วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความยุติธรรมยังมี! ฎีกายืนคุก15ปี 2บิ๊กตร.ช็อตผู้ต้องหา ปิดคดีดังระนอง

จบแล้วคดีดังเมืองระนอง หลังต่อสู้นานถึง 15 ปี! “พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว-พ.ต.อ.อนุชน ชามาตย์” ใช้ไฟช็อตผู้ต้องหาให้ซัดทอดนายกเล็กจ้างวานฆ่า สมาชิกสภา อบต.บางริ้น ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 15 ปี ด้านญาติผู้เสียหายเตรียมปรึกษาทนาย ขอรื้อฟื้นคดีใหม่ หลังสามีติดคุกมา 4 ปี

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 พ.ย.60 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 1 ศาลจังหวัดระนอง ศาลนัดอ่านคำพิพากษา คดีระหว่าง นายวิโรจน์ สุวรรณี โจทก์ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน และ พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 14 คน ในคดีบังคับใช้ไฟฟ้าช็อตให้ นายวิโรจน์ สุวรรณี โจทก์ที่ 1 และ นายวินัย ขุนแผ้ว โจทก์ที่ 2 ให้การซัดทอด นายกรีฑา ยกย่อง โจทก์ที่ 3 (ปัจจุบันนายกรีฑา เป็นนายกเทศมนตรีเมืองบางริ้น) ว่า เป็นผู้จ้างวานให้ใช้ปืนยิง นายเกษม คงตุก สมาชิกสภา อบต.บางริ้น เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 ต.ค.45 เหตุเกิดที่ ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง 

เมื่อถึงเวลานัดอ่านคำพิพากษา เวลา 10.30 น. ฝ่ายโจทก์ในคดีนี้เดินทางมาศาล ประกอบด้วย นายวินัย ขุนแผ้ว นายกรีฑา ยกย่อง และครอบครัวของนายวิโรจน์ สุวรรณี แต่ปรากฏว่าทางฝ่ายจำเลยคือ พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว จำเลยที่ 1 และ พ.ต.อ.อนุชน ชามาตย์ จำเลยที่ 2 ยังคงหลบหนีและถูกออกหมายจับไปแล้วก่อนหน้านั้น ในส่วนจำเลยที่เหลือประกอบด้วย พ.ต.ท.พิศิษฐ์ วิเศษวงศ์ พ.ต.ท.ธานี นาคหกวิค ด.ต.อนุชิต สุวรรณเติมเต็ม ด.ต.ทรงวุฒิ ครุฑชนะพงษ์ ด.ต.มนตรี ทองสุบรรณ จ.ส.ต.ธนวัฒน์ มะยงค์ จ.ส.ต.สุรพงศ์ สุขสำเภา จ.ส.ต.สุรพงษ์ ยินดี ส.ต.อ.สุวัฒน์ อินทร์สุวรรณ จ.ส.ต.สุชาติ พิมพ์ทอง ส.ต.อ.อดุลย์ สุทธิงาม และ ส.ต.ต.สุรชัย ขวัญแก้ว รวม 12 คน เดินทางมาฟังคำพิพากษาทั้งหมด 

ในคดีนี้คำฟ้องของโจทก์ระบุว่า จำเลยทั้งหมดร่วมกระทำจับกุมเพื่อบังคับใช้ไฟฟ้าช็อตให้ นายวิโรจน์ สุวรรณี โจทก์ที่ 1 และนายวินัย ขุนแผ้ว โจทก์ที่ 2 ให้ซัดทอดนายกรีฑา ยกย่อง โจทก์ที่ 3 ว่าเป็นผู้จ้างวานให้ใช้ปืนยิง นายเกษม คงตุก สมาชิกสภา อบต.บางริ้น เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 ต.ค.45 เหตุเกิดที่ ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 14 คน

ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มาตรา 200 วรรค 2 มาตรา 295 มาตรา 296 มาตรา 309 วรรคแรก มาตรา 310 ทวิ ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หรือจัดการให้เป็นไปตามกฎหมายอาญา เพื่อจะแกล้งให้โจทก์ที่ 3 ต้องรับโทษ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 15 ปี

ต่อมาวันนี้เวลา 10.30 น. ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาอีกครั้ง หลังจากมีการเลื่อนอ่านคำพิพากษามาแล้วถึงสามครั้งตามที่ได้รายงานไปแล้วก่อนหน้านี้ เนื่องจากจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ไม่มาฟังคำพิพากษาดังกล่าว ศาลจึงอ่านคำพิพากษาลับหลังในวันนี้ โดยศาลใช้เวลาอ่านคำพิพากษานานกว่าชั่วโมงครึ่ง มีความยาว 41 หน้ากระดาษ ซึ่งศาลฎีกาได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 15 ปี นับว่าเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 15 ปี และยกฟ้องจำเลยที่เหลืออีก 12 คน

สำหรับคดีนี้มีการต่อสู้กันมายาวนานกว่า 15 ปี ด้านนายกรีฑา ยกย่อง โจทก์ที่ 3 ในคดีนี้กล่าวว่า ดีใจที่ศาลตัดสินคดีนี้อย่างเป็นธรรม ที่สู้มาตลอดเพราะต้องการความเป็นธรรมจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ถามว่าถ้าเราไม่สู้เราก็ตายอย่างเดียว ขอขอบคุณความยุติธรรมที่ยังมีให้กับประชาชนได้ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง หลังจากนี้จะให้ทนายดำเนินการคดีทางแพ่งอีกครั้งต่อไป

ด้าน น.ส.ปิยวดี คชสิงห์ ภรรยา นายวิโรจน์ สุวรรณี โจทก์ที่ 1 ซึ่งขณะนี้โดนจำคุกอยู่ที่เรือนจำบางขวาง เปิดเผยว่า วันนี้ครอบครัวดีใจที่สุด หลังจากรอคอยมายาวนาน ขณะนี้สามีของตนได้ติดคุกมากว่า 4 ปีแล้ว เมื่อคำตัดสินของศาลออกมาแบบนี้ ก็จะมีผลดีต่อตัวสามีในการที่จะขอรื้อฟื้นคดีใหม่ ซึ่งต้องปรึกษากับทนายความอีกครั้งหลังจากนี้.