วันอาทิตย์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รู้จักบายพาสหัวใจ เลี่ยงเสี่ยงโรคหัวใจ

“รู้ก่อน...ป้องกันได้” ประโยคนี้สำคัญเกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพ ไม่ต่างกับ...“You are what you eat”...คุณกินข้าวขาหมู ก็ต้องรับไขมัน คุณกินลอดช่อง...น้ำอ้อย ก็ต้องรู้ว่าน้ำตาลต้องขึ้น ต้องมีสติที่รู้ว่าจะกินอะไรแล้วจะได้อะไร และควรรู้จักป้องกันตัวเองเสียแต่เนิ่นๆ

ขีดวงเจาะจงเรื่อง “หัวใจ” รายที่ต้องทำ “บายพาส” นายแพทย์วิฑูรย์ ปิติเกื้อกูล รองผู้อำนวยการศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ บอกว่า คนไข้ที่มีเส้นเลือดหัวใจตีบจำเป็นต้องทำบายพาส ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรคนไข้คนไหนเป็นหรือไม่? อาการส่วนใหญ่แล้ว จะแน่นหน้าอก ที่ชัดเจนคือแน่นแล้วร้าวไปที่กรามข้างซ้ายหรือขวา หรือร้าวไปที่แขนข้างซ้ายหรือขวา แต่ส่วนใหญ่จะร้าวไปที่ข้างซ้ายมากกว่า

ถ้ามีอาการอย่างนี้ถือเป็นอาการที่เด่นชัดว่าน่าจะเป็น...“โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ”

กระนั้นในหลายๆคนก็อาจไม่มีอาการเด่นชัดอย่างนี้ก็ได้ บางคนก็มีอาการแค่จุกๆแน่นๆบริเวณลิ้นปี่ อาจเป็นอาการเริ่มต้นของโรคนี้ได้ การระบุชี้ชัดทางการแพทย์ตรวจเบื้องต้นทำได้ด้วยการตรวจคลื่นหัวใจ เพื่อดูความผิดปกติของคลื่นหัวใจ ถ้าคนไข้ขณะที่มีอาการเจ็บแน่นหน้าอก การตรวจก็จะเห็นความผิดปกติได้

แต่ถ้ามีเส้นเลือดหัวใจตีบ แล้วขณะนั้นไม่มีอาการ การตรวจคลื่นหัวใจก็อาจไม่พบความผิดปกติได้...ต้องตรวจเพิ่มขึ้น ขั้นต่อไปคือ “การวิ่งสายพาน” ขณะที่วิ่งจะวัดคลื่นหัวใจไปด้วย เมื่อเราออกกำลังกายมากขึ้นหัวใจต้องการเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น ถ้ามีเส้นเลือดตีบ เลือดไม่พอ...

คลื่นหัวใจจะมีความผิดปกติเกิดขึ้น

“จริงๆแล้ว การวิ่งสายพานจะบอกได้ 50-60 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น...แล้วก็มีการตรวจที่มากขึ้นกว่านั้นอีก...โดยการให้ผู้ป่วยทำอัลตราซาวนด์หัวใจ ดูว่าหัวใจบีบตัวเป็นยังไง กล้ามเนื้อ...ผนังหัวใจผิดปกติหรือเปล่า สมบูรณ์ทุกด้านไหม เสร็จแล้วก็ให้ผู้ป่วยไปวิ่งบนสายพาน”

ขณะวิ่งก็ตรวจคลื่นหัวใจปกติ แต่พอหลังจากวิ่งครบทันทีทันใดก็จับมานอน ทำอัลตราซาวนด์ซ้ำ เพื่อดูการตอบสนองของการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ? ถ้าขาดเลือดไปเลี้ยงตรงบริเวณใดบริเวณหนึ่ง บริเวณนั้นก็จะบีบตัวน้อยกว่าปกติ แล้วจะแปรผลออกมาว่าโพสซิทีฟ...วิธีนี้จะบอกได้ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์

กรณีผู้ป่วยสูงอายุวิ่งสายพานไม่ไหว จะใช้ยากระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น แล้วก็ความดันสูงขึ้น พูดง่ายๆคือเป็นการจำลองการวิ่งบนสายพาน เมื่อหัวใจเต้นเร็วขึ้น ทำงานหนักขึ้น ความดันสูงขึ้น แล้วหัวใจรับได้ไหม ขณะที่ให้ยากระตุ้นก็ทำอัลตราซาวนด์หัวใจ ดูการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจไปด้วย

