วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นักดื่มเฮ! ภาษีบาปยึดหลักสุขภาพ มั่นใจ 'เหล้า-เบียร์' ราคาไม่พุ่ง

รมช.คลัง ยัน "ภาษีบาป" ยึดหลักสุขภาพ-หวังลดปริมาณนักดื่ม ย้ำเครื่องดื่มดีกรีสูงต้องเก็บภาษีมากกว่า ชี้เบียร์เก็บน้อยกว่าเมื่อคิดตามปริมาณแอลกอฮอล์ ระบุให้น้ำหนักคำนวณภาษีตามดีกรีมากขึ้น มั่นใจราคา "เหล้า-เบียร์" ไม่พุ่งอย่างที่เป็นห่วง

เมื่อวันที่ 12 ก.ย.60 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.เห็นชอบอัตราภาษีสินค้าสุราและยาสูบแบบใหม่ พร้อมกับส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาตามขั้นตอน โดยในขั้นตอนนี้จะใช้เวลาไม่นาน เพราะต้องมีผลบังคับในวันที่ 16 ก.ย.นี้ และก่อนหน้านี้ได้มีการประสานข้อมูลไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว

เมื่อถามว่า อัตราภาษีเบียร์ยังสูงกว่าอัตราภาษีเหล้า ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.สรรพสามิตฉบับใหม่ใช่หรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ได้มีการกำหนดเพดานภาษีขึ้นอยู่กับปริมาณแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มแต่ละชนิดว่ามากหรือน้อย โดยหลักการเราคำนึงถึงเรื่องสุขภาพ สุขอนามัย เป็นหลัก เดิมทีโครงสร้างภาษีเหล้ากับเบียร์จะอิงตามราคาขายมากกว่าปริมาณแอลกอฮอล์ แต่ในกฎหมายฉบับใหม่ได้ให้น้ำหนักไปตามความแรงของแอลกอฮอล์มากขึ้น เช่นเดียวกับยาสูบและบุหรี่ จากเดิมคิดตามมูลค่าและตามน้ำหนัก ราคาแพงเสียสูง ราคาถูกเสียต่ำ เพื่อจะลดผู้บริโภคหน้าใหม่ แต่ได้เปลี่ยนจากคิดตามน้ำหนักมาคิดตามมูลค่าราคาขายต่อมวน ดังนั้นในเชิงปริมาณบุหรี่ราคาแพงกับราคาถูก ขาการคิดปริมาณเท่ากัน แต่ขามูลค่าใครขายแพงก็ต้องเสียแพง

เมื่อถามว่า เพดานภาษีของเบียร์ที่กำหนดไว้สูงกว่าเหล้า ทั้งที่เหล้ามีดีกรีแอลกอฮอล์ที่สูงกว่านั้น ถือว่าย้อนแย้งกับการที่ระบุว่าคำนึงถึงสุขภาพผู้บริโภคหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า อยากให้ดูให้ครบทุกมิติ อย่าดูมิติใดมิติหนึ่ง เพราะบางทีต้องดูต่อปริมาตรของเครื่องดื่มต่อดีกรีแอลกอฮอล์ด้วย ไม่ว่าอย่างไรภาษีเบียร์ก็จะถูกกว่าเหล้า เพราะเต็มที่แค่ 7 ดีกรีเท่านั้น ส่วนเหล้านั้นประมาณ 40 ดีกรี ตามหลักแล้วเมื่อดีกรีแอลกอฮอล์สูงกว่าจะมีน้ำหนักในการคำนวณภาษีมากขึ้น เหล้าที่ดีกรีสูงจะเสียภาษีสูงขึ้น ส่วนข้อกังวลของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ระบุว่า อัตราภาษีใหม่จะทำให้คนหันกลับไปบริโภคเหล้ามากขึ้นนั้น อยากให้รอดูในรายละเอียดอีกทีหนึ่งก่อน

"อยากให้รอดู จะน้อยหรือไม่ต้องรอดู แต่ในน้ำหนักการคำนวณภาษี ดีกรีสูงมีนัยสำคัญมากกว่า จึงต้องใคร่ครวญ ทั้งนี้ เรื่องนี้เราไม่ได้ต้องการรายได้เป็นหลัก แต่ต้องการให้เข้าระบบ ดีกรีแอลกอฮอล์สูงเสียมาก และเชื่อว่าการปรับอัตราภาษีครั้งนี้จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงราคาจำหน่ายอย่างมีนัยสำคัญ" นายวิสุทธิ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ผู้ประกอบการได้ทักท้วงเรื่องเพดานภาษีหรือไม่ เพราะเบียร์ถูกกำหนดเพดานไว้ถึง 3,000 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ส่วนเหล้ากำหนดไว้เพียง 1,000 บาทต่อลิตรแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้มีอะไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และไม่มีความเดือดร้อนที่จะต้องไปกักหรือไปตุน ยืนยันว่าการเก็บภาษีสุราขาหนึ่งจะดูดีกรี ขาหนึ่งจะดูราคาขายปลีกแนะนำ หรือราคาก่อนคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต่อจากนี้ขาการคำนวณจากดีกรีแอลกอฮอล์จากเดิมที่ทำงานน้อยจะทำงานเยอะขึ้น รวมทั้งยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกีดกันผู้ผลิตรายเล็ก และส่งเสริมผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ผูกตลาดอย่างที่วิจารณ์กัน เพราะเราไม่ได้ต้องการรายได้ในระยะแรก แต่ต้องการให้การคำนวณภาษีอยู่บนฐานเดียวกัน อย่างเมื่อก่อนเราคิดภาษีจากฐานราคาหน้าโรงงาน สำหรับเครื่องดื่มในประเทศ ส่วนต่างประเทศคือ ฐานภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้า (ซีไอเอฟ) แต่วันนี้เรายึดราคาขายปลีกแนะนำก่อนคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งน่าจะเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการทุกราย โดยมีการสำรวจในเรื่องราคาต้นทุนไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ไม่สามารถสำแดงราคาต่ำ เพื่อเลี่ยงการคำนวณภาษีได้.