วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บช.ทท.ลุยจับทัวร์เถื่อน กระจายรายได้เข้าคนไทย

“การกระทำของบริษัทนำเที่ยวที่ผิดกฎหมาย ทำลายระบบเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยว หากเกิดเหตุความเสียหายจะตกอยู่กับประเทศ จากการตรวจค้นได้ตรวจยึดรถบัสโดยสารให้บริการท่องเที่ยวป้ายแดง สินค้าแพงเกินจริง สินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มัคคุเทศก์เถื่อนที่ไม่มีใบอนุญาตแย่งงานคนไทย นำเข้ามาสอบสวนขยายผล” เป็นคำยืนยันของ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท. รอง ผบช.ทท. เดินหน้าปราบปราม “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” ที่ฝังรากลึกทำลายภาพพจน์ท่องเที่ยวไทย

ศาลยกฟ้องในคดี “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” เป็นประเด็นทำให้คนนอกหาช่องโจมตีคนทำงาน ไม่นานความจริงเริ่มปรากฏ หลัง กรมสรรพากร นำหลักฐานของ บริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต ร้องทุกข์กับ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. หัวหน้าพนักงานสอบสวนดำเนินคดีฐานหลบเลี่ยงภาษี ม.37 แห่งประมวลรัษฎากร ให้ บก.ปอศ.ดำเนินคดีตามกฎหมาย ผลประโยชน์มหาศาลเครือข่ายทัวร์ผิดกฎหมายที่กดดันลงมา ในอดีตไม่มีใครกล้าจับกุม “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” เต็มไปด้วยอิทธิพล ผลประโยชน์ และเครือข่ายที่แทรกซึมทุกภาคส่วน

ตรวจสอบเงินรายได้ บริษัทโอเอ ทรานสปอร์ต ย้อนหลัง 5 ปี แจ้งว่า มีรายได้เพียง 25 ล้าน ขัดกับพยานหลักฐานของ กรมสรรพากร พบว่า มีรายได้รวมกว่าหมื่นล้านบาท และต้องชำระภาษี 7,800 ล้านบาท ยังพบข้อมูลน่าสนใจรายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากเช่ารถบัสโดยสาร แต่มาจากจำหน่ายสินค้าและให้บริการอย่างอื่น ขัดแย้งคำให้การของผู้ต้องหาในชั้นศาลที่มีรายได้จากการเช่ารถบัสโดยสาร ไม่ใช่ประกอบกิจการธุรกิจนำเที่ยว ถือเป็นหลักฐานใหม่ยื่นขออุทธรณ์สู้คดีของเจ้าหน้าที่ ทำให้มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงเครือข่ายทัวร์ศูนย์เหรียญที่กินรวบทั้งระบบ

สำนักงาน ปปง. จ่อดำเนินคดี พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และยึดทรัพย์หลังศาลตัดสิน ความกดดันตกอยู่ที่ชุดทำงานปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย แต่ไม่ทำให้คนทำงานย่อท้อ ยังคงเดินหน้าลุยจัดระเบียบการท่องเที่ยวไทยให้มีมาตรฐานตามนโยบายรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.

แม้จะมีปัญหาถูกกดดันกลุ่มเครือข่าย “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” และเกมเลื่อยขาเก้าอี้บิ๊ก ตร.

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์รับงานไม่ย่อท้อ แบกภาระกดดันกลุ่มเครือข่ายทัวร์นำเที่ยวที่อยู่ในข่ายถูกดำเนินคดี เดินหน้าดูแลปัญหานักท่องเที่ยวที่ได้รับความเดือดร้อน เป็นความตั้งใจจริงที่เลือกเข้ามาทำงาน “แบบมืออาชีพ” ใช้ทุกหนทางเพื่อมาสลายเครือข่ายกลุ่มผลประโยชน์การท่องเที่ยวชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่กี่บริษัทในเมืองไทย

เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทัวร์นำเที่ยวเจ้าอื่น โดยเฉพาะเจ้าของกิจการท่องเที่ยวคนไทยได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก ไม่มีการเลือกฝ่าย เลือกปฏิบัติ ทุกบริษัททุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย

หลังนักท่องเที่ยวร้องเรียนว่า มีการนำรถบัสโดยสารป้ายแดงมาให้บริการ ร้านค้าขายสินค้าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ใช้มัคคุเทศก์ที่ไม่ได้รับอนุญาต สน.พญาไท จับกุมรถบัสโดยสารนำเที่ยวที่ให้บริการไม่เป็นไปตามเงื่อนไข เป็นรถของบริษัทนำเที่ยว มีรถให้บริการในเครือข่าย 400 คัน บริษัทนี้เคยถูกตำรวจท่องเที่ยวจับกุมมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2559 มีประวัติถูกจับรถขณะให้บริการกว่า 1,600 ครั้ง

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ดึงทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการท่องเที่ยวเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อจัดระเบียบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” โดยมี บก.ทท. บก.สปพ. กรมศุลกากร กรมการขนส่ง สำนักงาน ป.ป.ช. กระทรวงพาณิชย์ บก.ปคบ. บก.ปอศ. ตรวจค้นบริษัทท่องเที่ยวใหญ่ 7 แห่ง ได้แก่ บริษัท โมเดิร์นเจมส์ รอยัล ปาร์ค ควีน เลเธอร์ เอ็นจีแอล ทรานสปอร์ต สยาม สแตนดาร์ด พรีเมียม ลอจีสติกส์ และ โมเดอร์ ลาเท็ก พัทยา

เริ่มไล่ตรวจสอบทั้งระบบเรื่องที่นักท่องเที่ยวร้องเรียนเข้ามาว่าได้รับความเดือดร้อน ถูกเอารัดเอาเปรียบ ทั้งรถบัสโดยสารป้ายแดงที่บังคับให้เข้าไปซื้อสินค้าของที่ระลึก จิวเวลรี่ ที่ขายแพงเกินจริง สินค้าบางอย่างไม่มีคุณภาพ โรงแรมที่พัก เรือนำเที่ยว ร้านอาหาร ล้วนแต่อยู่ในเครือข่ายบริษัทนำเที่ยวไม่กี่แห่งในเมืองไทย

ผลตรวจค้น กรมสรรพากร ร่วมกับ บก.ปอศ. ยึดเอกสารเกี่ยวกับภาษี บก.ปคบ. ยึดสินค้า ขายสินค้าที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง จำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหาร เครื่องสำอาง แสดงฉลากไม่ถูกต้อง ตรวจยึดของกลาง 1,603 รายการ บช.ทท. จับกุมมัคคุเทศก์ไม่ติดบัตรมัคคุเทศก์ตาม พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวฯ 1 ราย

ฝ่ายปกครอง จับกุม พ.ร.บ.ผังเมือง ตามข้อกล่าวหา ก่อสร้างไม่เป็นไปตามแบบก่อสร้างเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด บก.ปทส. อยู่ในระหว่างดำเนินคดีในข้อหา ครอบครองสัตว์ป่าและซากสัตว์ป่าคุ้มครองโดยไม่ได้รับอนุญาต กรมการขนส่งทางบก กับ กรมศุลกากร ตรวจสอบแหล่งที่มารถบัสโดยสารป้ายแดงที่ใช้รับส่งนักท่องเที่ยว

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.รอง ผบช.ทท. กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติร้องเรียนมีบริษัททัวร์นำเที่ยวนำรถบัสโดยสารป้ายแดงมาให้บริการ ตรวจสอบบริษัทนำเที่ยวใหญ่ทั้งในเขตกรุงเทพมหานคร พัทยา และภูเก็ต มีการดำเนินคดีกับผู้ขับรถบัสนำเที่ยวที่ติดป้ายแดงให้บริการกว่า 1,600 ครั้ง ตลอด 10 เดือน ยังมีข้อร้องเรียนอีกจำนวนมาก และมีความผิดปกติทางพฤติการณ์ แสดงว่า ผู้ประกอบการไม่ได้เกรงกลัวกฎหมาย ตัวแทนบริษัทมาชี้แจงอ้างว่าอยู่ระหว่างยื่นขอจดทะเบียนกับกรมการ ขนส่งฯ พบว่า เอกสารที่นำมายืนยันมีความผิดปกติ บางคันไม่มีป้าย ไม่เป็นไปตามระเบียบของกรมการขนส่งทางบก อยู่ในระหว่างที่กรมศุลกากรและกรมการขนส่งทางบกตรวจสอบ มีการเก็บเอกสารทางการเงินสินค้าบางชนิด และตรวจยึดรถบัสโดยสารนำเที่ยวป้ายแดงให้บริการไว้จำนวนหนึ่ง ซึ่งต้องตรวจสอบโดยละเอียด ร้านค้าขายสินค้าไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ใช้มัคคุเทศก์ที่ไม่ได้รับอนุญาตมาเป็นผู้นำเที่ยว ส่วนใหญ่เป็นปัญหาที่ไม่ได้มีผลกระทบเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แต่เป็นความอึดอัดของผู้ประกอบกิจการด้านการท่องเที่ยวรายเล็กๆ คนไทยที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และแย่งอาชีพคนไทย นโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการทำให้เปิดกว้างเรื่องการท่องเที่ยว ไม่มีการผูกขาด เอาเปรียบคนไทย ต้องการกระจายรายได้การท่องเที่ยวให้ทั่วถึงกลุ่มผู้ประกอบการคนไทย”

คงเป็นคำตอบที่ชัดเจนของ บก.ทท.ที่ยกฐานะเป็น บช.ทท. เดินหน้าดูแลนักท่องเที่ยว “จัดระเบียบ” เครือข่ายธุรกิจท่องเที่ยวที่เอาเปรียบนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่เคยมีหน่วยงานไหนกล้าทำ แต่ก่อนร้องเรียนไปเรื่องหายเงียบ ตอนนี้ทุกเรื่องได้หยิบขึ้นมาขยายผล พอมีปัญหาตำรวจท่องเที่ยวเดินหน้าเข้าไปแก้ไขปัญหาทันที แม้จะเจออุปสรรคผู้มีอิทธิพล หรือ “คนนอก” กดดัน ชุดทำงานไม่เสียขวัญ ยึดมั่นนโยบายของรัฐบาล เดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติ ตำรวจยังเดินหน้าปราบปรามธุรกิจนำเที่ยวที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย

น่าเห็นใจชุดทำงานที่อยู่ท่ามกลางแรงกดดันกลุ่มเครือข่ายทัวร์ที่มีผลประโยชน์มหาศาล ฝังรากลึกมานาน และต้องเจอ “คนนอก” ที่หาเหตุมาเล่นงานเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ยังดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีความหนักแน่น และเข้าใจสิ่งที่ชุดทำงานได้ทุ่มเททำกัน ยิ่งสืบสวนลงลึกได้เห็น “วังวนทัวร์นำเที่ยว” ที่เบียดบังรายได้เข้าประเทศในแต่ละปี และไม่แปลกใจสิ่งที่กดดันชุดทำงานตลอดช่วงที่ตรวจค้นจับกุมดำเนินคดี

หากชุดปราบ “ทัวร์ศูนย์เหรียญ” เจอ “คนนอก” สกัด คงไม่มีใครกล้าทำอีก.

ทีมข่าวอาชญากรรม