วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ข่าวดี! พาณิชย์ จับมือ ธพว. ปล่อยสินเชื่อคนทำธุรกิจแฟรนไชส์

พาณิชย์ จับมือ ธพว. ปล่อยสินเชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ โดยใช้แฟรนไชส์ที่มีค่าธรรมเนียมไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน คาดปีแรกจะสามารถคัดเลือกแฟรนไชส์ที่จะให้สินเชื่อได้ราว 15 - 20 ราย

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้หารือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้สนใจลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ที่อยู่ในการส่งเสริมและพัฒนาจากกระทรวง โดยใช้กิจการที่ได้ซื้อแฟรนไชส์มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน

ทั้งนี้ แฟรนไชส์ เป็นธุรกิจแรกที่จะใช้หลักประกันทางธุรกิจ ประเภทกิจการมาค้ำประกันสินเชื่อตาม พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 โดยจะกำหนดมาตรการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาจากกระทรวงฯ และมีค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท คาดว่าปีแรกจะคัดเลือกแฟรนไชส์ที่จะให้สินเชื่อได้ราว 15-20 ราย

อย่างไรก็ตาม หลังจากการให้สินเชื่อแล้ว ธพว.จะติดตามประเมินผล และวิเคราะห์เป็นระยะๆ อย่างใกล้ชิด รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินตลอดระยะเวลาการปล่อยสินเชื่อ ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาให้ผู้ประกอบธุรกิจมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการบริหารจัดการธุรกิจแฟรนไชส์ที่เป็นมาตรฐานสากล มีศักยภาพ และมีความเข้มแข็ง

โดยการเสริมสร้างทักษะและประสบการณ์ทางธุรกิจ รวมทั้งช่วยขยายเครือข่ายแก่ผู้ประกอบธุรกิจให้มีโอกาสพบปะกลุ่มเป้าหมายต่างๆ และนำไปสู่การสร้างรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีความมั่นคง พร้อมแข่งขันในระดับสากล ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการที่ได้รับสินเชื่อไปมีพี่เลี้ยงคอยดูแลในการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง 

สำหรับ ธุรกิจแฟรนไชส์ ที่มีค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ธพว.จะพิจารณาปล่อยสินเชื่อให้ในระยะถัดไป หลังจากที่ได้สรุปและประมวลผลการให้สินเชื่อและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ประกอบธุรกิจแฟรนไชส์แล้ว คาดว่า มาตรการนี้จะช่วยสร้างผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่แวดวงธุรกิจไทยได้มากขึ้น

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า ตั้งแต่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้จนถึงล่าสุดวันที่ 1 ส.ค.60 มีธุรกิจเอสเอ็มอียื่นคำขอจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจ รวม 149,349 คำขอ มูลค่าทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน 2,800,545 ล้านบาท แบ่งเป็น สิทธิเรียกร้องประเภทบัญชีเงินฝากธนาคาร 1,681,855 ล้านบาท อสังหาริมทรัพย์ที่ใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น สินค้าคงคลัง วัตถุดิบ เครื่องจักร รถยนต์ เรือ 546,995 ล้านบาท, สิทธิเรียกร้องประเภทอื่นๆ เช่น ลูกหนี้การค้า สัญญาจ้าง สัญญาซื้อขาย สัญญาเช่าซื้อ 481,611 ล้านบาท และทรัพย์สินทางปัญญา 1,975 ล้านบาท.