วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ต้องรออายุขึ้นเลข 4 ก็ “ยกคิ้ว” บิวท์หน้าเด็กได้

โดย Advertorial

เชื่อว่าหลายคนเลยพอได้ยินคำว่ายกคิ้ว แล้วอาจจะยังไม่รู้จักกันสักเท่าไหร่ รู้แค่ว่าเป็นการทำศัลยกรรมอย่างหนึ่งเท่านั้น หรือบางคนที่ยังมีอายุน้อยหน่อยก็จะรู้สึกไม่สนใจการยกคิ้ว เพราะคิดว่าต้องมีอายุที่ค่อนข้างเยอะก่อนค่อยมาสนใจเรื่องอะไรพวกนี้ แต่จริงๆ แล้วรู้ไหมคะ ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ก็สามารถเข้ามาทำการยกคิ้วได้ทั้งนั้นค่ะ 

วันนี้เราจะพามาทำความรู้จักกันว่า ‘ยกคิ้ว’ คืออะไร? แก้ปัญหาอะไรได้บ้าง? แล้วจะช่วยบิวท์ตาสองชั้นให้เกิดขึ้นมาได้ยังไงกับบทสัมภาษณ์แบบเจาะลึกจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเลยค่ะ

แพทย์ผู้รังสรรค์ความงาม นพ.วลพ ศุภวณิช (หมอเชี้ยว)

คุณหมอเชี้ยวไม่ได้เป็นแพทย์ที่เชี่ยวชาญในด้านหู คอ จมูก เพียงอย่างเดียวเท่านั้นนะคะ แต่ยังเป็นแพทย์ที่มาประสบการณ์ในด้านการทำศัลยกรรมยกคิ้ว ที่รับปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับรูปหน้าของคนไข้ได้เข้าถึงอย่างตรงจุดกับปัญหาของคนไข้ ทั้งยังได้รับเชิญเข้าประชุมวิชาการที่ต่างประเทศอยู่ตลอด ไม่แปลกใจเลยที่คุณหมอเชี้ยวจะเป็นแพทย์ใน “Masterpiece Clinic” ที่ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในเวลานี้

ประสบการณ์ของคุณหมอเชี้ยวไม่น้อยเลยจริงๆ นะคะ รู้แบบนี้แล้ววันนี้คงได้รับความรู้เรื่องการ “ยกคิ้ว” กันแบบจัดเต็มแน่นอนเลยค่ะ

ทำความรู้จัก...“ยกคิ้ว”

หลายคนคงไม่รู้จักการยกคิ้ว หรืออาจจะรู้จักกันแค่คร่าวๆ ว่าการยกคิ้วคือการดึงหน้าให้ออกมาดูตึงๆ แค่เท่านั้น แต่ข้อมูลที่แท้จริงแล้วนั้นคงต้องให้คุณหมอมาอธิบายเพิ่มเติม นายแพทย์ วลพ ศุภวณิช หรือ คุณหมอเชี้ยว ได้ให้คำอธิบายเกี่ยวกับการยกคิ้วว่า “การยกคิ้วนั้น เป็นอีกหนึ่งเทคนิคของการศัลยกรรมที่จะช่วยแก้ปัญหาคนไข้ที่มีหนังตาตก หนังตาหย่อน ตาดูเศร้า หรือตาสองชั้นหลบใน โดยการยกคิ้วจะช่วยเพิ่มระยะชั้นตาระหว่างคิ้วกับดวงตาให้มีพื้นที่มากขึ้นส่งผลให้ดวงตาของคนไข้ดูกลมโตขึ้น สดใส ผิวบริเวณหน้าผากตึงขึ้น ทำให้หนังตาที่ดูตกหย่อนยานแลดูกระชับขึ้น ที่สำคัญเลยคือหน้าดูเด็กลงไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับคนไข้ในแต่ละราย”

ภาพตัวอย่างการยกคิ้วเพื่อเพิ่มระยะชั้นตามากขึ้น

ขั้นตอนยกคิ้วลดอายุแบบปลอดภัย ไม่น่ากลัว

คุณหมอเชี้ยวกล่าวว่า สำหรับการยกคิ้วบางท่านอาจจะมองว่าเป็นการทำศัลยกรรมที่ต้องมีอาการเจ็บมากๆ แน่นอน ทีนี้เราจะมาทำความเข้าใจกันใหม่เลยนะคะว่าการยกคิ้วนั้นระหว่างผ่าตัดคนไข้แทบไม่มีความรู้สึกเจ็บใดๆ เลยค่ะ เพราะการผ่าตัดยกคิ้วจะต้องมีการวางยาสลบด้วยวิสัญญีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คุณหมอเชี้ยวแนะนำ มาเลยนะคะว่า ถ้าหากสนใจการผ่าตัดยกคิ้วนั้น ควรมองหาสถานที่ ที่มีความปลอดภัย ได้รับใบอนุญาต และมีวิสัญญีแพทย์ร่วมกับการผ่าตัดไปด้วยเป็นสิ่งที่สำคัญมากค่ะ

“สำหรับการยกคิ้ว หลังจากกำหนดจุดสำหรับการลงแผลเพื่อสอดกล้อง ก็จะใช้การผ่าตัดด้วยการนำกล้องส่อง Endoscopic มาใช้ซึ่งเป็นกล้องผ่าตัดพิเศษที่มีคุณภาพสูงมาก ทำให้ไม่ต้องกรีดแผลที่ยาว เพราะในส่วนแผลของการยกคิ้วจะอยู่ลึกเข้าไปในบริเวณของไรผมประมาณ 2-3 เซนติเมตร และแผลมีขนาดเล็กประมาณ 3-4 เซนติเมตรเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อดีที่ทำให้แผลมีขนาดเล็ก”

ไม่ได้แก้ปัญหาแค่คนอายุมาก...แต่วัยรุ่นก็เข้ามาทำได้ไม่มีปัญหา!

อาจจะคิดกันใช่ไหมคะว่าไว้ค่อยรอให้อายุมากก่อนแล้วกันค่อยมาดูกันว่าตอนนั้นจะเข้ารับศัลยกรรมยกคิ้วดีไหม เพราะว่าบางคนก็รู้สึกว่าหน้าตัวเองก็ไม่ได้หย่อนคล้อยอะไร ทำแค่ตาสองชั้นก็พอ “เทคนิคการยกคิ้วสามารถทำได้ทั้งผู้ชาย และผู้หญิง เฉลี่ยอายุน้อยที่มาทำคือ 16 ปี มากที่สุดคือ 60 ปี สำหรับคนไข้ที่มีอายุค่อนข้างมาก หน้าผากมีริ้วรอยจากอายุที่มากขึ้น หรือหนังตาตก มีริ้วรอยหางตารอยตีนกา มีปัญหาปมจากการขมวดคิ้ว การยกคิ้วนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ให้คนไข้ได้ทั้งหมด และสำหรับคนไข้อีกกลุ่มหนึ่งที่อายุน้อย ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับริ้วรอยของใบหน้าส่วนบน การยกคิ้วจะช่วยแก้ปัญหาด้านตาสองชั้นที่หลบใน ปัญหาหนังตาตก ปัญหาอื่นๆ เช่นองศาของคิ้วไม่ได้รูป หรือตำแหน่งคิ้วไม่เท่ากันก็ช่วยได้ค่ะ” ฟังแล้วก็ว้าวจริง ๆ นะคะว่าการยกคิ้วนั้นสามารถแก้ปัญหาของใบหน้าแบบเรียกได้ว่า การยกคิ้วที่ทำครั้งเดียวสามารถแก้ปัญหาได้หลากหลายจุด

ยกคิ้วบิวท์หน้าเด็ก แถมตาสองชั้นได้ยังไง??

“การยกคิ้วเป็นเทคนิคที่ได้รับความนิยมมากในต่างประเทศ แต่คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้จัก เพราะเข้าใจว่าอยากมีตาสองชั้นก็ต้องไปทำชั้นตาเพิ่ม ทั้งที่คุณก็มีชั้นตาเป็นของตัวเองอยู่แล้ว ปัญหาคือชั้นตามันหลบในอยู่ เมื่อไปทำชั้นตาเพิ่มปัญหาเดิมก็ไม่ได้ถูกแก้ไขไป การยกคิ้ว ช่วยให้มีชั้นตาได้ยังไง หมอขออธิบายว่าคนที่ตาสวยต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่างรอบดวงตา คนไข้ส่วนใหญ่ชอบคิดว่าตาที่สวยคือ ตาสองชั้น ซึ่งไม่ใช่ ลักษณะตาสวยจริงๆ คือดวงตาต้องมีพื้นที่ ตาไม่ตก หางตาหงส์ เห็นดวงตาดำอย่างน้อย 90% ชั้นตาไม่หนามากครับ”

Endotine ตัวสำคัญของการยกคิ้ว!

การยกคิ้วนั้นไม่ใช่ยกแล้วเย็บตามปกติเหมือนศัลยกรรมทั่วๆ ไปนะคะ แต่ที่พิเศษของการยกคิ้วก็คือเจ้าตัว Endotine นี่ล่ะค่ะ บางคนอาจจะเคยได้ยินชื่อตัว Endotine นี้คร่าวๆ แล้วแต่ไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วมันมีไว้ทำอะไรกันแน่ หรือ อาจจะไม่รู้จักเลยก็ได้ว่าหน้าตามันเป็นยังไงแบบไหน คุณหมอเชี้ยวก็จะมาอธิบายให้ทำความรู้จักกันไว้ค่ะ “คือวัสดุที่ทางการแพทย์ทำมาเพื่อยกกระชับบริเวณของผิวหนังส่วนที่เราต้องการแก้ไขปัญหา โดยแพทย์จะทำการฝังวัสดุ Endotine ลงไปที่บริเวณของกระดูกหน้าผาก ทำให้จะช่วยเข้าไปเสริมสร้างพังผืดใหม่ ยึดเนื้อเยื่อ ให้คิ้วยกขึ้น เป็นวัสดุอย่างที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก U.S. FDA และ KFDA เลยครับ ตัว Endotine นั้นมีความปลอดภัยสูงมากหลังผ่าตัดจะค่อยๆ สลายไปภายใน 1 ปี จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายคนไข้ที่เข้ามาทำการยกคิ้ว”

ผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง Endoscopic แผลเล็กแต่เก็บทุกรายละเอียด

ด้วยวิธีการผ่าตัดแบบการส่องกล้อง Endoscopic ที่มีขนาดเล็ก และเป็นการผ่าตัดที่เห็น และสามารถเก็บทุกรายละเอียดผ่านทางจอมอนิเตอร์ ดั้งนั้น จึงทำให้การผ่าตัดยกคิ้วจึงเป็นไปอย่างปลอดภัย ไม่ต้องกรีดแผลเพื่อผ่าตัดยาว รอยแผลผ่าตัดจะมีขนาดที่เล็กซ่อนอยู่บริเวณไรผมด้านหน้า แผลผสานเร็ว เนื่องจากจะเกิดพังผืดใหม่ที่มีผลทำให้ผิวตึงกระชับ คิ้วยกขึ้น หน้าผากยกขึ้น รวมไปถึง ชั้นตาของคุณจะดูชัดเจน เป็นผลลัพธ์ให้ใบหน้าดูเด็กลง

“คนไข้บางคนที่เข้ามารับการผ่าตัดยกคิ้ว อาจมีความกังวลเรื่องความเจ็บปวดในระหว่างการผ่าตัด แต่สำหรับผมบอกเลยครับว่าที่คลินิกมีวิสัญญีแพทย์ในการวางยาสลบ และหลังคนไข้ฟื้นขึ้นมาจากการผ่าตัดก็มียาที่จะช่วยให้คนไข้ไม่เจ็บปวดจากการผ่าตัดเลยครับ”

“หลังจากเข้ารับการผ่าตัดยกคิ้วจะใช้ระยะเวลาในการพักฟื้น 2-3 วัน หลังจากนั้น 7-10 วันก็สามารถเข้ามาตัดไหมได้ และจะใช้เวลาในการเข้าที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ครับ การดูแลทั่วไปหลังจากผ่าตัด โดยปกติหลังผ่าตัดเสร็จจะมีพยาบาลสระผมให้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ คนไข้สามารถสระผมได้ตามปกติหลังจากเข้ามายกคิ้วได้ในวันที่ 3 หลังทำครับ”

ภาพตัวอย่างการยกคิ้วด้วยกล้อง Endoscopic

เรียกได้ว่าหลังจากฟังคุณหมอเชี้ยว อธิบายมาทั้งหมดทำให้รู้จักการทำศัลยกรรมยกคิ้วอย่างละเอียดแล้ว ยังได้รับความรู้เพิ่มเติมติดกระเป๋าไปอีกเพียบ สิ่งสำคัญที่คุณหมอเชี้ยวแนะนำว่าจำเป็นที่สุดสำหรับคนไข้ในการทำศัลยกรรมคือการเลือกปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการผ่าตัด และพูดคุยกับแพทย์เพื่อประเมินและตรงจุดกับปัญหาของคนไข้เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพอใจมากที่สุดค่ะ