วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จากอีเวนต์อลัง สู่ Tomorrowland เจ้าพ่ออินเด็กซ์ ขาดทุนก่อนก้าวหน้า

- เราก็เซ็นสัญญาขอล็อกเวลา 5 ปี และจะไม่มีการแข่งขันกับใครตลอดระยะเวลา 5 ปีนี้ ฉะนั้นเราก็กล้าที่จะมาลงทุน ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แม้กระทั่งแบรนด์ของเวียดนามเองเขาก็ไม่ได้มองเมืองนี้ เขามองว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวไม่ได้สนใจอะไร

- เราเริ่มเข้ามาทำงานแรกคือช่วงปีใหม่ของเวียดนาม มีสปอนเซอร์มารายเดียว นอกนั้นควักเนื้อหมด เราบอกน้องว่า ลองดูว่าคิดรูปแบบนี้อะไรจะเกิดขึ้น งานอีเวนต์ 2 สัปดาห์ปรากฏนักท่องเที่ยวถล่มทลาย" 

- คนเวียดนามเคยบอกว่า ช่วงปีใหม่ไม่ควรจัดงาน เพราะคนเขากลับบ้านกันหมด แม้แต่สปอนเซอร์ของเวียดนามเองก็บอกว่าไม่ควรจัด แต่เราฝืนกฎทุกข้อ อย่าลืมว่าโซเชียลมีเดียในเวียดนามก็แข็งแรงพอๆ กับไทย เราจัดไลท์เฟสติวัลทุกครึ่งชั่วโมง เน้นให้คนถ่ายรูป ให้คนแชร์ นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 100%

ข้างต้นถือเป็นความหาญกล้าของอินเด็กซ์ อีกครั้ง เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ผู้คร่ำหวอดในวงการอีเวนต์และกิจกรรมสุดสร้างสรรค์เล่าให้ฟังในงาน 'ฮอยอัน มาราธอน 2017' ที่ไทยรัฐออนไลน์มีโอกาสได้ไปร่วมงานถึงเคล็ดลับและแนวความคิดสุดล้ำถึงอนาคตในเวียดนาม และอีเวนต์ใหญ่ที่กำลังจะมีขึ้นในประเทศไทยสุดเซอร์ไพรส์อย่าง Tomorrowland 

5 ปี อินเด็กซ์ ยึดอีเวนต์เวียดนาม

"20 กว่าล้านคือค่าเสียหายที่เสียไปครั้งนี้ แต่ก็ไม่ได้สูญเปล่า งานนี้ เจ๊งแหลก แต่มันทำให้เมืองนี้รู้ว่าเราสามารถเพิ่มนักท่องเที่ยวให้ขึ้นมา 100% ได้ ไม่ใช่ได้แค่ในเมืองนี้เท่านั้น มันได้ยินไปถึงหูคนในรัฐบาลเขาเลยว่า บริษัทคนไทยมาจัดงานแบบนี้ให้กับเมืองฮอยอันฟรี มันบ้าไปแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่เรามองคือมันมีงานต่อ คราวนี้เปลี่ยนเป็น 'กว่างนาม เฟสติวัล' รัฐบาลจ้างเลย ให้เราช่วยทำเฉพาะเทคนิคอย่างเดียว เราดีไซน์ให้ทำแค่ 10 นาที ค่าตอบแทน 8 ล้านบาท"

ผลตอบรับดีมาก เมฆ หัวเราะ คราวนี้งานง่ายขึ้นจาก งานแรก 'ไลท์ติ้ง เฟสติวัล' งานที่ 2 'ฮอยอัน มาราธอน 2017' ซึ่งเขาต้อนรับเราดีมากเพราะรู้แล้วว่า เราทำแล้วนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งซีรีส์ที่ 3 ช่วงปีใหม่นี้จะเป็นงาน 'ฮอยอัน เฟสติวัล' 