“ถ้ามีการขาดเลือดไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจก็จะบีบตัวน้อยลงกว่าปกติ”

และ...ยังมีการตรวจที่มากขึ้นไปกว่านั้นอีก คุณหมอวิฑูรย์ บอกว่า การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ดูเส้นเลือดหัวใจว่ามีตีบหรือไม่...มากน้อยแค่ไหน โรงพยาบาลกรุงเทพมีแบบ 256 สไลด์ ค่อนข้างละเอียดก็จะบอกได้มากขึ้นว่าเส้นเลือดตีบมากหรือน้อยแค่ไหน ซึ่งจะบอกได้ประมาณ 80-90 เปอร์เซ็นต์

กรรมวิธีการทดสอบทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้น ถ้าคิดว่ามีปัญหาเรื่องเส้นเลือดหัวใจตีบก็ไปทำขั้นตอนสุดท้าย...การฉีดสีสวนหัวใจดู เป็นวิธีที่จะบอกเราได้ว่ามีเส้นเลือดหัวใจตีบ ถ้ามีก็เห็นเลย...ถ้ามากแบบมีนัยสำคัญก็คือตีบมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ถ้าไม่เกินก็ยังถือว่ายังไม่มีนัยสำคัญ

รู้ชัดเจนแล้วว่า “เส้นเลือดหัวใจตีบ” คราวนี้ก็มาถึงกระบวนการรักษา หากตีบแค่เส้นสองเส้น ตรงตำแหน่งที่ใหญ่พอแล้วสามารถทำบอลลูนเส้นเลือดได้ ก็ใช้วิธีทำบอลลูนถ่างขยายเส้นเลือด

แต่ถ้าตีบหลายๆเส้นทำบอลลูนไม่คุ้ม...การผ่าตัดก็น่าจะเป็นทางเลือก

“ส่วนใหญ่แล้วเราจะทำการผ่าตัดบายพาสในคนไข้ที่มีเส้นเลือดตีบหลายๆเส้น หรือเส้นเลือดอาจจะตีบเส้น...สองเส้น แต่ตีบตรงตำแหน่งที่สำคัญที่การทำบอลลูนมีความเสี่ยงก็จะพิจารณาการทำผ่าตัดบายพาส”

“การผ่าตัดทำทางเบี่ยงหลอดเลือดหัวใจ (CABG:Coronary Artery Bypass Surgery)” หรือ “การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ”.....“แพทย์จะใช้เส้นเลือดภายในทรวงอกด้านซ้าย และเส้นเลือดแดงบริเวณแขนซ้าย หรือเส้นเลือดดำบริเวณขาตั้งแต่ข้อเท้าด้านในจนถึงโคนขาด้านใน มาเย็บต่อเส้นเลือดเพื่อนำเลือดแดงจากเส้นเลือดแดงใหญ่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจส่วนที่ขาดเลือดโดยข้ามผ่านเส้นเลือดส่วนที่ตีบ”

สมัยเริ่มแรกต้องทำการต่อกับเครื่องปอดและหัวใจเทียมเพื่อหยุดหัวใจ พอหัวใจนิ่งๆแล้วก็ทำการผ่าตัดบายพาส แต่ในระยะหลังๆมานี้...ใช้เทคนิคผ่าตัดโดยที่ไม่ต้องหยุดหัวใจ เรียกว่า “ออฟปัมพ์” เทคนิคนี้มีมานานนับ 10 ปีแล้ว หัวใจสำคัญก็คือผ่าตัดโดยที่หัวใจยังทำงานอยู่ แล้วในเมื่อหัวใจกำลังเต้นอยู่จะผ่าตัดยังไง คุณหมอวิฑูรย์ ย้ำว่า เราจะมีเครื่องมือพิเศษเรียกว่า สเตบิไลเซอร์ ทำให้หัวใจหยุดนิ่งเฉพาะที่ หัวใจจะหยุดนิ่งเฉพาะตรงตำแหน่งที่จะผ่าตัด แต่ตรงบริเวณอื่นของกล้ามเนื้อหัวใจก็ยังบีบตัวได้ปกติ

