตัวมากขึ้นหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่ต้องระวังตัว ไม่เห็นว่ามีอะไร เมื่อถามว่าเสียกำลังใจหรือไม่หลังถูกหยิบยกเรื่องดังกล่าวขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “ไม่ท้อ ให้ว่ากันไปเลย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประวิตรมีสีหน้ายิ้มแย้มหัวเราะอารมณ์ดี แต่พยายามบ่ายเบี่ยงไม่ตอบคำถามประเด็นดังกล่าว โดยกล่าวทิ้งท้ายว่าถ้าไม่มีอะไรถามขอไปประชุมก่อน พร้อมทำท่าเบี่ยงตัวออกจากวงสัมภาษณ์ จนผู้สื่อข่าวต้องถามประเด็นอื่น พล.อ.ประวิตรจึงหันหลังกลับมาตอบคำถามต่อ

พท.จี้ถามเอาเงินที่ไหนมาซื้อ

ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ประชาชนสงสัยว่านาฬิกายี่ห้อริชาร์ด มิลล์ RM 029 ที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ใส่ระหว่างถ่ายภาพหมู่ ครม. โดยไม่ปรากฏในเอกสารบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2557 อาจขัดต่อ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จึงขอตั้งคำถามดังนี้ 1.นาฬิกาเรือนนี้ไม่ปรากฏในบัญชีทรัพย์สิน ทั้งที่มูลค่าหลายล้านบาท ในขณะที่รถยนต์ราคา 1 แสนบาท แจ้งในบัญชีทรัพย์สิน หากอ้างว่าหลงลืมฟังขึ้นหรือไม่ 2.นาฬิกาหรูเรือนนี้ท่านได้แต่ใดมา เพราะเมื่อดูบัญชีเงินฝากตามเอกสารบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งหมด 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2551-2557 เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีทรัพย์สินรวมกว่า 87 ล้านบาท โดยมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นกว่า 30 ล้านบาท หาก พล.อ.ประวิตรซื้อนาฬิกาเรือนนี้เอง ทำไมจำนวนเงินไม่ลดลง หรือนำเงินจากส่วนใดมาซื้อเป็น

แบบอย่างที่ดีต่อสังคมไหม

นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า 3.สังคมสงสัยว่าคนรับราชการกินเงินเดือน เมื่อเกษียณก็รับบำนาญ พล.อ.ประวิตรก็ไม่มีธุรกิจ ไม่ได้ถือหุ้นในกิจการใด ไม่มีเงินปันผล รายได้มาจากดอกเบี้ยเงินฝากเป็นหลัก การครอบครองทรัพย์สินมูลค่าขนาดนี้ เป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคมหรือไม่ 4.หากอ้างว่ามีบุคคล หรือคณะบุคคลมอบนาฬิกาหรูนี้ให้ จะถือว่าขัดต่อคุณธรรมจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือขัดต่อประกาศของ ป.ป.ช. ที่ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ รับทรัพย์สินเกิน 3,000 บาท ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่

“ศรีสุวรรณ” จ่อยื่น ป.ป.ช.สอบ

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า วันที่ 7 ธ.ค.นี้ จะไปยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของ พล.อ.ประวิตรหลังใส่นาฬิกาหรู ยี่ห้อริชาร์ด มิลด์ และแหวนทองคำขาวหัวเพชร แต่ไม่ได้ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าวต่อ ป.ป.ช. จึงอยากให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่า เป็นการจงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน หรือยื่นบัญชีทรัพย์สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่ รวมทั้งอาจเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติ เนื่องจาก พล.อ.ประวิตรแจ้งต่อ ป.ป.ช.เมื่อครั้งเข้ารับตำแหน่งทางการเมืองว่า มีบัญชีเงินฝากในธนาคารมากถึง 53 ล้านบาท เมื่อรวมทรัพย์สินอื่นแล้วมีมูลค่ามากกว่า 87 ล้านบาท หากประมาณจากการที่ พล.อ.ประวิตรรับราชการทหารมา 40 ปี เป็นนักการเมือง 2 สมัย และไม่มีธุรกิจใดๆ ไม่น่าจะมีรายได้มากมายขนาดนี้ จึงอยากให้ ป.ป.ช.ทำความจริงให้ปรากฏ

“วรวิทย์” ขึงขังไม่ต้องรอผู้ร้อง

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะรักษาการเลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวว่า กรณีนี้เป็นประเด็นที่สาธารณะให้ความสนใจ และมีข้อสงสัย สำนักงาน ป.ป.ช.สามารถดำเนินกระบวนการตรวจสอบตามปกติได้ทันที ไม่ต้องรอให้มีผู้มาร้อง โดยในวันที่ 7 ธ.ค. จะรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ทราบว่าสำนักงาน ป.ป.ช.จะดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากมีกรณีที่สังคมสนใจเกิดขึ้น กรณีแบบนี้มีอยู่เป็นประจำ เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตรปฏิเสธชี้แจงเรื่องนี้กับสื่อ แต่จะให้ข้อมูลกับ ป.ป.ช.เอง นายวรวิทย์ตอบว่า ป.ป.ช.มีวิธีการทำงานอยู่ จะตรวจสอบไปตามปกติ ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่มีความกดดันกับการตรวจสอบ พล.อ.ประวิตร ทั้งหมดดูที่ข้อเท็จจริง

“ประวิตร” ลั่นยังไม่คิดปลดล็อก

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ระบุจะลองเสนอนายกฯให้ปลดล็อกทางการเมือง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้นักการเมือง ว่า เรื่องนี้ยังไม่ได้คุยกัน ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะปลดล็อก เมื่อถามว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ยังไม่สามารถปลดล็อกทางการเมืองได้ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ยังไม่เห็นมีความพร้อมอะไรเลย เมื่อถามย้ำว่าจะเกี่ยวข้องกับการตรวจพบอาวุธสงครามที่ จ.ฉะเชิงเทราหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้ พิจารณาเอาเอง ตอนนี้ออกหมายจับกี่คน เมื่อถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลจัดฉาก พล.อ.ประวิตรย้อนถามว่า ใครจัดฉาก เจ้าหน้าที่จะจัดฉากไปทำไม ยืนยันว่าไม่มีจัดฉาก เจ้าหน้าที่ทำทุกอย่างตรงไปตรงมา มีแต่ผู้สื่อข่าวที่บอกว่าจัดฉาก

การเมืองอย่าห่วงไม่เสียโอกาส

เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.อยากเห็นพรรคการเมืองหน้าใหม่ แต่การปลดล็อกช้าจะเป็นปัญหาหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า เรื่องนี้รัฐบาลจะจัดการให้สามารถดำเนินการได้ตามกรอบกฎหมาย ยืนยันว่าพรรคการเมือง และนักการเมืองทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่จะไม่เสียโอกาส ส่วนจะออกเป็นคำสั่งพิเศษหรือไม่ยังไม่รู้ เมื่อถามว่ายืนยันได้หรือไม่ว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2561 พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้ เมื่อถามย้ำว่าเมื่อพรรคการเมืองไม่สามารถทำตามขั้นตอนกฎหมาย โรดแม็ปอาจขยับได้ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่รู้ ดูไป เราทำตามโรดแม็ป เมื่อถามว่านายกฯกำชับให้ ครม.พูดน้อยลงหรือไม่ เพราะตัวนายกฯเองก็ตอบคำถามสื่อน้อยลงเช่นกัน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า นายกฯไม่ได้กำชับเรื่องนี้

