วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สิทธิการให้นมแม่ ยุคไทยแลนด์4.0

“สิทธิการให้นมแม่ในสถานประกอบการ : ประเด็นใหม่ในด้านกฎหมาย” หัวข้อสนทนาสำคัญในยุคดิจิทัลไทยแลนด์ สังคมทันสมัยใช้ชีวิตฉับไวสั่งได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ของ ผศ.ทัชชภร มหาแถลง ผู้ช่วยคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

ผศ.ทัชชภร บอกว่า เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า “นมแม่” นั้นมีประโยชน์กับทารกมากมาย ซึ่งในประเทศไทยและต่างประเทศต่างรณรงค์เรื่องนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ทั้งแม่และเด็กได้รับผลประโยชน์จากนมแม่ทั้งคู่ เพราะนมแม่ประกอบด้วยสิ่งที่ช่วยต่อต้านเชื้อโรค แบคทีเรียต่างๆ ...“การให้นมลูกด้วยตัวเองช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคทางเดินหายใจ กระเพาะปัสสาวะ และท้องเสียได้ ทำให้เด็กแข็งแรงและไม่ค่อยป่วยง่าย หรือแม้จะป่วยก็จะไม่ป่วยถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ถ้าเทียบกับเด็กที่ไม่ได้รับนมแม่ การให้นมลูกจากแม่ป้องกันการเกิดโรคต่างๆของคุณแม่ เช่น โรคมะเร็งเต้านมและโรคกระดูกพรุน และรวมถึงเรื่องน้ำหนักในระยะยาวด้วย”

องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวเป็นเวลาอย่างน้อย 6 เดือน และหลัง 6 เดือน...ให้ลูกกินนมแม่ควบคู่กับอาหารเสริมตามวัยจนอายุครบ 2 ปี หรือมากกว่านั้น...“จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ควรสนับสนุนที่จะช่วยให้แม่ได้มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูก สอดคล้องกับแนวทางของกระทรวงสาธารณสุขในการส่งเสริมให้เด็กไทยเติบโตด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่เจ็บป่วยบ่อย และมีพัฒนาการที่ดีตามวัย”

ด้วยสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน คุณแม่ส่วนหนึ่งเมื่อคลอดบุตรแล้ว จำเป็นต้องกลับไปทำงาน สำหรับในไทยนั้น ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มีหลักว่า ลูกจ้าง ซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาคลอดก่อนและหลังคลอดครรภ์หนึ่งไม่เกิน 90 วันโดยให้นับรวมวันหยุดที่มีระหว่างวันลาด้วย และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง ซึ่งลาคลอดเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 45 วัน

ดังนั้น “คุณแม่” ผู้เป็นลูกจ้างที่ได้กลับไปทำงานแล้ว การให้นมลูกในขณะที่ทำงานไปด้วย จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ คุณแม่บางท่านเมื่อถึงเวลาพักจากการทำงาน หากที่พักใกล้กับที่ทำงาน บางคนจะกลับไปบ้านเพื่อให้นมลูก แต่ในความเป็นจริงแล้ว...คุณแม่ส่วนใหญ่ จะมีเครื่องมือช่วยในการทำให้น้ำนมออกมา

หรือที่รู้จักกันดีว่าใช้เครื่องปั๊มนม ซึ่งการปั๊มนมเป็นเครื่องมือช่วยให้คุณแม่นั้นสามารถที่จะให้นมลูกได้ มีประโยชน์กับคุณแม่ที่ต้องออกมาทำงานข้างนอกบ้าน หรือกรณีที่ลูกไม่เอาเต้านมแม่ เมื่อปั๊มนมหรือบีบน้ำนมออกมาสามารถเก็บนมใส่ถุงนมแม่ ทำเป็นสต๊อก ให้ลูกได้กินนมแม่เป็นระยะเวลานาน

