บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เศร้า! หนุ่ม สันติสุข เผยนาทีชีวิตคุณแม่ก่อนสิ้นลมแบบไร้ปาฏิหาริย์

เมื่อเวลา 16.00 น. ณ วัดบำเพ็ญใต้ ซ.รามคำแหง 187 ได้มีพิธีรดน้ำศพ คุณแม่สุวรรณา พรหมศิริ วัย 84 ปี ซึ่งเป็นคุณแม่ของนักแสดงหนุ่มรุ่นใหญ่ หนุ่ม สันติสุข พรหมศิริ ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 03.55 น. ของวันที่ 12 ส.ค. 2560 ณ รพ.วิภารามพัฒนาการ ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของนักแสดงหนุ่มชื่อดัง และคนในครอบครัว โดยก่อนหน้านี้คุณแม่ของนักแสดงหนุ่มเสียชีวิตแล้วฟื้นขึ้นมาอีกครั้งราวกับปาฏิหาริย์ แต่เวลาผ่านไปเพียงไม่กี่วันก็เสียชีวิตลงโดยไม่มีปาฏิหาริย์ใดๆ เกิดขึ้นอีก

เศร้า! ชมภาพ หนุ่ม สันติสุข รดน้ำศพคุณแม่

คนสนิทร่วมรดน้ำศพ

ไปไม่กลับ...

หนุ่ม สันติสุข รดน้ำศพคุณแม่

ขอมองคุณแม่เป็นครั้งสุดท้าย

ถึงจะเสียใจ แต่หนุ่มก็ยังคงเข้มแข็ง

ถ่ายภาพร่วมกับครอบครัว

ซึ่ง หนุ่ม สันติสุข ได้ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า “คืนก่อนวันพุธอาการคุณแม่เหมือนจะดีขึ้น เริ่มทานอาหารทางสายยางได้ หายใจดีขึ้นกว่าเดิมจากที่เคยเป็น ตัวเริ่มอุ่น มีการขยับเขยื้อนร่างกายได้บ้าง แต่ยังไม่ตอบสนองอะไร ยังนอนหลับตาไม่รับรู้อะไร แต่พอเข้าคืนวันพุธ-พฤหัสเนี่ย คุณแม่มีอาการหอบ หายใจถี่ๆ ติดๆ ขัดๆ พยาบาลก็เข้ามาเช็กดูก็เห็นว่ามีอาการที่แย่ลงเรื่อยๆ เลยต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอีกครั้งหนึ่ง แต่ตอนนั้นอยู่ห้องข้างบน ไม่ได้ไปห้องไอซียู พอวัดอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ หัวใจก็เต้นขึ้นๆ ลงๆ หลายครั้ง

คุณแม่ก็มีอาการหอบอีกครั้ง เกร็ง มีอาการหายใจทางปากมากกว่า คุณหมอเลยต้องให้ยาบางชนิดไปกดอาการ เพื่อทำให้คุณแม่รู้สึกสบายมากขึ้น เพราะมันเหมือนอาการคนที่หายใจไม่ออก คุณแม่ก็สงบลง แต่ก็ไม่อยู่ในอาการที่น่าพอใจ ผ่านไปอีกวันคุณหมอก็เพิ่มยาขึ้นไปอีกแต่ก็ยังไม่สงบ คุณแม่ยังมีอาการกระวนกระวาย จนกระทั่งถึงเมื่อวานคือ 12 ส.ค. ตอนเช้ามืด ผมมีภารกิจเลยให้พี่สาวเข้าไปเฝ้า พี่สาวก็โทรมาแจ้งตอนประมาณตี 4 ว่า คุณแม่สิ้นลมหายใจอย่างสงบ ถามว่าตอนทราบยังคาดหวังว่าท่านจะกลับมาหายใจไหม ครั้งนี้ไม่แล้วครับ เพราะว่าชีพจรหยุดสนิท ไม่มีการหายใจ หมอก็เฝ้าสังเกตอาการหลาย ชม. จนกระทั่งตอนเช้านำเข้าห้องเย็นครับ

ถามว่าตอนที่คุณแม่กลับมาหายใจอีกครั้งเกิดจากอะไรก็มีหลายเคสครับ แต่มันเป็นเรื่องที่หาคำตอบไม่ได้เพราะว่าร่างกายมนุษย์ไม่เหมือนกัน บางคนหยุดไปนานกว่านี้อีกก็กลับมาได้ บางคนถึงขั้นเข้าไปในห้องดับจิตแล้วกลับมาได้ก็มี และในเรื่องของสมองก็แล้วแต่ของแต่ละคน บางคนขาดออกซิเจน 5 นาทีสมองก็เสียหมด 100 เปอร์เซ็นต์ แต่บางคนขาดเป็น 20 นาที สมองเสียนิดเดียว ก็เป็นไปได้ที่จะกลับมาหายใจได้เอง

แต่พี่เองก็ทำใจในระดับนึงแล้วตั้งแต่ให้สัมภาษณ์น้องๆ นักข่าวไปว่าคุณแม่กลับมาหายใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณแม่จะกลับมา 100 เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ร่างกายก็เหมือนว่าเสียชีวิตน่ะแหละ ไม่รับรู้อะไร มีเพียงแค่หัวใจที่ยังเต้นอยู่ โดยทางการแพทย์ก็ถือว่าเป็นบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ด้วยองค์ประกอบเหมือนเครื่องยนต์ทำงานอย่างเดียวไม่ได้ ทั้งไตทั้งอะไรก็เสียหายไปแล้ว ก่อนจะเสียคุณแม่ก็มีอาการมือเย็น เท้าเย็น ไม่มีแรงดันที่จะสูบฉีด จนกระทั่งท่านก็สิ้นลมครับ

ตลอด 3 วันที่ผ่านมาก็เครียดพอสมควร เพราะว่าเราก็ไม่อยากเห็นคุณแม่เป็นแบบนี้ เพราะมันเป็นภาพที่ไม่ค่อยน่าดูเท่าไร เหมือนกับคนที่ต้องทุรนทุราย แต่โดยทางการแพทย์แล้วก็ต้องค่อยๆ รักษา เพราะอาจจะมีทางที่หายได้ ก็ผลัดกันเฝ้า 3 คนพี่น้อง ไม่ได้นอนเลยเพราะอยู่ถึงเช้า ต้องดูอาการอย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพราะคุณแม่อาการโคม่าตลอด เรื่องกังวลใจเรื่องเสียชีวิตเนี่ยก็ปกติธรรมดา อยากให้คุณแม่เขาไปสบาย ไม่อยากให้ทรมาน เพราะเราเคยแค่ขาดอากาศหายใจแค่ไม่กี่วิยังรู้สึกหนักเลย

จริงๆ ก็อยากให้อยู่นานๆ ตลอดไป แต่ถ้าเกิดสังขารท่านเป็นแบบนี้แล้วก็เป็นไปตามวัฏจักรนะ เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ซึ่งพี่ก็ทำใจ ตอนคุณพ่อเสียก็ทำใจได้เพราะคุณพ่อไปเร็ว แต่คุณแม่ท่านเป็นคนขี้กลัว เป็นผู้หญิงด้วย พอคุณพ่อไม่อยู่ แกจะไปไหนมาไหนก็ไม่กล้าไป กลัว เราก็เข้าใจว่าท่านขาดที่พึ่งไป เราก็พยายามดูแลท่านให้ดี แต่ผู้หญิงจะมีโรคภายในเยอะกว่าผู้ชาย ท่านก็เริ่มเป็นโรคคนแก่หลายโรคติดกัน พอทานยาเยอะก็เป็นแบบนี้ครับ

ครั้งสุดท้ายที่ได้คุยกับคุณแม่ตอนรู้เรื่องคือ ตอนไปเยี่ยมแกที่อยู่คอนโดน้องชาย แกก็คุยรู้เรื่อง แต่ก็ยังมีหลงบ้างเป็นธรรมดา ก่อนที่จะเข้า รพ.ก็ไม่เป็นอะไร น้องชายบอกว่าก็เพิ่งออกจาก รพ.แล้วกลับมาอยู่บ้านก็พูดคุยปกติ ทานข้าวเองได้ แต่พอรุ่งเช้าก็หายใจติดขัด ถามว่าคุณแม่สั่งเสียอะไรไหมไม่ได้สั่งเสีย คุณแม่บอกว่าเคยมีคนทักว่าจะอายุถึง 100 ปี คุณแม่ก็ยังใช้ชีวิตปกติ ไม่ได้เคยคิดว่าจะจากไป ต่างจากคุณพ่อซึ่งจะสั่งเสียแบ่งโน่นนี่ แต่แม่ยังเป็นแม่บ้าน ทำกับข้าว ทำอะไรตามที่ตัวเองอยากทำ

พอท่านเสีย 12 ส.ค. ก็จะระลึกถึงพระคุณของแม่ชัดเจนขึ้นครับ ขอบคุณคุณพ่อคุณแม่ที่ทำให้ลูกได้เกิดมา ท่านก็ทำหน้าที่ของท่าน เราก็ดูแลท่านอย่างดีที่สุด เพราะอย่างคุณพ่อคุณแม่เนี่ยอยู่กับพี่ตลอดตั้งแต่เกิด เพราะที่บ้านเป็นครอบครัวขยาย ค่อนข้างจะสนิทกับคุณพ่อคุณแม่ ก็อยู่กันจนจากกันไปครับ ก็หวิวๆ อยู่เหมือนกันเพราะปกติคุณแม่จะทำกับข้าวให้กินตลอด เคยเย็บเสื้อผ้าให้สมัยเข้าวงการใหม่ๆ ทำงานบ้านทุกอย่าง ค่อนข้างผูกพันกับแม่มากครับ

ท่านไม่เคยห้ามอะไรเลย อยากทำอะไรก็ทำ แต่จะสอนเรื่องพี่น้องมากกว่าเพราะคุณแม่มีเชื้อสายจีน มีพี่น้องเยอะ เป็นคนรักพี่น้อง พอถึงเวลามีงานบุญงานอะไรท่านก็มีความสุขมากๆ ที่ได้เจอพี่น้อง คุณแม่จะสอนให้รักครอบครัว รักพี่น้อง คนเราเกิดมามีพี่น้องที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกันครับ

ส่วนกำหนดการพิธีต่างๆ จะสวดพระอภิธรรมตั้งแต่ 13-18 ส.ค. เวลา 19.00 น. ซึ่งวันศุกร์ที่ 18 ส.ค. จะสวด 2 รอบ เพราะงานศพให้สวดเป็นเลขคี่ วันศุกร์เลยต้องสวดเพิ่มอีกรอบนึงเพื่อให้เป็น 7 รอบ และวันเสาร์ที่ 19 ส.ค. จะมีพิธีฌาปนกิจ เวลา 16.00 น. หลังจากงานก็ตั้งใจจะลอยอังคารคุณแม่ที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่เคยลอยอังคารของคุณพ่อครับ คุณพ่อสั่งว่าอย่าเก็บไว้ครับ”.