วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดปากแพะคดีพยายามฆ่า นอนคุกฟรี 2 ปี ทนาย แฉ พบพิรุธเบื้องหลังแพ้คดี

อีกหนึ่งเรื่องราวของสองชีวิตผู้บริสุทธิ์ที่ต้องอยู่อย่างไร้อิสรภาพในห้องขังยาวนานถึง 2 ปี 6 เดือน เนื่องมาจากคดีพยายามฆ่า และพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะ พวกเขายังอยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต แต่แล้วโชคชะตาหรือใครบันดาลทำให้สองชีวิตต้องโดนพิพากษาจำคุก 20 กว่าปี

อะไรที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในชีวิตของพวกเขา ไปค้นหาคำตอบได้ นับแต่บรรทัดนี้...

“อยู่ๆ ผมก็กลายเป็นแพะ...” เปิดปากแพะ ติดซังเต 2 ปี 6 เดือน คดีพยายามฆ่า

นายศิวัช หัสดง อายุ 23 ปี อดีตแพะคดีพยายามฆ่า เล่าย้อนไปยังเหตุการณ์เมื่อ 4 ปีก่อนว่า วันที่เกิดเหตุตนเรียนภาคค่ำ เลิกประมาณ 3 ทุ่ม โดยได้ขี่รถจักรยานยนต์มากับเพื่อนกลุ่มใหญ่บนถนนรามคำแหง โดยมีนายสุวิท ดาแหม็ง ในวัย 26 ปี อดีตแพะอีกคนนั่งซ้อนท้าย ซึ่งตนขับมาคันหน้าสุดนำห่างจากกลุ่มประมาณ 10-20 เมตร จู่ๆ ก็มีเสียงดัง ปัง!!! ตนจึงชะลอรถแล้วหันไปดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ตนอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุไกลพอสมควร แต่เมื่อไม่ได้เห็นเหตุการณ์อะไรมากจึงขี่รถต่อไปโดยไม่ได้สนใจ

ต่อมา ปรากฏว่ามีหมายจับมาถึงตัวเองจึงเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น โดยวันนั้นมีการยิงกันหน้าร้านหมูกระทะย่านรามคำแหง จนเป็นเหตุให้นายศักดา กอณีย์ และพนักงานในร้านบาดเจ็บ ซึ่งตนได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาว่าไม่ได้เป็นคนทำ และตนก็รู้สึกงงมากว่า ตนไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลชั้นต้น เรื่องราวกลับตาลปัตรกลายเป็นว่านายสุวิท เป็นคนขับ และตนเป็นคนซ้อนท้ายและเป็นคนยิง ซึ่งตนและนายสุวิทพยายามสู้คดีมาโดยตลอด และทางผู้เสียหายก็ยืนยันด้วยว่า ตนและเพื่อนไม่ใช่คนยิง

แต่มีประจักษ์พยานคนหนึ่งที่บอกว่าตนเป็นคนยิง ขณะที่ หลักฐานของฝ่ายตนไม่มีน้ำหนักมากพอ โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้จำคุก 20 กว่าปี จนเมื่อถึงศาลฎีกา พ่อของตนได้เข้าขอความช่วยเหลือกับกระทรวงยุติธรรม โดยได้เตรียมทนายไว้ช่วยเหลือในคดีนี้ และนำพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดขึ้นศาล กระทั่งศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง ตนและเพื่อนจึงจำคุกฟรี 2 ปี 6 เดือน โดยเพิ่งจะออกจากคุกเมื่อวันที่ 21 พ.ย. ที่ผ่านมา

“วันที่เกิดเหตุผมไม่ได้เห็นเหตุการณ์อะไรมาก ก็เลยพูดอะไรมากไม่ได้ เพราะไม่ได้เห็น แต่ไม่รู้ว่าพยานฝ่ายโจทก์ไปเอามาจากไหนว่าผมกับเพื่อนเป็นคนทำ และขอยืนยันว่า ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนยิง และผมเองก็ไม่ได้รู้จักกับผู้เสียหายด้วย” อดีตแพะ เล่าเหตุการณ์

“เหมือนเกิดใหม่...” ก.ยุติธรรมช่วยสู้คดีจนชนะในชั้นฎีกา

นายศิวัช เล่าต่อว่า ตลอดระยะเวลา 2 ปีกว่าที่ต้องถูกจองจำในห้องขัง ทำให้ขาดโอกาสในหลายเรื่องทั้งเรียนและทำงาน โดยก่อนหน้านี้ได้เรียนรัฐศาสตร์อยู่ที่ ม.รามคำแหง ทำให้ต้องดร็อปและเริ่มเรียนใหม่ ขณะที่ ครอบครัวได้พยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เสียค่าทนายไปหลายแสนบาท แต่โชคดีที่ครอบครัว คนรอบข้าง เพื่อนๆ เข้าใจและเชื่อว่าตนไม่ได้เป็นคนกระทำ และสังคมให้โอกาสเพราะรู้ว่าตนไม่ได้กระทำความผิด