ขู่พรรคเก่า-ใหม่มีสิทธิ์ตกขบวน

วันเดียวกัน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ผ่านไปแล้ว 60 วัน หลังจาก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มีผลใช้บังคับ เหลือเวลาอีกแค่ 30 วัน สำหรับพรรคการเมืองเดิมในการแจ้งเปลี่ยนแปลงสมาชิกของพรรคต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง หากไม่แจ้งและไม่ขอขยายเวลา กกต.จะสั่งให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพไป และมีโจทย์ใหญ่รออยู่ข้างหน้าคือ พรรคขนาดเล็กต้องหาสมาชิกให้ครบ 500 คน ต้องจัดหาทุนประเดิมให้ได้หนึ่งล้านบาท ต้องจัดตั้งสาขาพรรคให้ครบ 4 ภาค ตามที่กฎหมายกำหนด หากทำไม่เสร็จ หรือไม่ขอขยายเวลา กกต.จะสั่งให้พรรคการเมืองนั้นสิ้นสภาพเช่นกัน หากปลดล็อกการเมืองช้าบางพรรคอาจดำเนินการทัน แต่สำหรับพรรคที่ไม่ทันและขอขยายเวลา ต้องอย่าลืมว่าจะไม่มีสิทธิ์ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งหากปี่กลองดังขึ้น รวมไปถึงพรรคใหม่ด้วย ทั้งหมดนี้เป็นการประมาณการเวลาโดยคร่าวๆ ไม่ได้บอกให้เชื่อ และไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆกับใคร แค่อ่านกฎหมายและประมาณการเวลาที่ต้องใช้ในแต่ละขั้นตอน

ไม่ขัด กกต.ใหม่ไร้ประสบการณ์

ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ดูรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นกรรมการ กกต. เราต้องเคารพในกระบวนการสรรหาตามที่กฎหมายกำหนด หลายคนอาจไม่เป็นที่รู้จักของสังคมทั่วไป มีเพียงนายประชา เตรัตน์ อดีตรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่เคยทำงานเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งมาบ้าง ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำหน้าที่ได้ ขอฝากไปยัง กกต.ชุดใหม่ ว่ามี กกต.มาหลายชุดแล้ว แต่ละชุดมีทั้งปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นที่พึงพอใจของประชาชน บางชุดก็ได้รับโทษตามกฎหมาย ดังนั้น กกต.ที่เข้ามาใหม่คงต้องศึกษาการทำงานของ กกต.ในอดีตเป็นบทเรียน ว่าจะทำงานอย่างไรให้ได้รับการยอมรับจากประชาชนทั่วไป

“วัชระ” แนะให้ดูชุดสามหนา

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สังคมจับจ้องมองดูอยู่ว่า การเมืองภายใต้การปฏิรูปของ คสช. จะออกมาทิศทางใด เมื่อปรากฏรายชื่อองค์กรอิสระต่างๆ เป็นที่ชัดเจนว่า คสช.ส่งคนที่สั่งได้ หรือเป็นเด็กชงกาแฟหน้าห้องไปอยู่ในองค์กรต่างๆ ใครเป็นใครไปถามไถ่กันเอง ไม่แตกต่างอะไรกับระบอบทักษิณแม้แต่น้อย แล้วจะปฏิรูปประเทศได้อย่างไรถ้าเล่นพรรคเล่นพวกกันอย่างนี้ ประชาชนเห็นก็เสื่อมศรัทธาแล้ว ขอเตือนว่าที่กรรมการ กกต.บางคนแต่เนิ่นๆว่าอย่าคิดว่าทำอะไรไม่มีใครรู้ใครเห็น สังคมนกมีหูหนูมีปีก คนมีไลน์ มันปิดกันไม่มิด ใครรับใบสั่ง คสช. หรือจิตอคติไม่ยุติธรรม มีผลประโยชน์แอบแฝง ขอให้ดู กกต.ชุดสามหนาในอดีตเป็นตัวอย่าง ขนาดนายพลตำรวจ หรืออดีตผู้ว่าฯก็ติดคุกมาแล้ว ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เที่ยงธรรม เป็นธรรมต่อทุกพรรค ต่อผู้สมัครทุกคน อย่าลำเอียงหรือมีธงแต่ต้น ไม่เช่นนั้นความวิบัติจะเกิดขึ้นดังที่เคยเกิดขึ้นแล้ว

หวั่นย้อนรอยการเมืองน้ำเน่า

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีความพยายามสร้างภาพว่าสองพรรคใหญ่จับมือสกัดไม่เอานายกฯคนนอก เห็นว่ายังเร็วเกินไปที่จะพูดหรือวิเคราะห์ตอนนี้ เพราะยังไม่มีสัญญาณจากผู้มีอำนาจที่จะนับหนึ่ง แต่ขอฝากให้สังคมจับตามองเรื่องที่ คสช.จะแต่งตั้งบุคคลมาเป็น ส.ว. 250 คน คสช.ต้องเลือกคนโดยยึดจากประวัติ มีความดีเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่เลือกจากพวกพ้องน้องพี่เครือข่ายผู้มีอำนาจ หรือเรียนอบรมสถาบันรุ่นเดียวกัน ถ้ายังเลือกคนในเครือข่ายมาเป็น ส.ว. หรือกรรมการในองค์กรอิสระ เท่ากับ คสช.เองยังจมปลักในน้ำเน่า ไม่ต่างอะไรไปจากการเมืองแบบเดิมๆ หรือเป็นสภาผัวเมีย สภา
พวกพ้อง ท่ามกลางข้อครหาว่าเป็นเด็กในสายคนนั้นคนนี้ ท้ายที่สุดก็เป็นการปฏิรูปแต่ปาก

ตั้ง กมธ.สอบประวัติว่าที่ กกต.

นายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช. กล่าวว่า หาก สนช.ได้รับรายชื่อผู้ได้รับการสรรหาเป็น กกต. จากคณะกรรมการสรรหาฯ และจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแล้ว จะตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบคุณสมบัติผู้ผ่านการคัดเลือก ว่าเคยถูกร้องเรียนเรื่องการทุจริต การประพฤติผิดศีลธรรม ความเป็นกลางทางการเมืองหรือไม่ ส่วนกรณีที่คนดังหลายคนไม่ได้รับคัดเลือก ส่วนหนึ่งมาจากกฎหมายกำหนดคุณสมบัติ กกต.เข้มข้นมาก โดยเฉพาะกรณีต้องดำรงตำแหน่งอธิบดี หรือหัวหน้าส่วนราชการ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี ทำให้คนดังหลายคนไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติข้อนี้ เช่น กรณีเป็นข้าราชการ ต้องเป็นอธิบดี หรือปลัดกระทรวงไม่น้อยกว่า 5 ปี หากใครเป็นอธิบดีแล้วย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวง จะไม่อยู่ในเงื่อนไขให้นับรวมในระยะเวลา 5 ปีได้ หรือเป็นตำรวจ ทหาร ต้องเป็น ผบ.ตร. หรือ ผบ.เหล่าทัพเท่านั้น จึงน่าเสียดายเพราะตำรวจระดับผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค หรือแม่ทัพภาค คุมกองกำลังนับพันคน แต่ไม่สามารถลงสมัครได้ เมื่อเทียบกับผู้บริหารรัฐวิสาหกิจบางแห่ง อย่างไรก็ตามผู้ผ่านการคัดเลือก แม้บางคนอาจไม่เป็นที่รู้จักชื่อไม่คุ้นหู แต่เมื่อผ่านการคัดเลือกมาแล้ว ถือว่ามีคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถเหมาะสม เพราะเกณฑ์การคัดเลือกกำหนดคุณสมบัติไว้สูงมาก

ศาลฎีกาเคาะ “ปกรณ์” ว่าที่ กกต.

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่ศาลฎีกา ถนนแจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ได้เรียกประชุมใหญ่ศาลฎีกาเพื่อลงมติเลือกผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต. อีก 1 คน หลังจากที่เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ประชุมใหญ่ลงมติเลือกนายฉัตรไชย จันทร์พรายศรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาไปแล้ว ครั้งนี้มีผู้ได้รับการเสนอชื่อ 2 คน คือ นายปกรณ์ มหรรณพ ผู้พิพากษาศาลฎีกา และนายประพาฬ อนมาน ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ผลการลงมติปรากฏว่านายปกรณ์ ได้รับเลือกจากที่ประชุมให้เป็นผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต.คนที่ 2 สำหรับนายปกรณ์เคยดำรงตำแหน่ง อาทิ อดีตรองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 4 อดีตอธิบดีผู้พิพากษาภาค 4 (อีสานตอนบน) และปัจจุบันยังได้รับเลือกเป็นหนึ่งในอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (อ.ก.ต.) ในศาลฎีกา มีหน้าที่พิจารณาบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษาเบื้องต้น รวมทั้งการรับเรื่องราวร้องเรียนต่างๆ