"ถามว่าทำไมต้องวิ่งที่นี่ มันดีอย่างไร จริงๆ เราวางแผนเป็นซีรีส์ ช่วงไลท์ เฟสติวัล เราให้ผู้สื่อข่าวทำข่าว ให้คนรู้จักเมืองนี้มากขึ้น พอเราจัดวิ่งมาราธอนคนก็มามากขึ้น ผลตอบรับดีขนาดบางกอกแอร์เวย์สเพิ่มเที่ยวบินทุกวัน ขายดีมาก เต็มตลอด นักท่องเที่ยวไทยก็มามากมาย สิ้นปีก็เป็นอีเวนต์ใหญ่ คือ 'ฮอยอัน เฟสติวัล' เพราะเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ที่นี่ตกหนักมาก เราจะเอาหน้าหนาวเป็นหลักเพราะมันเป็นพีคซีซั่นของที่นี่"

เมื่อถามว่า อินเด็กซ์ ไม่เคยทำ สปอร์ตอีเวนต์ ความท้าทายของมันคืออะไร?

"แรกๆ เราก็ตั้งหลักกันเราจะไปหากลุ่มเป้าหมายแบบนี้ได้ยังไง เราไม่มีข้อมูล จัดยังไงให้เหมาะสม จริงๆ เราไม่ค่อยเชื่อมั่นเรื่องวิ่งตอนเช้า เพราะคนยังไม่ตื่น ก็ลองดูทฤษฎีวิ่งมาราธอนว่าเขาทำกันยังไง ถ้าผลตอบรับปีนี้ออกมา อาจจะมีการปรับนิดหน่อย ในใจเราแบ่งเป็น 2 แบบคือ ฟูลมาราธอน กับฟันรัน มาวิ่งชิลๆ ถ่ายรูป พวกนักวิ่งมาราธอนก็บอกว่า ให้ใส่หมวกเวียดนามวิ่งสิ จะได้มีคาแรกเตอร์ พอวันงานจริงๆ น่าตื่นเต้นมาก ตอนแรกเรานึกว่าจะมีแต่คนพื้นที่ แต่ปรากฏว่าคนเอเชียมากันเยอะ คนเวียดนาม 35% ชาวต่างชาติ 65% ใน 65% นี้ก็เป็นคนไทย 55% แล้ว นอกนั้นมาเลเซีย ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ ฝรั่งเศส อังกฤษ อเมริกา คนที่มาสมัครก็เยอะขึ้นมากๆ ถือว่าประสบความสำเร็จ"

"อินเด็กซ์เรามองอนาคตตลอด" เมฆย้ำว่า 2 อีเวนต์ แม้จะไม่ผลิดอกออกผลเป็นกำไรทางเงิน แต่เชิงธุรกิจ ปีแรกลงทุนเองหมด เราพร้อมเจ๊ง แต่นั่นคือยัง
มีโอกาสปีต่อไป งานวิ่งที่นี่ อาจจะกลายเป็น 'บอสตันมาราธอน' เลยก็ได้ แต่ถ้าเราไม่เริ่มต้นมันก็จบ เพราะนี่คือการที่เราได้เมืองมรดกโลกมันพิเศษเราได้สัมปทาน แบบไม่ได้จ่ายเลยสักบาท เพราะนายกรัฐมนตรีของเวียดนามบ้านเกิดอยู่ที่นี่ เขาต้องการให้ภาคกลางเป็นแหล่งท่องเที่ยวของเวียดนาม

"เราไม่ได้เสียสักบาทให้รัฐบาลเขา ที่นี่เขายึดว่าใครเขียนโปรเจกต์ดีที่เกื้อหนุนประเทศ เขาพร้อมสนับสนุน คนในพื้นที่ก็แฮปปี้ เพราะเขาได้นักท่องเที่ยวเพิ่ม"

