ข่าว
100 year

เอกชนรุมยำ ธปท.เละเทะ ไม่กล้าตัดสินใจทั้งที่บาทแข็งทำส่งออกใกล้ตาย

ไทยรัฐออนไลน์17 ก.ย. 2553 09:00 น.
SHARE

ดุสิต  -  ธนิต

เอกชนร้องรัฐบาลจริงใจแก้ปัญหาบาทแข็ง โวยดีแต่พูดไม่กระทบส่งออก ทั้งที่จริงเอกชนทุนหายกำไรหด ปรับตัวจนใกล้ตายแล้ว แขวะ ธปท.ทำงานเหมือนเสมียน ไม่กล้าตัดสินใจ หนำซ้ำยังจะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มต้นทุน ธุรกิจวอนลดดอกเบี้ย ขู่ย้ายฐานผลิตหนีเพราะพึ่งประเทศไทยไม่ได้แล้ว ขณะที่ ธปท.เผยจะนำเรื่องบาทแข็งเข้าถกในที่ประชุม กนง. 20 ต.ค.นี้

โดยนายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอ การค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยระหว่างการเสวนา "ส่งออกอย่างไร ในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า" จัดโดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ วานนี้ (16 ก.ย.) ว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทเริ่มส่งสัญญาณแข็งค่ามากผิดปกติ โดยเดือน ส.ค.แข็งค่าถึง 1.8% หากนับตั้งแต่ต้นปี 53 แข็งค่าขึ้น 7.58% และเฉพาะเดือน ส.ค. เดือนเดียวแข็งค่า 3.3% หากเป็นการแข็งค่าในภาวะเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งก็ไม่มีปัญหา แต่ขณะนี้เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ อาจกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมได้ จึงจำเป็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเข้ามาดูแลอย่างเร่งด่วน เพราะผู้ส่งออกได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่พึ่งพาวัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก และส่งออก 70-80% รวมถึงภาคเกษตรที่เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก

ส่วนกลุ่มที่กระทบรองลงมาเป็นธุรกิจขนาดกลาง ที่นำเข้าวัตถุดิบน้อยกว่าส่งออก แต่ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีทั้งนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศและส่งออกยังพอบริหารจัดการความเสี่ยงได้ เพราะได้ผลดีจากการนำเข้าวัตถุดิบ สำหรับแนวโน้มการส่งออก คาดว่าไตรมาส 4 จะเห็นผลกระทบชัดเจนจากปัญหาเงินบาทแข็งค่า แต่ภาพรวมการส่งออกปีนี้จะยังขยายตัวตามเป้าหมาย เพราะช่วงต้นปีขยายตัวสูง

ธปท.ทำงานเหมือนเสมียน

นายดุสิตกล่าวต่อว่า ปัญหาค่าเงินบาทขณะนี้ ภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลจริงใจในการแก้ปัญหามากกว่านี้ อย่าดีแต่พูดว่าภาคส่งออกไม่ได้รับผลกระทบ เป็นการพูดแบบไม่สร้างสรรค์และน่าคลื่นไส้ รัฐบาลน่าจะพูดให้กำลังใจกันมากกว่า และบอกด้วยว่ารัฐบาลกำลังจะทำอะไรเพื่อแก้ปัญหา การที่เงินบาทแข็งค่ามาจากมีเงินร้อนเข้ามามากจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็ต้องแก้ไข สกัดกั้นเงินร้อนอย่าให้เข้ามามากเกินไป ทำไมรัฐบาลไทยไม่ทำเหมือนประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่นที่กล้าแก้ปัญหาค่าเงิน ทั้งที่ ผู้บริหาร ธปท. ก็เรียนจบจากญี่ปุ่น
"แบงก์ชาติต้องกล้าตัดสินใจบริหารค่าเงินมากกว่านี้ ไม่ใช่ทำงานเหมือนเสมียน และควรพิจารณาข้อเท็จจริงจากปัญหามากกว่าใช้ความรู้สึก ไม่ใช่บอกว่าไม่มีผลกระทบและให้เอกชนปรับตัว เอกชนตอนนี้ปรับเยอะแล้ว ปรับจนใกล้ตาย หากลากยาวไปอีก 3 เดือน จะมีผู้ส่งออกตายมากกว่าครึ่ง การพูดอย่างนี้เหมือนไม่มีความรับผิดชอบ ไม่จริงใจช่วย น่าจะดูธนาคารกลางญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างและนักธุรกิจห่วงมากว่า ถ้าบริหารจัดการไม่ชัดเจน ต่อไปจะพึ่งพาประเทศไทยไม่ได้อีกแล้ว" นายดุสิตกล่าว

แฉธุรกิจเจ๊งระนาว

ด้านนายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับการทำหน้าที่ของ ธปท. เพราะสถิติค่าเงินเมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา แข็งค่าสูงสุดในโลก ภายในวันเดียวบาทแข็งค่าขึ้นถึง 0.35% ขณะที่ประเทศอื่น เช่น ไต้หวัน แข็งค่าขึ้นเพียง 0.05% เกาหลีใต้

แข็งค่า 0.04% เท่านั้น ส่วนคู่แข่งอื่นๆลดลงหมด เช่น ญี่ปุ่น อ่อนค่า 0.32% ฮ่องกงอ่อน 0.0026% สิงคโปร์ 0.01% จีน 0.17% มาเลเซีย 0.19% จึงอยากถาม ธปท.ว่ามัวทำอะไรอยู่ ทำไมไม่เร่งแก้ปัญหา

ทั้งนี้ จากการสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม 35 กลุ่ม พบว่า มากกว่า 80% ได้รับผลกระทบมาก กระจุกตัวในอุตสาหกรรมการเกษตร โดยเฉพาะผู้ส่งออกข้าว ที่ตอบว่า บาทแข็งค่าขึ้นทุกๆ 1 บาท เงินจากการส่งออกจะหายไปตันละ 250 บาท ส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์ระบุว่าทุก 1 บาทที่แข็งค่า จะกระทบรายได้ 6,000 ล้านบาท แต่ปีนี้รายได้จากการส่งออกไม่น่ามีปัญหา เพราะทำประกันความเสี่ยงค่าเงินไว้หมดแล้ว น่าจะเริ่มกระทบจริงปีหน้า และอาจย้ายฐานการผลิตจากไทยด้วย ส่วนกลุ่มเครื่องนุ่งห่ม รองเท้าที่มีกำไร 5-10% ขณะนี้ค่าเงินแข็งค่า 8% เท่ากับรายได้จากการส่งออกเมื่อแปลงเป็นเงินบาทหายไป 8% ซึ่งเริ่มเจ๊งกันแล้ว "ตอนนี้ปรับตัว และลดต้นทุนจนตัวลีบแล้ว เดิมรับคำสั่งซื้อยาว 6-10 เดือน แต่ลดเหลือช่วงสั้นๆ เพื่อลดความเสี่ยงค่าเงิน และเดิมตั้งรับค่าบาทไว้ที่ 31.50 บาท/เหรียญสหรัฐฯ ตอนนี้ลดเหลือ 30 บาท ซึ่งเริ่มขาดทุนแล้ว ถ้าตั้งรับต่ำกว่านี้ หรือที่ 29 บาทคงขายของไม่ได้แน่ ส่วนการปรับตัว หากเลือกนำเข้าวัตถุดิบมากไป ก็จะกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ และขยายวงกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจทั้งหมดได้"

วอนอย่าขึ้นดอกเบี้ยซ้ำเติม

ส่วนนายผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า ช่วงที่ค่าเงินบาทแข็ง สมาคม ได้สอบถามสมาชิกรายใหญ่ 12 ราย มีเพียง 1 รายที่ขายสินค้าได้ ส่วนอีก 11 รายไม่สามารถขายได้ เพราะต้องขึ้นราคาทำให้ขายไม่ได้ หากเป็นอย่างนี้ ต่ออีก 3 สัปดาห์ ผู้ส่งออกต้องเสียหายหนักแน่ เพราะ ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น กระทบผู้ส่งออกอาหารแช่เยือกแข็งมาก เพราะใช้วัตถุดิบในประเทศมากถึง 95% และ ได้ปรับตัวแล้ว รับคำสั่งซื้อล่วงหน้าเพียง 1 เดือนจากเดิมที่รับล่วงหน้า 4-6 เดือน เพื่อป้องกันการผันผวนจากค่าเงิน ผลประกอบการตอนนี้กำไรลดลงจากปกติ 4% เหลือ 2%