“ผมรู้สึกดีใจกับผลการตัดสินของศาลฎีกามากครับ พอออกจากคุกเหมือนได้เกิดใหม่เลย ดีใจมากๆ ที่ความยุติธรรมยังมีอยู่จริง ถามว่ารู้สึกอย่างไรที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ในชีวิต ก็รู้สึกแย่มากๆ ครับ เรียกได้ว่าแย่ที่สุดในชีวิตก็ว่าได้ อนาคตมันดับวูบ ถ้าผมแพ้คดีชีวิตผมคงไม่เหลืออะไรแล้ว และเหตุการณ์นี้มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดกับใครทั้งสิ้นครับ แต่ตัวผมเองก็ยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมอยู่นะ เพราะศาลพิจารณาตามหลักฐานที่มีอยู่ ขึ้นอยู่กับการทำสำนวนมากกว่าครับ” อดีตแพะ ถ่ายทอดความรู้สึก

ส่วนจะได้รับการช่วยเหลืออย่างไรบ้างนั้น ตอนนี้ตนเพิ่งออกมาสู่โลกภายนอก ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออะไร คงต้องเข้าไปติดต่อกับทางกรมคุ้มครองสิทธิ์ก่อน ส่วนจะฟ้องกลับเจ้าหน้าที่หรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ ต้องขอปรึกษากับทางครอบครัว และทนายก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง

“ส่วนข่าวที่ว่า ทนายความคนเก่าที่อาสาว่าความให้ในชั้นฎีกามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้กระทำผิดตัวจริงหรือไม่นั้น ผมไม่รู้เรื่องนี้ รู้เพียงแต่ว่า ทนายคนนี้ เป็นพ่อของเพื่อน แต่ไม่ทราบว่าเกี่ยวข้องอย่างไรกับคนที่กระทำผิดจริง ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดอะไร ตอนนั้นคิดว่าเราสู้ชนะแน่นอนเพราะเราไม่ผิด เราไม่ได้เป็นคนทำ แต่พอผลออกมากลับแพ้คดีอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ถามว่าจะฟ้องกลับทนายไหม ก็คงต้องดูก่อน ผมเพิ่งออกมาจากคุกยังไม่ได้คุยกับใครเลยครับ

อย่างไรก็ตาม อยากฝากบทเรียนของเรื่องนี้ไว้ด้วยว่า ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐทำคดีให้ดีกว่านี้ เพราะหลังจากที่ผมเข้าไปอยู่ในคุกผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง และส่วนตัวเชื่อว่าข้างในยังมีแพะอีกเยอะ ไม่ใช่มีผมคนเดียวหรอกครับ” นายศิวัช ฝากทิ้งท้าย

ไทม์ไลน์สู้คดี พิรุธอยู่ที่จุดไหน?

ด้าน นายยอดมงคล ทรัพย์ไพศาลสุข ทนายความของนายศิวัชและนายสุวิท ให้ข้อมูลถึงคดีดังกล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 56 เวลา 21.30 น. นายศักดา กอณีย์ และเพื่อนกำลังจะออกจากร้านหมูกระทะย่านรามคำแหง ผู้ต้องหาและพวกได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามถนนรามคำแหง แล้วจอดบริเวณหน้าร้านดังกล่าว จากนั้นผู้ต้องหาได้ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่กลุ่มของนายศักดา จำนวน 1 นัด เป็นเหตุให้นายศักดา และพนักงานในร้านบาดเจ็บ ก่อนที่กลุ่มผู้ต้องหาจะขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป ต่อมาพนักงานสอบสวนได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานก่อนขออนุมัติออกหมายจับนายศิวัช หัสดง และนายสุวิท ดาแหม็ง ในข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยมิได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร

ทั้งนี้ ในศาลชั้นต้น เมื่อครั้งที่กระทรวงยุติธรรมยังไม่ได้เข้าไปช่วย มีการนำสืบว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด โดยมีประจักษ์พยานยืนยัน และผู้เสียหายเองก็ยืนยันว่าจำเลยทั้งสองไม่ใช่คนลงมือยิง แต่เป็นอีกสองคนที่สวมหมวกกันน็อก และใส่เสื้อคลุมกันแดดคล้ายกัน ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 20 ปี ในข้อหาพยายามฆ่า และมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนโดยมิได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร

ต่อมา บิดาของจำเลยทั้งสองได้เข้าขอความช่วยเหลือกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อช่วยหาพยานหลักฐานต่างๆ เพิ่มเติม ซึ่งมีหลายปากด้วยกันที่เห็นเหตุการณ์และไม่ได้นำสืบในศาลชั้นต้น เนื่องจากทนายความของจำเลยทั้งสองไม่ได้นำเข้าไปประกอบในสำนวนคดี แต่มีพูดถึงเอาไว้ในชั้นพนักงานสอบสวน นอกจากนี้ ยังมีการหาหลักฐานจากภาพกล้องวงจรปิดนำมายืนยัน และมีเพื่อนของจำเลยทั้งสอง ซึ่งเรียนอยู่โรงเรียนเดียวกัน และขี่รถจักรยานยนต์ติดๆ กันมาให้การว่าจำเลยทั้งสองไม่ได้เป็นผู้ยิง และขี่รถล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

หลังจากนั้น จึงได้มีการยื่นเอกสารหลักฐานต่างๆ แก่ศาลอุทธรณ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นการขออุทธรณ์เพิ่มเติม แต่เนื่องจากว่าศาลอุทธรณ์มีหนังสือแจ้งมาอ่านคำพิพากษาแก่ศาลมีนบุรีก่อนแล้ว ทำให้ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษเท่ากับศาลชั้นต้น

ทนายความจึงนำไปยื่นต่อศาลฎีกาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งศาลฎีกาเพิ่งพิพากษาไปเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 60 ว่า เชื่อว่าจำเลยทั้งสองไม่ใช่ผู้กระทำความผิด และพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองมีความน่าเชื่อถือหนักแน่นมั่นคงมากกว่าโจทก์ จึงมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยจำเลยทั้งสองได้จำคุกไปแล้ว 2 ปี 6 เดือน แต่ได้ประกันตัวในศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาไม่ได้ประกันตัว

อึ้ง! สืบจนพบเบื้องหลังแพ้คดี จนต้องกลายเป็นแพะ

นายยอดมงคล กล่าวถึงปัญหาสำคัญที่ทำให้แพ้คดี ว่า “กระบวนการในศาลชั้นต้น ทนายความคนก่อนมีการนำพยานเข้าสืบบางปาก แต่บางปากก็ไม่ได้เข้าสืบ ซึ่งตามหลักแล้วควรจะนำเข้าสืบทุกปากเพื่อให้มีความชัดเจนในคดีมากยิ่งขึ้น แต่เนื่องจากว่าประจักษ์พยานที่เอาเข้าสืบมีเพียงแค่ปากเดียว รวมทั้ง ผู้เสียหาย ซึ่งยืนยันว่า คนที่ยิงเขาไม่ใช่จำเลยสองคนนี้ อาจจะทำให้พอรับฟังได้ ขณะที่มีพยานฝ่ายโจทก์ยืนยันว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนยิง ทำให้น้ำหนักไปลงที่ทางฝ่ายโจทก์ด้วย ทำให้ที่ผ่านมาศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ จำเลยทั้งสองแพ้คดี

หลังจากที่ทำเอกสารสำนวนเสร็จแล้ว ได้พบข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง คือ สาเหตุที่ทำให้จำเลยทั้งสองเสียเปรียบในศาลชั้นต้น เนื่องจากว่า มีการตัดพยานออกไปหลายปากเหมือนกัน ซึ่งเป็นประจักษ์พยานในคดีนี้ แต่เจ้าหน้าที่ได้ไปสืบและสอบปากคำ มีการบันทึกถ้อยคำเอาไว้หลายปาก และมีบันทึกในบัญชีพยานในศาลชั้นต้น แต่ทนายความไม่นำขึ้นสืบ ซึ่งจากการสืบในเบื้องลึกไปแล้วพบว่า ทนายความของจำเลยทั้งสองอาจจะมีความสัมพันธ์เป็นบิดาของผู้ที่เชื่อว่าเป็นผู้กระทำความผิดตัวจริงและขอเข้ามาทำคดีนี้ ซึ่งการกระทำแบบนี้ถือเป็นการผิดมรรยาททนาย คือ มีส่วนได้เสียในคดี และเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมได้แจ้งทางผู้เสียหายทั้งสองทราบแล้ว ส่วนจะมีการดำเนินการอย่างไรต่อไปก็เป็นเรื่องของผู้เสียหาย”

อย่างไรก็ตาม นายยอดมงคล กล่าวต่อว่า อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปดำเนินการกับผู้ต้องหาตัวจริง เพื่อนำตัวมาลงโทษตามกฎหมายต่อไป ส่วนการฟ้องร้องกลับเจ้าหน้าที่ที่จับกุมหรือทนายความคนก่อนนั้น กระทรวงยุติธรรมไม่มีนโยบายในเรื่องนี้ คงเป็นการพิจารณาของเหยื่อคดีอาชญากรรมเอง.


ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน