วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นิทรรศการร.9 พระเทพฯ เสด็จ-เปิดงาน

จัดระบบเข้าชม ห้าม-ประชาชน ขึ้นพระเมรุมาศ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระ ราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการ “พระผู้ทรงเป็นนิรันดร์” ที่จัดแสดงพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจของ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” รวมทั้งนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ที่บริเวณพระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ทรงมีรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ดูแลปัญหานิทรรศการ ขณะที่ รัฐบาลไม่อนุญาตให้ประชาชนขึ้นชมพระเมรุมาศ เพื่อคงความงดงามสมพระเกียรติของพระเมรุมาศ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพ หลังพบผู้ที่เข้าชมเมื่อวันที่ 1 พ.ย. ส่วนหนึ่งมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมจนอาจสร้างความเสียหายให้กับพระเมรุมาศ พร้อมปรับจำนวนผู้เข้าชมรอบละ 1,800 คน ลดความแออัด “ธนะศักดิ์” เผยอาจขอพระบรมราชานุญาตขยายเวลาชมพระเมรุมาศหากคนชมต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 06.52 น. วันที่ 2 พ.ย. สมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราช ดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังท้องสนามหลวง ทรงเป็นประธานเปิดนิทรรศการเนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในการนี้ คุณสิริกิติยา เจนเซน เข้าร่วมด้วย โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าฯรับเสด็จ

พล.อ.ประยุทธ์เฝ้ากราบบังคมทูลถวายรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการจัดนิทรรศการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ดำเนินการโดยคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศและสิ่งปลูกสร้างพระเมรุมาศฯกระทรวงวัฒนธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณต่อพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ตลอดจนเข้าชมพระเมรุมาศและอาคารประกอบในพระราชพิธี ระหว่างวันที่ 2-30 พ.ย.2560

โอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งทรงธรรม ทอดพระเนตรนิทรรศการพระผู้ทรงเป็นนิรันดร์ จัดแสดงเกี่ยวกับพระราชประวัติ และพระราชกรณียกิจ ในหลวง รัชกาลที่ 9 จากนั้นเสด็จพระ ราชดำเนินไปยังทับเกษตรด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทอดพระเนตรนิทรรศการสัมผัสเพื่อผู้พิการทางสายตา นิทรรศการเกี่ยวกับราชรถและพระยานมาศภายในทิม ก่อนเสด็จพระราชดำเนินไปยังศาลาลูกขุน 3 ทอดพระเนตรนิทรรศการการจัดสร้างพระโกศจันทน์และพระจิตกาธาน

เมื่อแล้วเสร็จเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระ เมรุมาศ ทอดพระเนตรงานสถาปัตยกรรม ประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศและศาลาลูกขุน 2 จัดแสดงเกี่ยวกับการดำเนินการก่อสร้างพระเมรุมาศ และอาคารประกอบต่างๆ จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินไปยังด้านหน้าทางเข้าพระเมรุมาศ ทอดพระเนตรการจัดภูมิสถาปัตยกรรมแปลงนา พืชผักสวนครัวตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง โดยประชาชนที่มารอเฝ้าฯ รับเสด็จ ณ จุดพักคอย ทางด้านหน้าทางเข้าพระเมรุมาศ ต่างพร้อมใจกันเปล่งเสียงถวายพระพร “ทรงพระเจริญ” เสียงดังกึกก้อง ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับในเวลา 09.00 น. จากนั้นจึงเปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการรอบแรก

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรมกล่าวว่า จากการที่มีการทดลองระบบการเข้าชมพระเมรุมาศถึงชานชาลาที่ 2 และเปิดให้ชมนิทรรศการ ในอาคารประกอบพระเมรุมาศ ได้รับรายงานว่าประชาชนมีความสนใจร่วมทดลองระบบจำนวนมาก ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือเคารพระเบียบปฏิบัติที่คณะทำงานกำหนด ขณะเดียวกัน ได้พบกรณีที่มีการเผยแพร่ภาพที่ไม่เหมาะสม ของผู้ที่ขึ้นไปชมพระเมรุมาศลงสื่อโซเชียลมีการส่งต่อไปจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ มีทั้งการใช้มือสัมผัสลูบ คลำ การค้ำยันประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ รวมถึงการถ่ายภาพในท่าทางที่ไม่สำรวมนั้น

นายวีระกล่าวว่าเรื่องนี้คณะทำงาน ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้หารือถึงเรื่องดังกล่าวแล้วมีความเห็นว่า พระเมรุมาศเป็นสถานที่สำคัญถวายพระเพลิงพระ บรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช หลังจากพระราชพิธีถวายพระเพลิงแล้วเสร็จ ควรที่จะได้รับการดูแล อนุรักษ์ความงดงามเอาไว้ เพื่อความสมพระเกียรติ ดังนั้น จึงมีการปรับแผนการดำเนินงานในการขึ้นชมพระเมรุมาศ จะไม่อนุญาตให้ประชาชนขึ้นชมด้านบน โดยให้ชมความงดงามได้เพียงชั้นล่างเท่านั้น นอกจากนี้ จะประสานไปยังสมาคมมัคคุเทศก์แห่งประเทศไทย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติการเข้าชมพระเมรุมาศแก่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิ่งที่ไม่เหมาะสมด้วย

ด้าน พล.ต.ธานี ฉุยฉาย รองผู้อำนวยการกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณโดยรอบพระบรมมหาราชวัง (กอร.รส.) เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์ จากการทดลองระบบการเข้าชมพระเมรุมาศ จึงได้มีการปรับการเข้าชมนิทรรศการใหม่ จากเดิมรอบละ 5,000 คน โดยปรับเหลือรอบละ 1,800 คน พร้อมทั้งแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม กลุ่มละ 300 คน เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ลดความแออัดในการเข้าชม โดยแต่ละกลุ่มจะได้รับบัตรสีต่างๆเพื่อจัดลำดับเวลาการเข้าชม จะมีวิทยากรจากกรมศิลปากรประกบเพื่อให้ความรู้ตลอดการชม 1 ชั่วโมง จะมีเต็นท์พักคอย 10 เต็นท์รองรับประชาชนได้กว่า 10,000 คนและเจ้าหน้าที่จะคอยบริการอาหารและเครื่องดื่มพระราชทาน

ทั้งนี้ ตลอดทั้งวันมีประชาชนจำนวนมากมารอเข้าชมนิทรรศการงาน โดยเจ้าหน้าที่ได้ตั้งจุดคัดกรอง 5 จุด ประชาชนทั่วไปเข้าจุดคัดกรองบริเวณวงเวียนรักษาดินแดน ท่าช้าง และพระแม่ธรณีบีบมวยผม คนพิการเข้าจุดคัดกรองด้านหลังกระทรวงกลาโหม พระสงฆ์เข้าฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ โดยเมื่อผ่านจุดคัดกรองแล้วจะต้องเข้าไปนั่งในเต็นท์พักคอย ก-ช ที่ด้านทิศเหนือของสนามหลวงและรับบัตรสีที่ระบุเวลาเข้าชมไว้ติดตัว ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะปล่อยให้เข้าสู่พื้นที่นิทรรศการฯ ใช้เวลาชม 60 นาที

สำหรับบรรยากาศภายในงาน ประชาชนต่างให้ความสนใจยืนอ่านข้อมูลที่จัดแสดง เช่น เรื่องเล่าคติความเชื่อการก่อสร้างพระเมรุมาศ ขั้นตอนการจัดสร้างประติมากรรมประกอบพระเมรุมาศ ประวัติการจัดสร้างพระโกศจันทน์ ประชาชนส่วนใหญ่พากันนำโทรศัพท์มือถือบันทึกภาพพระเมรุมาศและอาคารส่วนจัดแสดงไว้เป็นที่ระลึก เมื่อใกล้หมดเวลาจะมีเสียงเตือนประกาศ ประชาชนจะต้องเดินออกทางฝั่งตรงข้ามศาลหลักเมืองและรับโปสต์การ์ดพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