"ปกติ ก.ย. เป็นช่วงระดมการผลิตให้ส่งออกทันก่อนสิ้น ต.ค. เพื่อป้อนความต้องการช่วงคริสต์มาสและปีใหม่ แต่ปีนี้ทุกคนไม่ไหว ไม่มีใครซื้อวัตถุดิบสต๊อกไว้เลย เพราะบาทที่แข็งทำให้ราคาส่งออกกุ้งทุก 1 กิโลกรัมหายไป 16 บาท หากปีนี้ การส่งออกอาหารทะเลโตได้ 3% ถือว่าครึ่งหลังของปีสาหัส เพราะครึ่งแรกขยายตัวได้ดี จากปีปกติจะขยายตัวเฉลี่ย 5% ทั้งที่น่าจะเป็นปีทองเพราะคู่แข่งคือ อินโดนีเซีย เจอโรคระบาด ส่งออกได้น้อย แต่ไทยเจอปัญหาบาทแข็ง ที่สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกติการัฐที่เปิดโอกาสให้บางคนใช้เงินทำงาน โดยยืมเงินต่างชาติเข้ามาเก็งกำไร และรัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้ ส่วนดอกเบี้ยไม่ควรขึ้นแต่ควรลดลงดีกว่า"

อ้อนตั้งกองทุนช่วยเอสเอ็มอี

นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ นายกสมาพันธ์ไลฟ์สไตล์ ไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของชาวบ้าน ซึ่งขณะนี้แทบทุกโรงงานมีคำสั่งซื้อถึงสิ้นปี แต่เป็นทุกขลาภ เพราะค่าเงินบาทแข็งก็ต้องขาดทุนแน่นอน เพราะก่อนหน้านี้ทำสัญญาซื้อขายที่ค่าเงินอ่อนกว่านี้ ทำให้บางรายเจรจาขอคืนคำสั่งซื้อบ้างแล้ว เพราะจะเจ็บตัว จึงต้องการให้รัฐบาลตั้งกองทุนช่วยเหลือเอสเอ็มอีด้านการส่งออก เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้แต่พูดว่าจะช่วย แต่ไม่เคยเหลียวแลจริงจัง ต่างจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบทีไร รัฐบาลเร่งให้เงินช่วยเหลือทุกครั้ง

นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์จะเสนอให้รัฐบาลผ่อนปรนกฎเกณฑ์ค่าเงินเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจมากขึ้น เช่น การเสนอขยายระยะเวลาถือค่าเงินดอลลาร์ รวมถึงให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ช่วยประกันการทำความเสี่ยงค่าเงิน และส่งเสริมให้เอสเอ็มอีรวมกลุ่มกันเข้ามาทำประกันความเสี่ยงมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากค่าเงินผันผวน แต่มั่นใจว่าการส่งออกปีนี้จะโตได้ 20% ตามเป้าแน่นอน

นำบาทแข็งเข้าถกใน กนง.

ขณะเดียวกัน ความเคลื่อนไหวในส่วนของ ธปท.นั้น นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 20 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ธปท.จะนำประเด็นการแข็งขึ้นของค่าเงินบาทเข้าสู่การพิจารณาครั้งนี้ด้วย ซึ่งขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างประเมินภาพรวมของค่าเงินบาทว่า เมื่อเกิดการแข็งค่าหรืออ่อนค่าลง จะกระทบต่อการบริโภคหรือการส่งออก และต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยอย่างไร อย่างไรก็ตามแม้เงินบาทแข็งค่าขึ้นมากขณะนี้ ธปท.ยังมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้ยังขยายตัวอยู่ในกรอบที่ กนง. ประเมินไว้คือ 6.5-7.5% เนื่องจากยังมีปัจจัยบวกมาก

นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินไม่จำเป็นต้องเคลื่อนไหวเกาะกลุ่มไปกับประเทศในภูมิภาคเดียวกันเสมอไป แต่จะเคลื่อนไหวไปตามปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศเป็นหลัก และปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นขณะนี้ นอกจากพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีแล้ว ยังขึ้นอยู่กับการไหลเข้าออกของเงินทุนด้วยเป็นปัจจัยที่ผสมกัน ไม่สามารถแยกได้ว่าค่าเงินแข็งเพราะเหตุใดเหตุหนึ่ง.

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้