วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดห้องโดยสารสู่ดาวอังคาร

ใฝ่ฝันอย่างเปิดเผยถึงการเดินทางไปสู่ดาวอังคารตลอดหลายปีที่ผ่านมา ล่าสุด อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเทสล่า Tesla และซีอีโอของสเปซเอ็กซ์ (SpaceX) บริการขนส่งอวกาศภาคเอกชน ออกมาเผยรายละเอียดของทริปสู่ดาวอังคารของมนุษยชาติทริปแรก ว่าจะราบลื่นราวกับผ้าไหม

อีลอน มัสก์ (Elon Musk) อธิบายว่า การเดินทางทริปแรกสู่ดาวอังคารด้วยยานที่มีชื่อรหัสว่า BFR จะมีขึ้นในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือในปี 2565 โดยทริปแรกจะเป็นการขนส่งอุปกรณ์ สินค้าก่อน ยังไม่ได้บรรทุกคน

จากนั้นอีก 2 ปี จึงจะเป็นทริปที่มีคนโดยสารไปด้วย เนื่องจากวงโคจรระหว่างโลกกับดาวอังคารจะเชื่อมต่อกันทุก 2 ปี การเดินทางจึงจะทำได้ในทุกๆ 2 ปี

ซีอีโอสเปซเอ็กซ์ บอกอีกว่า การเดินทางไปดาวอังคารจะใช้เวลาราวครั้งละ 3-6 เดือนในจรวดยักษ์ ซึ่งจะเป็นยานพาหนะสู่ดาวอังคาร จะประกอบด้วยเคบินหรือห้องโดยสาร ซึ่งผู้โดยสารจะต้องใช้ร่วมกัน ในจรวด 1 ลำจะมีเคบินประมาณ 40 เคบิน แต่ละเคบินสามารถจุผู้โดยสารได้เต็มที่ 5-6 คน แต่เพื่อความสะดวกสบาย ไม่แออัดเกินไป จำนวนผู้โดยสารน่าจะอยู่ที่เคบินละ 2-3 คน

เคบินจะมีขนาดราว 9 เมตร หรือ 30 ฟุต มีความจุของห้องโดยสารขนาดเท่าๆกับห้องโดยสารบนเครื่องแอร์บัส A380 โดยประกอบด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระ ห้องครัว และส่วนเพื่อความบันเทิง ไม่ต่างจากเครื่องบินพาณิชย์

แต่ที่แตกต่างก็คือ การเดินทางไปสู่ดวงดาวนั้นจะไม่มีแรงเสียดทานใดๆ เพราะเป็นการเดินทางผ่านชั้นอวกาศไปสู่จักรวาลอันกว้างใหญ่ จรวดจึงจะเหินฟ้าได้โดยราบเรียบราวกับเส้นทางไหม ไม่มีหลุมอากาศ ไม่มีอากาศ หรือชั้นบรรยากาศ

สิ่งแตกต่างสำคัญจากดาวโลกอีกประการก็คือ สีของท้องฟ้า ที่ดาวอังคารในตอนพระอาทิตย์ขึ้นและตก ท้องฟ้าจะมีสีฟ้า ส่วนระหว่างวัน ท้องฟ้าจะเป็นสีแดง ผู้โดยสารคนแรกๆที่ได้หยั่งเท้ายังบนพื้นผิวดาวอังคารจะเหยียบลงบนพื้นหินขรุขระและฝุ่น ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักบนดาวอังคาร ไม่มีอุปกรณ์อื่นใดมากไปกว่านั้น เนื่องจากการไปเยือนดาวอังคารครั้งแรกควรจะเป็นธรรมชาติ ส่วนหลังจากนั้นใครจะไปสร้างหรือลงทุนอะไรก็คงเป็นเรื่องของอนาคต

ดังนั้น ผู้โดยสารที่หวังจะโพสต์ภาพลงบนโซเชียลมีเดีย หรือติดต่อสื่อสารกับโลก คงต้องรอกลับมายังโลกก่อน หรือจนกว่าจะมีใครเข้าไปลงทุนปักเสาสัญญาณให้บริการมือถือบนคลื่นความถี่แถวนั้น

อย่างไรก็ตาม อีลอน มัสก์กล่าวว่า แน่นอนเหลือ เกินภารกิจต่อๆไปหลังจากนั้น คือการสร้างเมืองใหม่บนดาวอังคาร ตามความเชื่อของเขาที่ว่าโลกจะเข้าสู่ยุคสูญพันธุ์ใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ทำให้มนุษย์จำเป็นต้องหาที่อยู่ใหม่ และไม่มีอะไรน่าพิสมัยเท่ากับการอาศัยอยู่ท่ามกลางดาวเคราะห์น้อยใหญ่ของระบบสุริยจักรวาล.