เมฆบอกว่า ดังนั้น 1 ปี จะมี 3 อีเวนต์เป็นอย่างน้อยที่จะทำในประเทศเวียดนาม

"ถามว่าอะไรคือเสน่ห์ของการทำธุรกิจในภูมิภาคนี้ เสน่ห์ของทุกประเทศไม่เหมือนกัน เราต้องปรับตัวและเรียนรู้เขา อย่างเช่นพม่าก็เป็นอีกแบบเวียดนามแม้จะตัดสินใจช้า ซึ่งเราก็ต้องเรียนรู้วัฒนธรรม และผู้คนเขาเยอะเหมือนกัน อินเด็กซ์โตมากับแนวอินเตอร์มาก เราคุ้นเคยกับวัฒนธรรมแบบต่างชาติที่รวดเร็ว พอมาเจอแบบช้าหมดต้องปรับตัวอดทนรอ" เขายิ้มบอก

อินเด็กซ์ พร้อมขาดทุน ???

หลายๆ อย่างที่ผ่านมาเวลาอินเด็กซ์ลงทุนส่วนใหญ่ก็พร้อมที่จะขาดทุนก่อนเสมอๆ คุณมีวิธีคิดอย่างไร สิ่งเหล่านี้น่าสนใจ?

เมฆบอกว่า ถูกต้อง จริงๆ ไม่ได้อยากขาดทุน แต่มันคืออีเวนต์ที่เราทำซ้ำๆ ไง ถ้าเราอยากจะทำอีเวนต์อะไรสักอย่างที่มันทำได้ครั้งเดียว มันไม่มีโอกาสแก้ตัว แต่อันนี้คือปีหน้ามันจะมีอีก มันก็มีโอกาสที่เราจะเป็น โมเดลของเราก็จะเหนื่อยน้อยลง ฟิวเจอร์ของอินเด็กซ์คือเราโอนอีเวนต์เองเยอะมาก แล้วอยู่ในภูมิภาคนี้ สมมติพรุ่งนี้จบ สัปดาห์ถัดไปบินไปพม่าไปทำแฟร์ที่พม่า อันนี้ปีที่ 4 แล้ว ซึ่งก็ต้องบอกว่ามันก็เป็นโมเดล พอมันเป็นแบบนี้ต้องบอกว่าอินเด็กซ์ ในอนาคตต่อไป มันจะมีรายได้มากขึ้น มันจะสเตเบิลมากขึ้น เมื่อก่อนเราทำครั้งเดียวหมด แต่ต่อไปนี้เปิดมาต้นปีเนี่ย เราจะบอกว่ารายได้เราเท่าไร เราจะมีอีเวนต์ของเราเองเป็นซีรีส์

เมื่อก่อนก็ไม่ได้เป็นแบบนี้? เมฆบอกว่า ปรับโมเดลนี้มาประมาณ 5 ปี แต่เราเริ่มต้นจากแฟร์ในพม่า ในเขมร เราก็เริ่มแตกออกมา เพราะฉะนั้นอินเด็กซ์ในอนาคตข้างหน้า เราจะเติบโตแบบมั่นคง จะไม่ได้เติบโตแบบหวือหวา เราก็จะไม่เหมือนบริษัทที่อีเวนต์สแตนดาร์ต ไม่ต้องเป็นอีเวนต์แบบเดียว เอาให้มันเหมาะสม

Tomorrowland จัดที่ประเทศไทย? 

เมื่อถามถึงอีเวนต์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Tomorrowland อีเวนต์มิวสิกเฟสที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งคาดว่าจะได้จัดในประเทศไทย พื้นที่อ.สัตหีบ จังหวัดชลบุรี ในปี 2019 หรือ 2020 

'ผมหวังว่าเราจะได้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณา อยู่ในระหว่างการเตรียมตัวยื่นครม. ถามว่ามีโอกาสไหม อยู่ที่ประเทศไทยแล้ว เพราะต่างประเทศบอกผมมาว่า เขาอยากให้อีเวนต์นี้เกิดที่ไทย' เกรียงไกร กล่าวสรุป