ทุ่ม 17 ล้านทำห้องให้ กกต.ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงาน กกต.ว่า ตามที่รัฐธรรมนูญใหม่บัญญัติให้มีจำนวน กกต.ทั้งสิ้น 7 คน และกระบวนการสรรหา กกต. ได้ชื่อผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็น กกต.ครบทั้ง 7 คนแล้วนั้น สำนักงานฯได้เตรียมห้องทำงานของ กกต. เพิ่มอีก 2 ห้อง จากของเดิมที่มี 5 ห้อง โดยใช้พื้นที่บริเวณชั้น 9 ปรับปรุงจากห้องจัดเลี้ยงเดิม จัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ ให้กรมโยธาธิการ กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ออกแบบ ก่อนเปิดให้เอกชนยื่นซองประมูลในราคาที่ตั้งไว้ 17,799,000 บาท แต่บริษัทที่ประมูลได้เสนอจัดสร้างในราคาประมาณ 15 ล้านบาทเศษ กำหนดแล้วเสร็จสิ้นเดือน ธ.ค.นี้ พร้อมกันนี้ยังพิจารณาจัดหารถประจำตำแหน่งโดยอาจจัดซื้อใหม่พร้อมกันเลยทั้ง 7 คัน เพื่อให้ไม่เกิดความลักลั่นว่าใครจะใช้รถเก่าหรือรถใหม่ แต่ถ้าหากมีปัญหาเรื่องงบประมาณ อาจใช้วิธีการเช่าซื้อแทนการจัดซื้อไปก่อน แล้วรอให้รถประจำตำแหน่งชุดเก่าครบอายุจึงจะซื้อใหม่ทั้งหมด แต่ กกต.ชุดปัจจุบันเห็นว่าไม่ควรซื้อใหม่ทั้งหมด เพราะของเดิม 5 คันยังอยู่ในสภาพดี

ส่อวุ่น “เกษม” โวยตกสเปกเทพ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายเกษม เกษมปัญญา ผู้พิพากษาอาวุโส ในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ในฐานะผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นกรรมการ กกต. ได้ยื่นหนังสือต่อนายนัฑ ผาสุข เลขาธิการวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการสรรหา กกต. ขอให้คณะกรรมการสรรหา กกต. พิจารณาทบทวนคุณสมบัติ หลังจากชี้ว่าตนเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในประเภท (ก) ตามมาตรา 8 (1) ของ พ.ร.บ.ประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ผ่านมาทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ภาค 1 และอดีตประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา เทียบเท่ากับตำแหน่งอธิบดีศาล การตีความว่าต้องดำรงตำแหน่งเฉพาะอธิบดีในหน่วยงานราชการเท่านั้น เป็นการตีความอย่างแคบหรือไม่ จึงขอให้คณะกรรมการสรรหาฯทบทวนและให้ความเป็นธรรมด้วย

กรธ.ตามน้ำต่ออายุ 5ตุลาการฯ

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แถลงว่า ที่ประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. และมีการปรับแก้เนื้อหาบางส่วนนั้น กรธ.ไม่มีความเห็นแย้งกับ สนช. เมื่อถามว่ากรณีศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2560 กรณีให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำรงตำแหน่งต่อไปนั้น ส่งผลให้ 5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อยู่ดำรงตำแหน่งต่อ เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ นายอุดมตอบว่า คงพูดแบบนั้นได้ยาก เพราะตุลาการทั้ง 9 คนที่วินิจฉัย ไม่ใช่เนื้อเดียวกันทั้งหมด ส่วนหนึ่งพ้นวาระแล้ว แต่อีกส่วนยังมีคุณสมบัติครบ

บททดสอบเพิ่มอำนาจศาล รธน.