ฉะนั้นเวลาผ่าตัดบายพาสโดยเทคนิคนี้ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องต่อเข้ากับเครื่องปอดและหัวใจเทียม...ไม่ต้องหยุดหัวใจ พอเราต่อไปเส้นหนึ่ง...เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้มากขึ้น ก็บีบตัวได้ดีขึ้น ต่ออีกเส้นหนึ่งเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ...จะต่อเส้นเลือดบายพาสสักกี่เส้นก็ทำได้โดยที่ไม่ต้องกังวลมากนัก ถ้าเป็นเทคนิคเดิมที่ต้องหยุดหัวใจ จะต้องมีระยะเวลาจำกัด จะหยุดนานเกินไปไม่ได้...ถ้าหยุดนานหัวใจอาจจะไม่เต้นกลับคืนมา อาจจะต้องช็อตหัวใจหรือมีปัญหาได้

ในต่างประเทศมีการศึกษาวิจัย พบว่า การผ่าตัดโดยไม่หยุดหัวใจได้ประโยชน์กว่าที่หยุดหัวใจตรงไหนบ้าง หนึ่ง...เสียเลือดน้อยกว่า ขณะที่ผ่าตัดแบบไม่หยุดหัวใจ ใช้ยาละลายลิ่มเลือดน้อยกว่าถึง 3 เท่า สอง...การฟื้นตัวเร็วกว่า สาม...ในผู้ป่วยที่หัวใจทำงานไม่ค่อยดี การผ่าตัดแบบไม่หยุดหัวใจมีอัตราการเสียชีวิตต่ำกว่า

สี่...ในผู้ป่วยที่มีประวัติอัมพฤกษ์ อัมพาต หรือเส้นเลือดในสมองตีบ ขณะที่ทำการผ่าตัดแบบไม่หยุดหัวใจ โอกาสเกิดอัมพฤกษ์ อัมพาตจะน้อยกว่า ห้า...ในผู้ป่วยที่ไตทำงานไม่ดี การผ่าตัดแบบนี้จะทำให้ไตเสื่อมน้อยกว่า

โดยรวมๆแล้วผู้ป่วยอายุเยอะๆ ผ่าตัดแบบไม่หยุดหัวใจอัตราเสียชีวิต ...ปัญหาแทรกซ้อนจะน้อยกว่า

รู้เทคนิควิธีการรักษา “โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ” กันไปพอสมควรแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ เอากันจริงๆก็ต้องมาดูว่าอะไรบ้างที่เป็นปัจจัยของความเสี่ยง หลักของการเกิดโรคที่เราสามารถควบคุมและป้องกันได้ อันดับหนึ่งก็คือ...“บุหรี่” ถัดมาก็คือ...“ความดันโลหิตสูง”

อันดับสามก็คือ... “เบาหวาน” อันดับที่สี่ก็คือ...“ไขมันในเส้นเลือด” และอันดับห้าก็คือ...“น้ำหนักตัวที่มากเกินไป” และอันดับสุดท้ายคือ...“ความเครียด” ทั้งหมดนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงหลัก

ถ้าเราจะป้องกันหรือทำให้โอกาสเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบน้อยลง ก็ต้องลดละเลิกความเสี่ยงทั้งหมดที่กล่าวมา...ไม่สูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ...ทำให้ความดันต่ำลง ชีพจรช้าลง หากเป็นเบาหวานก็ต้องคุมอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไม่ให้เบาหวานสูง...ส่วนไขมันในเส้นเลือดก็ต้องพยายามให้ไขมันตัวดีสูงๆ ไขมันตัวเลวต่ำ

“ไขมันตัวดีเอชดีแอล...จะสูงได้เมื่อเราออกกำลังกาย แต่ไขมันตัวเลวแอลดีแอล...คอเลสเทอรอลที่ไม่ดีเกิดจากอาหารการกิน ลดอาหารไขมันสูง โดยเฉพาะอาหารจากเนื้อสัตว์...บริเวณใต้ผิวหนังที่มีติดมัน หรือเนื้อราคาแพงที่กินแล้วนุ่มลิ้นนุ่มปาก พวกนี้ก็จะมีไขมันแทรกอยู่ในเนื้อเลยกินเข้าไปก็ได้รับไขมันเข้าไปเยอะ”

ควบคุมอาหารได้ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ก็จะทำให้ไขมันดีมีมาก เชื่อมโยงไปถึงการคุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกินมาตรฐาน แถมด้วยการคุมความเครียดให้ได้...ปล่อยวาง แยกเวลางานก็ทำงาน เวลาพักก็ปล่อยปัญหาทิ้งไว้

ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ... “อัตตา หิ อัตตะโน นาโถ”...ตนแลเป็นที่พึ่งของตน.