วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจ คิตตี้ ทุกเรื่องดราม่า เงิน 8 หมื่น สถานะล่าสุดกับ กิตติ

“กดเงินไป เพราะว่าไม่ใช่เงินของมูลนิธิ แต่ว่าเป็นเงินบัญชีกิตติที่เพื่อนในเฟซบุ๊กโอนเข้ามา ก็โอนใช้คืนเขาไป เอาไปใช้เจ้าหนี้ เพราะไม่ใช่เงินทางมูลนิธิ ทางมูลนิธิก็จัดการช่วยเหลือคนป่วยไป อันนี้ไม่ใช่เงินของคนป่วย เป็นเงินของเพื่อนโอนเข้ามาก็โอนคืนเขาไป เป็นเงินส่วนตัวของกิตติ เงินของมูลนิธิทางคุณไทด์เขาดูแลแล้ว เงินส่วนนี้ไม่เกี่ยว สมุดบัญชีและเอทีเอ็มคืนพี่กิตติไปแล้ว มันไม่ใช่เงินของมูลนิธิ ไม่งั้นก็คงไม่กล้าไปวุ่นวาย เงินของเพื่อนในเฟซที่โอนเข้ามา เราก็ใช้หนี้เขาไป”

คิตตี้ หรือ น.ส.ศศิประภา รุ่งมงคล อายุ 27 ปี เปิดใจกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เมื่อ 14 พ.ย. 60 กล่าวถึงเงิน 8 หมื่นบาท ที่ได้มาจากการโพสต์เฟซบุ๊กขอบริจาค หลังสามี นายกิตติ กลิ่นเกลี้ยง หรือ กิตติ ดัสกร อายุ 67 ปี น้องชาย “ดามพ์ ดัสกร” นักแสดงดาวร้ายชื่อดัง ป่วยเป็นอัมพฤกษ์ซีกซ้าย มืออ่อนแรง ขาเดินไม่ได้มาตั้งแต่เดือน ต.ค. ได้รับการดูแลตามมีตามเกิด อยู่ในบ้านที่รกเต็มไปด้วยขยะ

กระทั่ง นายเอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ หรือ ไทด์ รู้ข่าวจึงได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ จนนายกิตติได้เข้ารับรักษาตัวใน รพ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ทำให้อาการดีวันดีคืน และญาติพี่น้องได้เข้ามาให้กำลังใจและเยี่ยมเยียน โดยไร้เงาของคิตตี้ ซึ่งเดินทางมาอยู่บ้านแม่ที่หัวหิน จ.ประจวบฯ ได้ 1 สัปดาห์ พร้อมบอกว่า แม่มีแฟนและอยู่ประเทศสวีเดน ผู้สื่อข่าวถามไถ่ความเป็นอยู่ว่าทำอะไรบ้างอยู่ที่หัวหิน เธอตอบว่า

“ก็กะว่าจะทำร้านอาหาร แต่ยังต้องดูเด็กก่อน ต้องพาไปโรงพยาบาล ที่จริงหนูไม่ได้ทอดทิ้งเด็ก ยังไงก็ไม่ทิ้งเด็กเด็ดขาด ถ้าทิ้งก็คงทำแท้งไปนานแล้ว ไม่ปล่อยให้อยู่ทุกวันนี้หรอก ยังไงก็ไม่ทิ้งเด็ดขาด”

และได้ติดต่อคุณกิตติ ล่าสุดเมื่อไหร่

“เมื่อวาน (13 พ.ย. 60) ติดต่อกับคนดูแล เขาก็ต่อว่าว่าไม่ต้องโทรมาอีก ที่อาดามพ์บอกจะโดดตึก ไม่ใช่เป็นเพราะอาดามพ์ เป็นเพราะว่าเมียเก่ากิตติมาวุ่นวาย จะเอาลูกเราไป เราก็ไม่ยอม ไม่อยากอยู่กับกิตติเพราะเมียเก่ามาตามวุ่นวายตลอด”

สถานะล่าสุดกับ “กิตติ”?

“ต้องแล้วแต่คุณกิตติ จะตัดสินใจยังไง เป็นอะไรก็ได้ทั้งนั้น ถ้าเกิดยังห่วงเด็ก รักเด็ก ก็สามารถกลับมาอยู่หัวหินได้ แล้วแต่เขาจะเลือกยังไง เป็นสิทธิส่วนบุคคล เขาไม่ให้ไปดูแล ไม่ให้ไปวุ่นวาย ไม่ให้ติดต่อพูดคุยกับคุณกิตติ แต่ก็ไม่ได้ทิ้ง ไม่ได้อะไร ก็มีลูก อยากให้เด็กเจอบ้าง แต่ก็กันทุกอย่าง เงินก็หาว่าไปเอาเงินบริจาค กดมาใช้หนี้ก็ว่าเราโกง บางทีมันก็ไม่ใช่ความจริงเสมอไป เพราะทางโน้นก็เอาผิดเราได้ เขาโอนเงินมาให้เรา”

และต่อจากนี้จะยุ่งเกี่ยวกับ “กิตติ” อีกไหม?