ประเทศไทย... เรื่องสถานประกอบการหรือที่ทำงานจะต้องจัดให้มีสถานที่สำหรับให้นมบุตร อาจจะเป็นเรื่องที่ไกลตัว หรืออาจยังไม่เห็นความสำคัญมาก แต่ในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา การให้นมบุตรถือเป็นสิทธิที่มารดาพึงจะกระทำได้ ทั้งในที่สาธารณะและในที่รโหฐาน

ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติจะมีกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูประบบสุขภาพของแม่และเด็ก มีกฎหมายที่ออกมาในแต่ละรัฐในเรื่องเกี่ยวกับการให้นมบุตร ถือเป็นวาระที่สำคัญอีกเรื่องในระดับชาติ ประธานาธิบดีโอบามาได้ลงนามในพระราชบัญญัติ การดูแลสุขภาพในราคาสมเหตุสมผล (ACA) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2553 ในบทบัญญัติต่างๆมาตรา 4207 แห่งกฎหมายฉบับปรับปรุงพระราชบัญญัติมาตรฐานแรงงานที่เป็นธรรม (FLSA) ว่า..

“ลูกจ้าง” สามารถพักเพื่อให้นมบุตร ปั๊มนมให้บุตรเมื่อไหร่ก็ได้ในเวลาที่เห็นสมควรหรือจำเป็น เป็นเวลา 1 ปี หลังคลอดลูก (ต่อ 1 คน) และหลังเลิกงานลูกจ้างไม่จำเป็นต้องทำงานชดเชยของเวลาที่หายไปนั้นๆด้วย และทางบริษัทก็ควรจัดสถานที่สำรอง ที่สะดวกสบายให้กับลูกจ้าง ที่ไม่ใช่ห้องน้ำ เพื่อให้ลูกจ้างสามารถปั๊มนมได้สะดวกขึ้นด้วย ถ้าบริษัทนั้นไม่สามารถที่จะทำสถานที่สำหรับห้องให้นมลูกได้ บริษัทนั้นจะต้องมีพนักงานน้อยกว่า 50 คน ก็จะไม่ผิดกฎหมายข้างต้น แต่จะต้องชี้แจงเหตุผล รวมถึงภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับนายจ้างเหตุใด? จึงไม่สามารถทำสถานที่ดังกล่าวได้ และกฎหมายของรัฐบาลกลางไม่มีผลหากกฎหมายของรัฐให้ความคุ้มครองแก่พนักงานผู้ที่ต้องให้นมบุตรหรือปั๊มนมมากกว่ากฎหมายของรัฐบาลกลาง

ปัจจุบันมีหลายรัฐในสหรัฐอเมริกาที่มีกฎหมายให้ความคุ้มครองในเรื่องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมของลูกจ้างในที่ทำงาน เช่น รัฐแคลิฟอร์เนีย รัฐหลุยเซียนา รัฐนิวยอร์ก รัฐโอกลาโฮมา รัฐอาร์คันซอ

ในสหราชอาณาจักร มีกฎหมายว่าด้วยการให้นมบุตรของลูกจ้าง บัญญัติอยู่ในพระราชบัญญัติว่าด้วยความเสมอภาคหรือความเท่าเทียม ปี ค.ศ.2010 โดยนายจ้างต้องจัดหาสถานที่สำหรับลูกจ้างให้ปั๊มนมหรือบีบให้น้ำนมออก หรือให้นมบุตรที่สามารถพักและนอนพิงเอนได้ ลูกจ้างสามารถเรียกร้องขอสถานที่ที่เป็นส่วนตัวและสะดวกที่จะปั๊มนมให้บุตรได้ที่ไม่ใช่ในห้องน้ำ ห้องพยาบาล หรือสถานที่ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ

อีกทั้งพระราชบัญญัติว่าด้วยเด็กและครอบครัว ค.ศ.2014 อนุญาตให้ลูกจ้างสตรีสามารถเจรจากับนายจ้างเพื่อยืดหยุ่นเวลาการทำงานหากต้องการที่จะให้นมหรือปั๊มนม โดยจะพิจารณาเป็นกรณีๆไป ขึ้นอยู่กับความตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ตัวอย่างเช่น ลูกจ้างทำงานในบริษัท ได้พูดคุยกับนายจ้างว่าเธอต้องการที่จะไปให้นมบุตร และจะไปหาลูกที่เนิร์สเซอรี่ที่ได้ดูแลลูกของเธอ กรณีนี้นายจ้างอาจอนุญาตหากลูกจ้างใช้บริการเนิร์สเซอรี่ที่ใกล้กับบริษัท ซึ่งข้อตกลงยินยอมนี้ให้ลูกจ้างกระทำการดังกล่าวได้เป็นเวลา 3 เดือน หลังจากกลับมาทำงาน เป็นต้น

ผศ.ทัชชภร บอกอีกว่า กฎหมายของประเทศอาร์เจนตินา อนุญาตให้ลูกจ้างสามารถพักไปให้นมหรือปั๊มนมได้ 2 ครั้งต่อวัน และในแต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 30 นาที จนกระทั่งเด็กอายุครบ 1 ปี และระยะเวลาดังกล่าวสามารถยืดออกไปได้อีก หากมีความจำเป็นตามความเห็นของแพทย์

สำหรับประเทศในทวีปเอเชียนั้น ประเทศที่มีกฎหมายเกี่ยวกับการให้นมบุตร เช่น ประเทศฟิลิปปินส์ มีพระราชบัญญัติส่งเสริมการให้นมบุตร ค.ศ.2009 โดยถือเป็นนโยบายระดับชาติเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ส่วนหนึ่งของกฎหมายนั้นมีการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายฉบับเดิม โดยกล่าวถึงสถานที่ที่มารดาจะให้นมบุตร และมารดาที่จะปั๊มนมหรือให้นมในระหว่างเวลาทำงาน

กล่าวคือ...จะมีช่วงเวลาให้พนักงานสามารถไปให้นมหรือปั๊มนมเพิ่มเติมจากเวลาพักปกติและชั่วโมงที่ออกไปให้นมจะถูกนับกลับมาเป็นชั่วโมงการทำงานได้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าหากเป็นการให้นมในสถานที่ที่กำหนดไว้ เช่น ห้องให้นมในสถานประกอบการ โดยลูกจ้างสามารถให้นมได้อย่างน้อย 40 นาทีในเวลาทำงาน 8 ชั่วโมง

ย้อนมองประเทศไทย ยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับสถานที่ที่มารดาสามารถให้นมบุตรหรือปั๊มนมในสถานประกอบการ แต่เป็นที่น่ายินดีที่ในหลายๆสถานประกอบการเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ จัดให้มีห้องหรือสถานที่ดังกล่าว ซึ่งไม่ใช่ห้องน้ำหรือห้องพยาบาล อยู่ในสถานประกอบการ แต่อาจยังเป็นส่วนน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับสัดส่วนจำนวนสถานประกอบการในประเทศไทย

ผศ.ทัชชภร มหาแถลง ฝากทิ้งท้ายว่า “ภาครัฐควรส่งเสริม สนับสนุนในเรื่องนี้ เพราะประโยชน์ที่ได้รับทั้งกับลูกจ้าง...นายจ้าง เช่น คุณแม่ผู้เป็นลูกจ้างลางานน้อยลง เด็กที่ได้รับนมแม่จะไม่เจ็บป่วยง่าย ความเป็นห่วง ความกังวลใจของพนักงานก็จะลดลง มีสมาธิ...ขวัญกำลังใจที่ดีขึ้น ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานก็จะดีขึ้น ผู้ประกอบการรวมถึงบริษัทก็จะได้ภาพลักษณ์ที่ดี อีกทั้งประเทศชาติจะได้เด็ก ...เยาวชนที่มีคุณภาพ เป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคตต่อไป”.