วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บัตรคนจน ไม่ถึงมือเกษตรกรรายได้น้อย ชี้เอื้อเฉพาะผู้อยู่เมืองชั้นใน

สศก.ระบุบัตรคนจน ยังไม่ตรงกลุ่มเป้าหมาย มีเกษตรกรที่มีรายได้น้อยลงทะเบียนเพียง 30% ที่เหลือเอื้อนักศึกษา แนะรัฐทบทวนพิจารณารายได้ผู้ปกครอง ย้ำผู้ได้สิทธิ์ต้องทำงาน อย่านอนรอรับการช่วยเหลืออย่างเดียว... 


เมื่อวันที่ 12 ต.ค. นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร ( KOFC) ได้ศึกษาวิเคราะห์โครงการให้ความช่วยเหลือผ่านบัตรประชารัฐสวัสดิการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 46,000 ล้านบาท ตามรายชื่อผู้ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อย 11.43 คน ในจำนวนนี้แบ่งเป็นเกษตรกร จำนวน 3.32 ล้านคน หรือประมาณ 30 % และไม่ใช่เกษตรกร จำนวน 8.10 ล้านคน หรือ 70 % 


ทั้งนี้จากการวิเคราะห์คาดว่าโครงการนี้จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ราว 118,077 ล้านบาท โดยเมื่อพิจารณาภาคเกษตร ซึ่งมีเกษตรกร 3.32 ล้านคน ใช้งบประมาณ 13,368.59 ล้านบาท จะทำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจในภาคเกษตร 21,215 ล้านบาท แบ่งเป็น มูลค่าในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคมากที่สุด มูลค่า 21,134 ล้านบาท รองลงมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง มูลค่า 70.73 ล้านบาท และส่วนลดในการซื้อก๊าซหุงต้ม มูลค่า 10.50 ล้านบาท  
 

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาภาคการเกษตรตามรายสาขา พบว่า สาขาการผลิตที่เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ การทำนา มูลค่า 8,542.02 ล้านบาท การเลี้ยงสัตว์ปีก มูลค่า 2,753.76 ล้านบาท  การเลี้ยงสุกร มูลค่า 2,270.93 ล้านบาท การทำไร่พืชตระกูลถั่ว มูลค่า 1,235.53 ล้านบาท และการปศุสัตว์ มูลค่า 1,177.83 ล้านบาท
 

ขณะที่นายกัมปนาท เพ็ญสุภา ผู้อำนวยศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า เงื่อนไขของโครงการประชารัฐสวัสดิการ กำหนดให้สิทธิ์กับผู้มีรายได้น้อยตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของผู้ใช้แรงงานที่กำหนดอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในต่างจังหวัด คนกลุ่มนี้ไม่มีสิทธิ์ได้เข้าร่วมโครงการและต้องหางานเอง ในขณะที่ผู้อายุ 18 ปีส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาที่ผู้ปกครองมีรายได้  ทำให้การช่วยเหลือของโครงการนี้ไม่ตรงกับเป้าหมาย ดังนั้นรัฐบาลจึงควรทบทวนกรณีนี้และพิจารณาไปถึงรายได้ของผู้ปกครองด้วย


นอกจากนี้เกษตรกรเป็นกลุ่มที่มีความชัดเจนว่ามีรายได้น้อยที่สุดในประเทศ แต่มีสัดส่วนผู้ลงทะเบียนในโครงการนี้เพียง 30% เท่านั้น ซึ่งเป็นไปได้ว่าเกษตรกรที่อยู่หากไกลไม่สะดวกที่จะเข้ามาลงทะเบียนหรือไม่ทราบข่าวสาร เนื่องจากการประชาสัมพันธ์โครงการนี้ผ่านระบบโซเชียลมีเดียที่ผู้ที่เข้าถึงส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาและผู้ที่อยู่ในเขตเมืองชั้นใน ส่วนเกษตรกรแม้ได้ประโยชน์จากการนำเงินไปซื้อปัจจัยการผลิตแต่การใช้เงินดังกล่าวจะทำได้ปีละ 2 ครั้งตามฤดูกาลผลิต แต่โครงการดังกล่าวสนับสนุนให้นำไปซื้อปัจจัยการผลิตทุกเดือนและไม่สามารถสมทบในเดือนต่อไปได้


"โครงการนี้มีประโยชน์มากและต่างประเทศก็ทำกัน แต่ผู้ที่ได้รับเงินสนับสนุนจะต้องทำงานด้วย ไม่ใช่นอนรอการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ในขณะที่รัฐบาลต้องตรวจสอบเพื่อปรับปรุงการช่วยเหลือให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายให้มากที่สุด อย่างกรณีนักศึกษาทุกคนเข้าเกณฑ์ทั้งหมด ซึ่งบางคนที่ครอบครัวมีฐานะดีอยู่แล้วก็ไม่ควรได้รับสิทธิ์ เป็นการใช้เงินรัฐบาลที่ไม่คุ้ม และโครงการนี้รัฐบาลต้องทำต่อเนื่อง หากการตรวจสอบไม่ดีก็ถือว่าเป็นการใช้งบรัฐบาลที่เปล่าประโยชน์".