วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ครม.เข็น 11 มาตรการพ่วง ม.44 ปลดล็อกก่อสร้างหวังอันดับยาก-ง่ายธุรกิจพุ่งต่อ

รัฐคึกเข็น 11 มาตรการดันอันดับความยาก-ง่ายทำธุรกิจให้ดีขึ้นกว่าเดิม หลังได้รับการปรับขึ้น 20 อันดับในรอบที่ผ่านมาจากธนาคารโลก เล็งแก้กฎหมายการขออนุญาตก่อสร้างตามระเบียบ กทม.ที่กำหนด ตรวจสอบความเสี่ยงในการก่อสร้าง 7 รอบ เหลือ 3 รอบ พร้อมแก้ระเบียบกรมที่ดินรองรับการจดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมให้สามารถทำได้ทุกสำนักงาน หากติดขัดเรื่องใดพร้อมเสนอนายกฯ ใช้ ม.44 กรุยทาง

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบผลการจัดอันดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจของธนาคารโลก (Doing Business 2018) ที่อันดับของไทยดีขึ้น 20 อันดับ มาอยู่อันดับที่ 26 ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมา 2 ปี ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่งได้รับการยกย่องจากเวิลด์แบงก์ว่าเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีพัฒนาการดีที่สุดในโลก โดยอยู่ในอันดับที่ 2 รองจากบรูไน โดยรัฐบาลได้เตรียมการที่จะดำเนินการพัฒนาต่อไปเพื่อให้อันดับดีขึ้นกว่าเดิมโดยอาศัยแรงเหวี่ยงจากปีที่ผ่านมา ซึ่งหน่วยงานที่ทำงานมาหลังประกาศผลออกมาแล้วมีความฮึกเหิม ในรอบใหม่นี้เชื่อว่าจะตั้งใจทำอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าอันดับจะต้องดีขึ้นกว่าเดิมพอสมควร ส่งผลถึงประชาชนที่ทำมาหากินจะมีความสะดวกสบายขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ครม.ได้เห็นชอบกรอบแนวทางที่ทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) เสนอสำหรับการดำเนินการยกระดับความยาก-ง่ายในการประกอบธุรกิจของไทยให้ดีขึ้นกว่าเดิมในปีงบประมาณ 2561 ซึ่งมีจำนวน 11 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการเริ่มต้นธุรกิจ จะสร้างการรับรู้ ทำความเข้าใจ และประชาสัมพันธ์ เรื่องระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Registration) และกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเป็นอัตราคงที่ และลดอัตราค่าธรรมเนียมสำหรับระบบจดทะเบียนนิติบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ 2.การขออนุญาตก่อสร้างจะแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการขออนุญาตและควบคุมการก่อสร้างอาคาร โดยใช้วิธีตรวจสอบความเสี่ยงการก่อสร้างอาคารเป็น 3 ช่วง คือ ก่อนการก่อสร้าง ระหว่างการก่อสร้าง และหลังการก่อสร้าง จากปัจจุบันกำหนดการตรวจสอบไว้ 7 ครั้ง จะช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสะดวกสบาย

ด้านที่ 3.เรื่องการขอใช้ไฟฟ้าจะขึ้นทะเบียนผู้ตรวจสอบสายภายในเพิ่มเติม พร้อมปรับปรุงค่าธรรมเนียมการขอใช้ไฟฟ้าให้ดีขึ้น รวมทั้งเพิ่มจำนวนธนาคารตัวแทนที่เข้าร่วมรับชำระค่าธรรมเนียมการขอใช้ไฟฟ้า 4.การจดทะเบียนทรัพย์สินจะเปลี่ยนแปลงการแบ่งเขตและแผนผังการใช้ที่ดิน เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลรูปแปลงที่ดินกับข้อมูลของสำนักผังเมืองกรุงเทพมหานครได้ และการจัดทำระเบียบกรมที่ดินเพื่อรองรับการจดทะเบียนสิทธิ์และนิติกรรมที่จะเกิดขึ้น ณ สำนักงานที่ดินที่ใดก็ได้รองรับการจดทะเบียนออนไลน์ในอนาคต 5.การได้รับสินเชื่อจะปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับหลักประกันทางธุรกิจให้ดีขึ้นกว่าเดิม 6.การคุ้มครองผู้ลงทุน 7.การชำระภาษีโดยขยายฐานการชำระเงินสมทบผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment)

8.การค้าระหว่างประเทศ จะดำเนินโครงการรายงานเรือเข้าและบัญชีสินค้าสำหรับเรือผ่าน National Single Window (NSW) และโครงการเชื่อมโยงใบกำกับการขนย้ายสินค้าและแบบขอนำตู้สินค้าขาออกผ่านท่าเข้าเขตศุลกากรการท่าเรือฯ ผ่านระบบ NSW เพื่ออำนวยความสะดวกด้านเอกสาร ค่าใช้จ่ายและเวลา 9.การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการทำงานเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน 10.การแก้ปัญหาการล้มละลาย และ 11.การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่จะต้องสร้างการรับรู้ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560

“ในปีนี้ประชาชนจะได้รับความสะดวกสบาย ในการทำธุรกิจและการติดต่อกับภาครัฐมากขึ้นกว่าเดิม และมั่นใจว่าน่าจะทำให้อันดับของไทยดีขึ้นกว่าเดิมพอสมควร ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ดำเนินการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องโดยหลายเรื่องที่เสนอมาใช้เวลา 3-5 ปี ได้สั่งให้ทำให้เร็วกว่านั้น และต้องเร่งดำเนินการเพราะเวิลด์แบงก์จะมาตรวจรอบต่อไปในเดือน พ.ค.ปีหน้า และในเดือน มิ.ย.

จะรวบรวมความคืบหน้าแล้วไปให้คะแนน และประกาศ ผลในเดือน ต.ค. 2561 ดังนั้น ถ้าต้องการจะเห็นผลที่แท้จริงต้องเร่งดำเนินการตั้งแต่ตอนนี้จนถึงเดือน พ.ค.ปีหน้า โดยเฉพาะการจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์ในขั้นตอนต่างๆ จะได้คะแนนก็ต่อเมื่อมีผู้มาใช้ในระบบเกิน 50% โดยในส่วนของการแก้ไขกฎระเบียบบางอย่างที่มีความจำเป็นหากติดขัดก็จะขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 44 ช่วยให้เกิดความรวดเร็วเหมือนที่ผ่านมา”.