วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อิสลามสายอนุรักษนิยมในอินโดฯ

(ภาพ : AP)


เดี๋ยวนี้ดูเหมือนว่าจะมีองค์กรที่มองไม่เห็นคอยปั่นประเด็นทางศาสนาให้เกิดความขัดแย้ง อย่างเมื่อเช้าวันอังคาร 06.40-07.00 น. ร.ต.อ. ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย พูดในรายการ Good Morning ASEAN ทาง FM100.5 MHz อสมท. เรื่องเมื่อ 6 ต.ค.60 ตำรวจอินโดนีเซียจับคนในเซาน่าเกย์ในกรุงจาการ์ตาได้ 51 คน และในนั้นมีคนไทยด้วย

ในบางประเทศที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม การมีเซาน่าเกย์แบบนี้ถือว่าผิดกฎหมาย แต่ในอินโดนีเซีย รักร่วมเพศและเพศสัมพันธ์ระหว่างเกย์ไม่ผิดกฎหมาย ยกเว้นเพียงจังหวัดเดียวคืออาเจะ ตำรวจอินโดนีเซียเอาผิดเรื่องรักร่วมเพศไม่ได้ ก็เลยไปเอาผิดพวกในเซาน่าเกย์ทั้ง 51 คน ข้อหามีสื่อลามกและยาเสพติดแทน

จากนั้นอาจารย์ก็แนะนำผู้ฟังที่จะไปประเทศที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามว่า ต้องศึกษาสิ่งที่ทำได้และทำไม่ได้ เดี๋ยวนี้ กระแสอิสลามสายอนุรักษนิยมมาแรงในหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินโดนีเซีย บรูไน และมาเลเซีย

อาจารย์นิติภูมิธณัฐพูดถึงเรื่องหะล้าล (อนุมัติ) และหะรอม (ต้องห้าม) รับใช้ให้ความรู้ท่านผู้ฟัง พอพูดถึงว่ามุสลิมจะไม่ยืนดื่มน้ำ ก็มีผู้ฟังโทร.มาที่สถานี บอกว่าตนเป็นมุสลิมและขอชี้แจงว่าศาสนาอิสลามไม่มีเรื่องการห้ามยืนดื่มน้ำ

อาจารย์จึงให้ผมถ่ายหะดิษ (ข้อความอันเป็นคำกล่าวของท่านศาสนามุฮำมัด (ศ้อลฯ) รวมถึงผู้ใกล้ชิดซึ่งท่านยอมรับหรือไม่คัดค้าน) ข้อความว่า “ท่านอนัสรายงานว่า ท่านนบีได้สั่งห้ามยืนดื่มน้ำ (มุสลิม)” ส่งไปให้ที่สถานี

อาจารย์ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม แต่ความที่ต้องไปปฏิบัติภารกิจในตะวันออกกลางและเอเชียกลางบ่อยๆ ก็จึงศึกษาวัฒนธรรมอิสลาม อ่านคัมภีร์อัลกุรอาน อ่านซุนนะหฺ ซึ่งเป็นวจนะหรือคำพูด (หะดีษ) การปฏิบัติหรือจริยวัตรและคำชี้ขาดในปัญหาใดปัญหาหนึ่งของท่านศาสดามุฮำมัด (ศ้อลฯ) ตลอดจนคำกล่าวและการปฏิบัติของสหายและผู้ใกล้ชิดซึ่งท่านศาสดา (ศ้อลฯ) ให้การรับรอง หรือไม่คัดค้าน

เรื่องพวกนี้ ถ้าศึกษากันอย่างละเอียด ก็จะพบว่ามีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับทั้งสิ้น เช่น ความจำเริญของการรับประทานอาหาร (คือ) การชำระล้างมือก่อนกินและชำระล้างมือและปากหลังการกิน (อบูดาวูด) จงอย่าดื่มรวดเดียวโดยมิได้หายใจเหมือน กับการดื่มของอูฐ จงดื่มทีละอึกสองอึกและสามอึก (ติรฺมิซี) จงอย่ากินหรือดื่มด้วยมือซ้าย (บุคอรี) ท่านอิบนุ อับบาสรายงานว่า ท่านนบีสั่งมิให้เป่าหรือหายใจลงในภาชนะ (ที่มีอาหารหรือน้ำ) (อบูดาวูด) ฯลฯ

เรื่องความตายก็เหมือนกัน ในทัศนะของอิสลามไม่ได้เป็นความทุกข์ หรือเป็นการพ้นทุกข์ หรือเป็นการเพิ่มทุกข์ ในอิสลามถือว่า การตายคือการกลับสู่ความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า อัลลอฮฺ(ซุบฮาฯ)

ถ้าได้ศึกษาพิธีศพในอิสลาม ผมว่าตั้งอยู่บนรากฐานของการประหยัดเป็นอย่างมาก ไม่เป็นภาระแก่ครอบครัวของผู้ตาย ไม่ต้องไปจองที่ดินและซื้อที่ดินในกุโบรฺ มุสลิมทุกคนสามารถใช้พื้นที่ในกุโบรฺทุกแห่งในโลกโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ตายที่ไหนก็ฝังที่นั่น หลุมฝังศพก็ห้ามสร้างเป็นการถาวร

ห้าปีที่แล้ว พอรู้ว่าต้องตามอาจารย์ไปงานศพมุสลิม ผมขอกลับไปบ้านเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสีดำ อาจารย์บอกว่าไม่ต้องดอก เพราะการตายในศาสนาอิสลามไม่ใช่เป็นความทุกข์ ผมเลยถามว่า อ้าว มุสลิมไม่แต่งกายไว้ทุกข์ด้วยชุดสีดำดอกหรือ อาจารย์บอกว่าเท่าที่พอมีประสบการณ์อยู่บ้างนั้น มุสลิมคนไหนแต่งกายไว้ทุกข์ด้วยชุดสีดำ คนนั้นทำผิดบทบัญญัติศาสนาอิสลาม

คนเราแม้ว่าจะต่างศาสนา แต่เมื่อมาอยู่ร่วมประเทศกันแล้ว ก็ต้องศึกษาศาสนา วัฒนธรรมประเพณีของกันและกันเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างเข้าใจกัน ไม่ทะเลาะกัน จะมีคนต่างศาสนาสักกี่คนที่ทราบว่ามุสลิมที่เป็นผู้ชายนี่ห้ามนุ่งกางเกงขาสั้น ห้ามใส่ทอง ไม่สวมผ้าไหม ตำรวจเองก็ต้องรู้ว่าอย่านำศพมุสลิมไปผ่าเพื่อชันสูตร หรือเอาไปเป็นอาจารย์ในการทดลอง

ความไม่รู้อาจจะทำให้มีการประท้วงอย่างเฟอะฟะ หรือโจมตีกันอย่างโง่ๆ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com