นายปุญณพงศ์ นับแสง ชาวจังหวัดตรัง วัย 76 ปี หนึ่งในประชาชนที่เข้าชมพระเมรุมาศรอบแรกของวันที่ 2 พ.ย.กล่าวว่า เมื่อทราบข่าวว่ามีการเปิดให้เข้าชมพระเมรุมาศ จึงอยากมาดูสถานที่ที่พาพ่อไปสวรรค์ให้เห็นกับตา โดยเดินทางจากบ้านเกิดจังหวัดตรัง พร้อมกับครอบครัว มาต่อแถวรอเข้าชมพระเมรุมาศ ตั้งแต่ช่วงเวลา 05.30 น. เมื่อได้เห็นแล้วก็มีความตื้นตันในความร่วมมือร่วมใจของชาวไทย ที่จัดสร้างพระเมรุมาศได้อย่างสมพระเกียรติ ขณะที่การจัดนิทรรศการเป็นการประมวลความรู้เกี่ยวกับในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ดีมาก โดยเฉพาะพระราชกรณียกิจที่สะท้อนให้เห็นว่าพระองค์เป็นทุกสิ่งของชีวิตคนไทย ทรงสละพระวรกายให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนตัวอยากให้เก็บพระเมรุมาศเป็นอนุสรณ์ของพระองค์ไว้ตลอด ไม่อยากให้รื้อไปไว้ที่อื่น

ส่วนนายเกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่มาชมนิทรรศการพระเมรุมาศ เผยว่า ได้เดินทางมาจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ตั้งแต่ก่อนวันที่ 26 ต.ค. เพื่อร่วมงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และมาเข้าชมนิทรรศการพระเมรุมาศพร้อมกับคุณพ่อคุณแม่ ตื้นตันใจที่ได้เห็นความยิ่งใหญ่ ความสมพระเกียรติ ความงดงามของศิลปะไทยที่ได้เผยแพร่ออกไปทั่วโลก แสดงถึงความเอาใจใส่ในรายละเอียดของทีมช่างที่เกี่ยวข้อง เชื่อว่าผู้ที่มาชมจะได้ความรู้เรื่องโครงการพระราชดำริ ได้เห็นกระแสพระราชดำรัสที่สามารถนำไปเป็นแนวทางดำเนินชีวิต ในฐานะพสกนิกรคนหนึ่งจะทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล ทั้งนี้ ยังไม่รีบกลับเมืองจีนเพราะตลอดทั้งเดือนนี้จะจัดงานการกุศลต่างๆ เพื่อหารายได้ไปช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ทุรกันดาร

ส่วนนายสุภเลิศ วอลลิส อายุ 38 ปี ที่เดินทางมาจากประเทศนิวซีแลนด์ เปิดเผยว่า ได้ติดตามข่าวในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตลอด เมื่อเสด็จสวรรคต ก็รู้สึกเสียใจมาก และเดินทางมาร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิง ได้มีโอกาสใช้ความรู้ด้านภาษาไปเป็นจิตอาสาคอยช่วยนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ ก่อนกลับไปนิวซีแลนด์จึงตั้งใจมาชมนิทรรศการฯ พอได้เห็นแล้วรู้สึกตระการตาในความสวยงามและอลังการของพระเมรุมาศที่งดงามสมพระเกียรติที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากการเปิดรอบทดสอบให้ประชาชนเข้าชมพระเมรุมาศเมื่อวันที่ 1 พ.ย. พบร่องรอยการแกะลายกระดาษทองย่นที่ประดับบริเวณชั้นที่ 1-2 ของพระเมรุมาศ บางกลุ่มรวมตัวกันนั่งถ่ายรูปที่บันไดพระเมรุมาศ หรือเข้าไปยืนในพื้นที่ไม่สมควร ทำให้ในวันที่ 2 พ.ย. ซึ่งเป็นวันแรกของการชมนิทรรศการฯ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ไม่เปิดให้ประชาชนเข้าชม บริเวณดังกล่าว และยังพบผู้ที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น การเซลฟี่ บางรายพยายามหามุมถ่ายภาพตามความต้องการ อย่างไม่ระมัดระวัง จนชนกระถางต้นไม้ล้มลง บางรายถ่ายภาพในลักษณะกอดประติมากรรมรูปปั้นบนพระเมรุมาศ อาทิ ม้า ครุฑ สิงห์ แย่งกันถ่ายรูป รวมถึงยังพบขวดน้ำที่ดื่มแล้ววางไว้ตามมุมอับของอาคารศาลาลูกขุนอีกด้วย

พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ว่า จากการทดลองให้ประชาชนเข้าชมเมื่อวันที่ 1 พ.ย.พบว่าแม้จะไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ยังมีบางส่วนที่ปฏิบัตินอกกติกา เช่น ถ่ายภาพในที่ห้ามเข้าสัมผัสในที่ห้ามสัมผัส ซึ่งได้ปรับระเบียบกันเล็กน้อยเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย

พระเมรุมาศถือว่าเป็นสมบัติของคนไทยหัวใจทุกคนอยู่ที่นั่น เมื่อเลิกให้เข้าชมแล้วจะได้นำ บางส่วนไปไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ การให้เข้าชม ยังเป็นไปตามกำหนดเดิม แต่หากประเมินแล้วยอดเข้าชมต่อเนื่อง มีจำนวนลดน้อยลงต้องปิดการเข้าชม แต่ถ้าจำนวนไม่ลดน้อยลงจะทำเรื่องขอขยายเวลาเข้าชมนำเรียนต่อนายกรัฐมนตรี หากได้รับความเห็นชอบจะได้นำเรื่องขอพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามขั้นตอนต่อไป

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อเที่ยงวันเดียวกันนี้ รายงานถึงกระแสรับสั่งของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่พระราชทานแนวทางให้แก้ไข ปรับปรุงนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯที่จะต้องรับมาดำเนินการเร่งด่วน เนื่องจากมีประชาชนหลั่งไหลเข้าชมนิทรรศการเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ ในส่วนของพระเมรุมาศที่กำหนดให้ประชาชนเข้าชมบริเวณชั้นล่าง ห้ามขึ้นไปบนชั้น 1 และ 2 เนื่องจากเกรงว่าพระเมรุมาศจะเกิดความเสียหายเร็วเกินควร ยังไม่มีการพูดคุยถึงการขยายเวลาการเข้าชมออกไป เนื่องจากนิทรรศการเพิ่งเริ่มต้น ปัจจัยที่จะขยายเวลาหรือไม่ อยู่ที่จำนวนของประชาชนที่เข้าชม

วันเดียวกัน พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ผบ.มทบ.11 กล่าวว่า ได้ดูการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลประชาชนในการเข้าชมพระเมรุมาศ ตั้งแต่การอำนวยความสะดวกการชมเพื่อทำความเข้าใจแก่ประชาชนที่อยู่ในเต็นท์พักคอย ขั้นตอนการแบ่งประชาชนเป็นกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 700 คน จำนวน 8 กลุ่ม รวมยอดรอบละประมาณ 5,600 คน ขั้นตอนการนำประชาชนแต่ละกลุ่มเข้าชมในเขตราชวัติไปจนถึงขั้นตอนการจบการชมและออกจากพื้นที่ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งนี้ พล.ท.กู้เกียรติ ศรีนาคา แม่ทัพภาคที่ 1 เน้นย้ำว่า ในแต่ละวันให้นำปัญหาข้อขัดข้องจากการปฏิบัติงานมาประชุมในช่วงเย็นของแต่ละวันเพื่อรับทราบและนำไปแก้ไขทันที

ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดส่งทีมแพทย์ไปร่วมดูแลประชาชนที่เข้าชมพระเมรุมาศทั้งหมด 12 จุด แต่ละจุดจะมีแพทย์ประมาณ 2-3 คน พยาบาลพร้อมด้วยจิตอาสาอีกประมาณ 10 คน แบ่งเป็นการดูแลรอบท้องสนามหลวง 10 จุด อีก 2 จุด จะไปดูแลประชาชนที่เข้ากราบพระบรมราชสรีรางคาร ที่ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร และวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร