วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เชน ธนา ยังใจหาย ร.9 สวรรคต 1 ปี น้อมนำหลักพอเพียง-การอยู่ร่วมกันมาใช้

เป็นอีกหนึ่งคนบันเทิงที่ยึดมั่นในการทำทุกอย่างด้วยความถูกต้องและช่วยเหลือสังคมมาโดยตลอดสำหรับ เชน ธนา ลิมปยารยะ ที่ปัจจุบันผันตัวจากการเป็นนักร้องมาทำธุรกิจอย่างเต็มตัว และเมื่อถามถึงความรู้สึกหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตครบ 1 ปี และจะมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในวันที่ 26 ต.ค. 2560 หนุ่มเชนก็ยอมรับว่ายังใจหายกับการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของเมืองไทย แต่ยังคงเดินหน้าต่อ และได้นำคำสอนของพระองค์มาใช้ในการทำงาน ตลอดจนช่วยเหลือสังคมเพื่อพระองค์ท่านด้วย

ซึ่ง เชน เผยว่า “ต้องบอกว่ายังใจหายทุกวันนะ เหมือนทุกวันนี้ได้ยินเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี เราก็ยังตกใจอยู่ทุกครั้ง แต่ตัวเราเองต้องเดินหน้าต่อ มันก็เป็นเครื่องเตือนใจหลายๆ อย่างว่าชีวิตเราเองมีระยะเวลานะ หมายถึงว่าตัวเราเองก็ต้องหันมามองอนาคตมากขึ้น จริงจังกับชีวิตมากขึ้น

ส่วนคำสอนของพระองค์ที่ยึดมาปฏิบัติ สำหรับตัวผมจริงๆ ถ้าต้องบอกเป็นเบสิกเลยคือความพอเพียงต้องมีอยู่แล้ว แต่ผมเชื่อว่าความพอเพียงเนี่ยมีอยู่ในหัวใจคนไทยทุกคน เพราะตรงนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข แต่ต้องย้ำอีกรอบว่ามันไม่ใช่หมายถึงว่าให้เราใช้น้อย แต่ใช้ในสิ่งที่เรามีและใช้ในความพอเหมาะนะครับ

ส่วนอันที่ผมปรับใช้ในการทำงานน่าจะเป็นเรื่องการอยู่ร่วมกัน อย่างที่มีพระราชดำรัสที่ว่า ถ้าทะเลาะกันแล้ว สุดท้ายก็ไม่มีใครชนะ คือเราทุกคนก็แพ้ ผมว่าเรื่องนี้มันเหมาะกับคนไทยในยุคปัจจุบันที่มีอะไรก็จะอิจฉากัน ติเตียนกัน หรือแม้กระทั่งบริษัท คนที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนต่างๆ บางทีเราอยู่ร่วมกัน เราต้องใช้ชีวิตอยู่ในบริษัท ทำไมถึงต้องไปอิจฉากันนินทากัน คนที่นินทาก็ไม่มีความสุข คนที่ถูกนินทาก็ไม่มีความสุข สุดท้ายมองหน้ากันก็เกลียดกัน ซึ่งตรงนี้เราก็เอามาใช้ในบริษัทเราเอง ทุกวันนี้บริษัทก็เลยเติบโตอย่างแข็งแรงโดยที่ไม่มีดราม่าและไม่มีอะไรที่ทำให้เวลาชีวิตเราเสียไปครับ

ถามว่าตั้งใจจะทำอะไรเพื่อพระองค์ท่าน ส่วนตัวผมคงเป็นเรื่องการช่วยเหลือสังคม คือช่วยเหลือในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การทำบุญอย่างเดียว มันหมายถึงการทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นด้วย เป็นหนึ่งในฟันเฟืองของประเทศที่สามารถทำให้ตัวเลขของมูลค่าตลาดที่เราทำอยู่เติบโต ชีวิตของผู้ขายดีขึ้น หรือชีวิตของลูกค้าไม่ต้องไปเสี่ยงกับอะไรที่ไม่ดี ผมว่าเราดำรงอยู่ด้วยจริยธรรมที่มันเป็นความดี ถ้าเราทำดีมันก็สบายใจ ไม่ว่าใครจะมานินทาเรา เราสามารถตอกกลับไปได้อย่างแข็งแรงว่าเราทำถูกต้องแล้วครับ”.