นายอุดมกล่าวต่อว่า ส่วนการบัญญัติให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญออกมาตรการชั่วคราว หรือคำบังคับได้นั้น กรธ.พิจารณาแล้วเห็นว่าการออกมาตรการชั่วคราวและคำบังคับ มีทั้งข้อดีและข้อที่สุ่มเสี่ยง ข้อดีคือ ในเนื้อหากำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ และสถานการณ์ทางการเมือง ก่อนออกมาตรการชั่วคราวหรือคำบังคับ แม้จะมีข้อห่วงกังวลว่าการใช้อำนาจนี้ของศาลรัฐธรรมนูญ จะส่งผลกระทบทางการเมือง แต่ไม่ถึงกับเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และ สนช.มีมติเสียงข้างมากเห็นชอบไปแล้ว นี่จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับศาลรัฐธรรมนูญ ที่ต้องคำนึงถึงสถานการณ์ทางการเมืองด้วย

ชงให้อำนาจ ปชช.ร่วมปราบโกง

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ แถลงว่า คณะกรรมการฯรับฟังความเห็นประชาชนครบทั้ง 4 ภาค ทั้งจากกลุ่มการเมือง ภาครัฐ นักวิชาการ ภาคประชาชน พบว่าส่วนใหญ่ต้องการให้แก้ไขกฎหมายเพื่อรับรองอำนาจให้ประชาชนเป็นเครือข่ายชี้เบาะแส และฟ้องร้องผู้กระทำผิดทุจริต รวมทั้งการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสเหมือนลักษณะการคุ้มครองพยาน ตลอดจนให้รัฐเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนเข้าถึงเรื่องการประมูลโครงการ การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ พร้อมให้เจ้าหน้าที่รัฐลดการใช้ดุลพินิจต่างๆลง มั่นใจว่าการปฏิรูปจะได้ผล โดยจะเสนอแผนปฏิรูปต่อรัฐบาลก่อนวันที่ 24 ธ.ค.

เข้ม ขรก.ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน

พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปฯ กล่าวว่า คณะกรรมการฯเสนอมาตรการให้ข้าราชการทุกระดับ ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อเก็บเป็นข้อมูลไว้ในสมุดประวัติข้าราชการ รูปแบบการยื่นบัญชีทรัพย์สินจะคล้ายกับที่นักการเมืองยื่น เพียงแต่ไม่ต้องใช้เอกสารประกอบแจกแจงมากมาย โดยระยะเวลาที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินที่คิดไว้ มี 2 แนวทางคือ 1.ยื่นทุก 3 ปี 2.ยื่นครั้งแรกที่เข้ารับราชการ จากนั้นเมื่อข้าราชการคิดว่าตนเองมีฐานะเปลี่ยนแปลง เช่น ขายที่ดินได้ ขายหุ้น ถูกลอตเตอรี่ ได้รับมรดก ถือว่ามีรายได้เพิ่มก็ให้แจ้งการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินต่อต้นสังกัด หากข้าราชการคนใดไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินจะมีความผิดวินัย ขณะนี้กรมศุลกากรเริ่มนำร่องแล้ว เชื่อว่าความโปร่งใสของเจ้าหน้าที่รัฐจะมีมากขึ้น จากการยื่นบัญชีทรัพย์สิน

“บิ๊กตู่” ป่วนพาวนรอบทำเนียบ

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ระหว่างเจ้าหน้าที่จากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) นำข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลเต้นแอโรบิกออกกำลังกายประจำสัปดาห์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พร้อมด้วย พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ ไม่ได้ร่วมเต้นแอโรบิก แต่ใช้วิธีเดินออกกำลังรอบตึกไทยคู่ฟ้า ผ่านตึกบัญชาการอ้อมมาด้านหน้าตึกภักดีบดินทร์ 3 รอบ เดินรอบสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้าอีก 2 รอบ และยังทำทีแกล้งผู้สื่อข่าวและช่างภาพที่พากันเดินตาม โดยเดินอ้อมออกไปนอกรั้วทำเนียบฯถึงสองครั้งพร้อมกล่าวว่า “ออกกำลังกายกันเสียบ้าง” เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ใช้วิธีเดินออกกำลังแทนการเต้นแอโรบิกใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบแบบประชดประชันว่า “ป่วยมั้ง” ทั้งนี้ ระหว่างเดิน พล.อ.ประยุทธ์ได้สอบถาม พล.อ.วิลาศ ถึงระบบรักษาความปลอดภัย บางช่วง พล.อ.ประยุทธ์เดินไปชิดริมรั้วทำเนียบฯด้านถนนพิษณุโลก ที่มีกลุ่มต่อต้านโรงไฟฟ้าปักหลักชุมนุมอยู่ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรีบเข้าตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยมากขึ้น