“ก็ยังอยากจะไป ทางโน้นเขากันไม่ให้ไป เขาจะแกล้งเขียนข่าวผิดๆ ว่าเราไม่มาดูแลเลย พอดีอัดเสียงไว้ทั้งหมด เวลาคุยกัน อยากไปเยี่ยมบ้าง แต่เขาก็หาว่าไปโวยวายที่โรงพยาบาล มันไม่ใช่โวยวาย เมียเก่าเขามาหาเรื่องเราก่อน เราจะไม่สู้เลยก็เป็นไปไม่ได้”

สำหรับเรื่องความรักครั้งใหม่ ซึ่งคิตตี้เคยบอกว่าเลิกกับกิตติไป 2 ปี และเหตุที่ยังข้องแวะด้วยนั้นเพราะลูก และตนได้คุยกับคนอื่นนั้น เท็จจริงอย่างไร มีรักใหม่จริงหรือ

“ก็คุยเฉยๆ แต่ว่ายังไม่ได้ไปมีเพศสัมพันธ์อะไรทั้งนั้น คุยเฉยๆ เหมือนเป็นเพื่อนกันมากกว่า ประมาณนั้น”

เปิดบัญชีใหม่ เบิกได้ต้องเซ็นต์ 2 ใน 3 คน

ด้านนายอภินันท์ รัตนะวิศ ประธานหมู่บ้านปิยะวรารมย์ 3 ที่กิตติอาศัย และเป็นตัวแทนผู้ดูแลกิตติ เปิดเผยข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า เหตุที่ไม่ให้คิตตี้ยุ่งเกี่ยวอะไรทั้งเรื่องเงินและการดูแลจนกว่านายกิตติจะหายดีนั้น เป็นเพราะความไม่โปร่งใส่ของคิตตี้ ที่กดเงินไป 8 หมื่น เมื่อตนและนายไทด์ เอกพัน ถามว่าเอาเงินไปทำอะไร ก็ไม่ได้รับคำตอบซึ่งเงินนั้นเป็นเป็นเงินบริจาคของประชาชน ทุกคนก็อยากรู้ว่าใช้ไปทำอะไรบ้าง เลยปรึกษาทางพี่ไทด์ และพี่อมต ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลเรื่องนี้ คิตตี้จึงยอมบอกว่าเอาไปใช้หนี้ และได้คืนสมุดบัญชีชื่อนายกิตติ ซึ่งมียอดคงเหลือ สองแสนกว่าบาท และบัตรเอทีเอ็มให้นายกิตติแล้ว

ตอนนี้เปิดบัญชีรับบริจาคเล่มใหม่ในนาม 3 คน หากจะเบิกเงินต้องเซ็นต์ สองในสามคน ต้องไปเบิกที่เคาเตอร์ ไม่มีบัตรเอทีเอ็ม การจะเบิกเงินแต่ละครั้งก็มาคุยกัน และทำบัญชีค่าใช้จ่าย เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลและความเป็นอยู่ของกิตติทั้งหมด ใบเสร็จค่าใช้จ่ายต่างๆ หรือ ใบเสร็จซื้อเครื่องช่วยเดิน โต๊ะนั่งถ่าย หรืออุปกรณ์ต่างที่นายกิตติต้องใช้ในการรักษาก็เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อความโปร่งใส เพราะเงินเหล่านี้เป็นเงินบริจาคจากประชาชน

เบื้องหลังคิตตี้ ตัวตนแท้จริง ที่คนยังไม่เคยรู้

สำหรับบ้านหลังดังกล่าวที่นายกิตติและคิตตี้อาศัยอยู่ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 นั้น แท้จริงเป็นบ้านของเพื่อนดารา ให้มาอยู่ฟรี แต่ต้องจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าส่วนกลางเดือนละ 300 บาท จากข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวได้ลงสำรวจในหมู่บ้าน ชาวบ้านรายหนึ่งได้ให้ข้อมูลว่า สภาพบ้านดีขึ้นเยอะมาก หลังจากได้รับการช่วยเหลือจากนายไทด์ เอกพันธ์ ไม่มีกลิ่นเหม็นหรือเสียงดังจากสุนัข 8 ตัวที่ทั้งคู่เลี้ยงไว้


กับข่าวที่คิตตี้บอกว่าถูกนายกิตติทำร้ายร่างกายนั้น ชาวบ้านอีกคนก็บอกว่าไม่เคยเห็น แต่จะได้ยินเสียงเอะอะโวยวายทะเลาะกันประปราย บางครั้งก็มีเสียงคิตตี้กรีดร้องวี๊ดว๊าย ร้องเหมือนคนขาดยา ซึ่งไม่รู้ว่ามีโรคประจำตัวอะไรไหม ส่วนคิตตี้ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร อยู่แต่ในบ้าน แต่มักเห็นเล่นไลน์ และคุยโทรศัพท์นอกบ้านอยู่บ่อยๆ ในเวลาดึกดื่น เที่ยงคืน ตีสองยังโทรศัพท์ไป ร้องไห้ไปอยู่เลยจนคิดว่าถูกผีหลอก


อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านอีกรายก็ให้ข้อมูลว่าเมื่อนายกิตติไม่อยู่บ้านเพราะต้องไปถ่ายละครหลายคืน บางครั้งคิตตี้ก็หายไปทั้งคืน โดยซื้อขนมปังทิ้งไว้ให้ลูก ปิดประตูขังไว้ในห้อง ที่ตนรู้เพราะได้ยินเสียงเด็กร้องจึงเข้าไปดู ลูกเต้าไม่เคยดูแล ไม่ค่อยได้กิน เคยเห็นลูกคนเล็กมาเอาอาหารในจานหมาที่ตนไปใส่ไว้มากินเลย ไม่ค่อยได้อาบน้ำ จนหัวเป็นเชื้อรา ปล่อยลูกวิ่งเล่นโทนๆ นอกบ้าน จนเกือบเผาบ้านอีกหลัง ไม่เคยล้างจาน ไม่เคยกวาดบ้าน ถูบ้าน และจากการติดตามข่าวและตนเป็นคนท้องถิ่น ยืนยันว่าหลายเรื่องที่คิตตี้ให้ข้อมูลกับสื่อ หรือออกทีวี ไปไม่เป็นความจริงเลย


ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน