วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ประยุทธ์" เหนื่อยปะทะ "วิกฤติศรัทธา" รัฐบาล คสช. : สนิมอำนาจ เจาะเรือแป๊ะ

ร้องลิเก เล่นลำตัด ขับรถหว่านข้าวในทุ่งนา ฯลฯ

ตามภาพข่าวที่ปรากฏสู่สายตาคนทั่วประเทศ ปฏิเสธไม่ได้ว่า “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ทำได้เนียนกว่านักการเมืองอาชีพด้วยซ้ำ

และนั่นก็ทำให้การเดินสายตรวจราชการที่จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อเนื่องกับการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

ประสบผลสำเร็จอย่างมากในเชิงการตลาด

ยุทธศาสตร์ในการสื่อสารตรงกับประชาชนทำได้ตามเป้า ในการเลือกจุดกระแสตามหัวเมืองใหญ่แต่ละภาค ทำให้ชาวบ้านได้รับรู้ถึงผลการทำงานของรัฐบาล เห็นถึงความคืบหน้าโครงการที่รัฐบาลพยายามแก้ปัญหา ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

โดยเฉพาะการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ลืมใส่ใจคนยากคนจน

และยังน่าจะหวังไปถึงผลทางการเมือง ผ่อนสถานการณ์รัฐบาล คสช.ที่ต้องเผชิญกับแรงเสียด-ทานหนักหน่วงขึ้น ตามเงื่อนเวลาท้ายเทอม ปลายโรดแม็ป

แบบที่มีการวิเคราะห์ข้ามช็อตไปถึง “รัฐบาลเพื่อการปฏิรูป” หรือ “รัฐบาลแห่งชาติ” ตามสัญญาณการเปิดโอกาสให้นักการเมืองเข้าร่วมงานกับ พล.อ.ประยุทธ์ในอนาคต

ลดโทนการตั้งแง่ของผู้นำทหารที่รังเกียจ นักเลือกตั้งอาชีพมาตลอด

เรื่องของเรื่อง ภายใต้เงื่อนไขที่สัมผัสได้ถึงระดับความเข้มอำนาจรัฐบาลทหาร คสช.ไม่ได้เบ็ดเสร็จเหมือนช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 ชักออกจากฝักแบบกล้าๆกลัวๆ

ประมวลผลสถานการณ์ทุกเรื่องทุกอย่างเริ่มไหลเข้าตัว

ปมร้อนย้อนมานัวเนียอยู่ที่ท่านผู้นำ

ที่สำคัญในจังหวะที่ตัวละครเอกของขั้วตรงข้ามอย่าง “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตัดสินใจหนีการฟังคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีจำนำข้าว

ปฏิบัติการณ์ “ล่องหน” ไปจากกระดานข่าวการเมือง

ตามท้องเรื่องที่ยังมีควันหลงในการแกะรอยเส้นทางหนี ล่าสุดมีการตามล็อกตัวนายตำรวจเจ้าของรถปริศนาที่ต้องสงสัยว่าเป็นพาหนะนำอดีตนายกฯหญิงหลบหนีไปด้านชายแดนจังหวัดสระแก้ว

แนวโน้มทิศทางข่าว เหมือนเคลียร์ข้อครหาฝ่ายคุมเกมอำนาจ คสช.เปิดทางให้เผ่น

แต่ที่แน่ๆ ฝ่ายความมั่นคง คสช.ฟันธงเลยว่า อดีตนายกฯหญิงจะไม่มาตามที่ศาลฎีกาฯนัดอ่านคำพิพากษาอีกครั้งในวันที่ 27 กันยายนนี้ กบดานยาวเพื่อผลในการลี้ภัย

นั่นก็เป็นอะไรที่เป้าโฟกัสจะหันกลับมาที่ “นายกฯลุงตู่” และรัฐบาล คสช.เต็มๆ

ถึงแม้โดยรูปเกมในเบื้องแรกเลย จะเป็นจังหวะดีของ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานรัฐบาล คสช.ในการเดินหน้าบริหารอำนาจพิเศษไปตามเส้นทางโรดแม็ป

แบบที่ไม่มี “น้องปู” คนสวยมาคอยแย่งซีน กวนสมาธิ

ทีม “นายใหญ่” ทั้งพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายเสื้อแดง นปช.ระส่ำ ตั้งหลักไม่ทัน นั่นหมายถึงหนทางสะดวกในการวางหมากรองรับยุทธศาสตร์ที่ คสช.จะต้องคุมสถานการณ์เปลี่ยนผ่านไปอีกอย่างน้อย 5 ปี ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ
ซึ่งก็เห็นได้ชัดถึงการเร่งเครื่องตุนแต้ม โชว์เนื้องานปั่นคะแนน

ตามแผนเชิงยุทธศาสตร์ที่สะท้อนจากจังหวะของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พยายามแสดงให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจของรัฐบาล คสช.ที่เดินมาถูกทาง

เริ่มส่งผลเชิงบวกในระยะยาวอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งฉากที่ตัวแทนรัฐบาลและนักลงทุนญี่ปุ่นมาดูเมกะโปรเจกต์ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และประกาศให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในอาเซียน ล้อไปกับการตีฆ้อง สัญญาณบวกทางเศรษฐกิจ ตลาดหุ้นบวกต่อเนื่อง กระทรวงพาณิชย์แถลงตัวเลขส่งออกเดือนสิงหาคมที่ตัวเลขโต 2 หลัก สูงเป็นประวัติการณ์รอบหลายปี

ขณะที่การจัดคิวให้ “นายกฯลุงตู่” ลงพื้นที่ประชุม ครม.สัญจรในต่างจังหวัด ตรวจความคืบหน้าเนื้องานตามนโยบาย ขายตรงผลงานรัฐบาล เน้นให้เห็นการแก้ปัญหาปากท้อง ทั้งแจกที่ดินทำกินจัดงบฯช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย บัตรสวัสดิการประชารัฐ ฯลฯ

สารพัดมาตรการซื้อใจคนจนฐานใหญ่ของประเทศ

สร้างโมเมนตัมทั้งเศรษฐกิจและกระตุกแรงเหวี่ยงทางการเมือง

ว่ากันด้วยเรื่องของเหลี่ยมการตลาดยี่ห้อ “สมคิด” ที่จัดว่าไม่ธรรมดา นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับได้ “นายกฯลุงตู่” ที่เล่นบทได้เนียนกว่านักการเมืองอาชีพ

ในจังหวะสถานการณ์สู้กับเกมบีบกระแสอยากเลือกตั้งตามผลโพล

บริบทการเมืองเดิมๆที่ชาวบ้านร้านตลาดจะเคยชินกับระบบนิเวศเก่าๆที่มองว่าเศรษฐกิจจะคล่องตัว เงินจะหมุนในช่วงดังกล่าว ซึ่งเข้าทางนักการเมืองที่เอามาขยายผลกดดันรัฐบาลทหาร

เหมาเลยว่า ชาวบ้านมองหาตัวช่วยใหม่แทนทีม “นายกฯลุงตู่”

ตามฉากสถานการณ์ที่ตัวเดินแต้มสำคัญ พล.อ.ประยุทธ์กับนายสมคิด กอดคอ “วิ่งสู้ฟัด” แบบสุดกำลัง

ในจังหวะปะทะกับวิกฤติศรัทธาที่ถาโถมเข้าใส่รัฐบาล คสช.

“สนิมอำนาจ” เจาะเรือแป๊ะ

กับปรากฏการณ์อีกด้านหนึ่งที่ “พี่รอง” อย่าง “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ต้องกลายเป็นเป้าตำบลกระสุนตก โดนถล่มอ่วม

ปัดเผือกร้อนกันไม่ทัน ปมการเซ็นอนุมัติให้บริษัทเอกชนเช่าที่ดินป่าชุมชนเขตต้นน้ำในจังหวัดขอนแก่นยังอ้ำๆอึ้งๆ ตั้งลำทรงตัวไม่ได้ ก็ต้องมาเจอกับคำถามแรงๆ กรณีการปลดประจำการของเรือเหาะตรวจการณ์ที่จัดซื้อสมัย พล.อ.อนุพงษ์เป็น ผบ.ทบ. ด้วยงบฯ 350 ล้าน ใช้งานไปได้แค่ 8 ปี

บินขึ้นบ้างไม่ขึ้นบ้าง ขึ้นได้แต่ลงไม่ได้

และภาพที่เห็นคือทั้ง พล.อ.อนุพงษ์ ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ต่างฝ่ายต่างโยนให้ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.เป็นคนเคลียร์คำถามในฐานะที่สั่งให้เลิกใช้

เพราะหากให้กำลังพลขึ้นไปปฏิบัติงาน เกรงจะเสี่ยงอันตราย

ไปๆมาๆเหมือนความรับผิดชอบจะตกเป็นของ พล.อ.เฉลิมชัย ไปเต็มๆ ทั้งๆที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆกับเรือเหาะอื้อฉาว แค่เข้ามาเกี่ยวในสถานะของ ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน

เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ต้องเอากระดูกมาแขวนคอ

หรืออีกกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ตั้งข้อสังเกตกลางวงประชุมคณะรัฐมนตรี ต่อกรณีโครงการ 9101 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วงเงินกว่า 22,895 ล้านบาท สนับสนุนงบฯให้ชุมชนละ 2.5 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ

ได้รับข้อร้องเรียนว่า ไม่มีประสิทธิภาพ ไม่โปร่งใส ไม่ถึงมือชาวบ้านอย่างแท้จริง

รีบชิงประจานเอง มันย่อมไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา

กระตุก พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ต้องรีบเด้งรับ ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และประเมินผลเป็นระยะ

นี่ยังไม่นับปมขายข้าวดีเป็นข้าวเน่าที่คนประชาธิปัตย์ไล่กัดติด

คนใกล้ตัว ทั้งพี่ ทั้งเพื่อน ตกอยู่ในวงล้อมตำบลกระสุนตก สถานการณ์ล้อกับคิวที่ “บิ๊กตู่” ขึ้นพูดบนเวทีของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) เป็นนัยส่งสัญญาณปรามคนใกล้ตัวเป็นพิษ

แถมยังมีการออกตัวเรื่องขบวนการ “เสธ.อ” แอบอ้างเป็นเพื่อนนายกฯหาผลประโยชน์

โจทย์ร้อน “ลุงตู่” ต้องรีบตัดไฟทุจริตที่เริ่มลามข้างๆตัว

นั่นไม่เท่ากับว่า โดยสถานการณ์มันโยงไปถึงภาวะเกษตรกรคนยากจนเดือดร้อนปากท้อง แต่ 2 หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบโดยตรงทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่างตกอยู่ในห้วงที่รัฐมนตรีกลายเป็นเป้าตำบลกระสุนตกและบ่อน้ำมัน
อันเป็นสถานการณ์ “ติดล็อก” จากกลไกภายในเรือแป๊ะเอง

“สนิม” สะสมทับถมจนสลัดไม่หลุด

“นายกฯลุงตู่” ตกอยู่ในภาวะน้ำท่วมปาก หยิกเล็บเจ็บเนื้อ ไม่กล้าแตะคนในแวดวงใกล้ตัว

อึดอัดมากๆก็บ่นคนไม่เห็นใจคนทำงานเหนื่อย พาลด่าไปทั่ว ทั้งนักข่าว ทั้งชาวบ้าน

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยสถานการณ์ที่หนีไม่ออก ในเมื่อยึดอำนาจประชาชนมาโดยอาสาเอง ก็ต้องรับผิดชอบกับอำนาจและการตัดสินใจของตัวเอง

ถ้าคิดว่าอุ้มกระเตงกันต่อไปไหว ก็ลากถูกันไป

จะบ่นให้พวกหมั่นไส้หัวเราะสะใจทำไม.

“ทีมการเมือง”