ใช้งบให้ ปชช.ได้ประโยชน์สุด

อีกเรื่อง ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการจัดทำงบประมาณในลักษณะบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ ประจำปีงบประมาณ 2562 มีหน่วยงานฝ่ายเลขานุการร่วม หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนพิเศษของรัฐบาลเข้าร่วม โดย พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมฯ กล่าวหลังการประชุมว่า เป็นการรับทราบอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการพิจารณาการจัดทำงบประมาณฯ อาทิ กำหนดหลักเกณฑ์ วัตถุประสงค์ เป้าหมายการดำเนินงาน รวมทั้งพิจารณาหลักเกณฑ์ ข้อเสนองบประมาณฯเบื้องต้น ซึ่ง พล.อ.ประวิตรเน้นเรื่องการทำคำของบประมาณต้องสอดรับกับเป้าหมาย รวมทั้งต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าตาม หลักการบริหารงบประมาณแผ่นดิน มุ่งให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

กลุ่มต้านโรงไฟฟ้าปักหลักทำเนียบ

ที่สำนักงาน ก.พ. ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วย กลุ่มไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กลุ่มคัดค้านโครงการท่าเทียบเรือถ่านหินบ้านคลองรั้ว กลุ่มคัดค้านโรง ไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และกลุ่มคัดค้านเหมืองแร่ในหลายจังหวัด นำโดยนายเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายฯ อ่านแถลงการณ์คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่นำเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. โดยไม่มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชน จากนั้นนายเลิศศักดิ์ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ นายกฯ ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ขอให้ยุติการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวไว้ และให้ตั้งคณะกรรมการยกร่างกฎหมายขึ้น

อีกกลุ่มหนุนสร้างโรงไฟฟ้าเทพา

ขณะที่กลุ่มชมรมนักวิชาการเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน นำโดยนายภิญโญ มีชำนะ อดีตหัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ แสดงจุดยืนสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าเทพา จ.สงขลา นายภิญโญกล่าวว่า กลุ่มคณาจารย์ 43 คน ได้ศึกษาการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ไปดูงานมาหลายประเทศ เห็นว่าการสร้าง โรงไฟฟ้าไม่ได้สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเหมือนที่ประชาชนรับทราบข้อมูลในปัจจุบัน กลุ่มที่ออกมาต่อต้านให้ข้อมูลบิดเบือน โดยเฉพาะที่อ้างว่าหลายประเทศเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหิน เป็นเพียงการยกตัวอย่างบางประเทศเท่านั้น หลายประเทศยังใช้โรงไฟฟ้าถ่านหิน และกำลังจะสร้างเพิ่มด้วย เช่น ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ข้อเท็จจริงที่เราต้องยอมรับคือพื้นที่ภาคใต้มีพลังงานไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ หากไม่สร้างโรงไฟฟ้าแล้วจะทำอย่างไร จึงสนับสนุนให้รัฐบาลดำเนินการตามความจำเป็น

กสม.สั่งสอบกรณี “น้องเมย”

ช่วงเย็นวันเดียวกัน นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า ที่ประชุม กสม.ได้พิจารณากรณีเลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทยร้องเรียนให้ตรวจสอบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือน้องเมย นักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 โรงเรียนเตรียมทหาร เห็นว่ามีประเด็นที่อาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงเห็นสมควรหยิบยกให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงถึงสาเหตุการเสียชีวิต หากสาเหตุการตายเกิดจากการบังคับจากผู้อื่นให้กระทำการใดๆ อันเป็นเหตุให้ถึงแก่ชีวิต จะเป็นการขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และอาจมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา หรืออาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม ซึ่งประเทศไทยได้ลงนามเป็นภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม โดยมอบหมายให้คณะ อนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองดำเนินการต่อไป