วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ล่าอีก2แก๊งพลตรี จ่ายักษ์กับสมุนหลบลงใต้

‘จักรทิพย์’ยันหลักฐานชัด สามารถดำเนินคดีได้หมด

เร่งล่าจ่ายักษ์อดีตทหาร และสมุน 2 ผู้ต้องหาแก๊งอุ้มรีด 20 ล้านนักธุรกิจไทยเชื้อสายจีนที่ยังหลบหนี แฉวันเกิดเหตุ จ่ายักษ์อ้างเป็นกองปราบฯ ส่วนลูกน้องแต่งทหาร อ้างเป็นชุด กอ.รมน. ผบ.ตร.สั่งขยายผลก่อเหตุไว้ที่ไหนอีกบ้าง ด้านผู้การโจ๊กแฉ แก๊งนายพลใช้วิธีข่มขู่เรียกเงินจากกลุ่มชาวต่างชาติในเรื่องบัตรประชาชน

กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม พล.ต.จรูญ อำภา สังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ ยุทยา พนักงานสอบสวน กก.5 บก.ปอศ. นายโอภาส ศรียา นายโก๊ะ เต็ก ชวน ชาวสิงคโปร์ และทหารสังกัดกรมสารวัตรทหารเรือ 4 นาย คือ จ.อ.เสาวเดช ศักดิ์กิตตินันท์ จ.อ.อภิวัฒน์ ศรีนะพรม จ.อ.เทพพิทักษ์ รัดทะนี และ จ.อ.ทรงวุฒิ เที่ยงธรรม หลังก่อคดีฉาวอุ้มนายสุรชัย แซ่ย่าง นักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายจีน เป็นประธานบริษัทท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ย่านซอยนวลจันทร์ และหุ้นส่วนสายการบินแห่งหนึ่ง ไปเรียกค่าคุ้มครองเป็นเงิน 20 ล้านบาท แต่ญาติขอต่อรองเหลือ 2 ล้านบาท หลังโอนเงินให้ นายสุรชัยถูกปล่อยตัวเมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา ก่อนเข้าร้องทุกข์กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กระทั่งมีคำสั่งให้ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ. สนธิกำลังกับตำรวจท่องเที่ยว และ สน.โคกคราม ติดตามจับกุม พล.ต.จรูญ และผู้ก่อเหตุ รวม 8 คน อีก 2 คน ยังหลบหนี เบื้องต้นพบก่อเหตุไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง มีผู้ต้องหาชาวสิงคโปร์คอยชี้เป้าเลือกเหยื่อ มีผู้เสียหายชาวจีนทยอยแจ้งความแล้ว 2 คน ส่วน พ.ต.ต. สังกัด บก.ปอศ. 1 ในผู้ต้องหา ถูกสั่งออกจากราชการ ตามที่เสนอข่าวไปตามลำดับ

ความคืบหน้าคดีฉาวที่มีนายทหารชั้นนายพล ตำรวจยศนายพันเป็นหัวโจกครั้งนี้ เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 12 ส.ค. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท. 1 ในชุดจับกุมแก๊งอุ้มนักธุรกิจชาวไทยเชื้อสายจีน เผยว่า ยังอยู่ระหว่างสอบปากคำผู้เสียหาย ว่าจะออกหมายจับผู้ใดเพิ่มเติม หากสอบปากคำแล้วพบว่าบุคคลใดมีส่วนเชื่อมโยงหรือเกี่ยวข้องกับคดี จะขออนุมัติศาลออกหมายจับและติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป แต่ขณะนี้ยังไม่มีผู้เสียหายมาแจ้งความเพิ่มเติม

ขณะที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า ได้รับรายงานความคืบหน้าคดีอุ้มนักธุรกิจแล้ว ถึงจะมีนายทหารและนายตำรวจมาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของพยานหลักฐาน ใครที่กระทำความผิด กฎหมายทราบกันดีอยู่ว่าอะไรที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ อะไรที่ไม่ควรทำ ทั้งนี้ มั่นใจในพยานหลักฐานที่จะดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมด ในส่วนของตำรวจที่กระทำความผิด เป็นหน้าที่ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดพิจารณาลงโทษ ไม่มีการปกป้องคนผิดที่ทำนอกเหนือหน้าที่ อ้างตัวเป็นตำรวจไปรีดทรัพย์คนอื่น เพื่อไม่ให้เรื่องนี้เป็นเยี่ยงอย่าง กำชับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเรียกรับสินบนและประพฤตินอกแถวโดยเด็ดขาด หากพบกระทำความผิดและจับได้ จะดำเนินการทั้งวินัยและอาญา ได้สั่งให้ขยายผลพฤติกรรมของแก๊งนี้ว่าเคยก่อเหตุในพื้นที่อื่นอีกหรือไม่ เท่าที่ทราบหลังเกิดเหตุ มีผู้เสียหายที่ถูกกระทำในลักษณะเดียวกันเข้าร้องทุกข์ หากประชาชนรายใดที่ถูกกระทำในลักษณะดังกล่าว สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษได้ โดยจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ด้าน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.สปพ.กล่าวว่า จากการสอบสวนเพิ่มเติม พฤติการณ์กลุ่มผู้ต้องหาน่าเชื่อว่าเคยทำมาหลายครั้ง ส่วนใหญ่จะใช้วิธีข่มขู่เรียกเงินจากกลุ่มชาวต่างชาติในเรื่องบัตรประชาชน สั่งการให้พนักงานสอบสวนประสานผู้เสียหายมาร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาเพิ่มเติม รวมทั้งให้สืบสวนขยายผลว่ายังมีไกด์หรือล่ามที่มีลักษณะหลอกลวงนักธุรกิจอีกหรือไม่

รวมทั้งผู้ต้องหาคนอื่นด้วย เนื่องจากเป็นการกระทำที่กระทบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นในการลงทุนของชาวต่างชาติและเป็นภัยต่อสังคม ที่ผ่านมาได้กวาดล้างจับกุมกลุ่มทัวร์จีน และไกด์ต่างชาติ ที่เข้ามา เอาเปรียบคนไทย และกลุ่มคนต่างชาติที่เข้ามาสวมสิทธิบัตรประชาชนคนไทย โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐช่วยเหลือ และให้คนไทยเป็นนอมินีทำธุรกิจทัวร์หรือบริษัทนำเที่ยวในเมืองไทย เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล

มีรายงานว่า ในส่วนแก๊งอุ้มที่ยังหลบหนีอีก 2 คน โดยกล้องวงจรปิดในบริษัท คันต้า กรุ๊ฟไทยแลนด์ จำกัด ที่เกิดเหตุจับภาพได้ชัดเจนทราบว่า คือ ส.อ.อุทิศ ก่อแก้ว หรือจ่ายักษ์ ทหารนอกราชการ อดีตสังกัดกองบัญชาการกองทัพไทย ถูกปลดออกจากราชการ เนื่องจากหนีทหาร ส่วนอีกคนคือนายฐิติกร ชื่นอุรา เป็นลูกน้องจ่ายักษ์ ไม่ได้เป็นทหาร ในวันเกิดเหตุ จ่ายักษ์แต่งกายชุดเสื้อคลุม แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ส่วนนายฐิติกรแต่งกายเลียนแบบทหาร อ้างเป็นทหาร กอ.รมน. เบื้องต้นคาดน่าจะหลบหนีกบดานในภาคใต้

วันเดียวกัน ที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) มีรายงานว่า พล.ต.ต. ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ผบก.ปอศ. มีหนังสือคำสั่ง บก.ปอศ. ที่ 68/2560 ลงวันที่ 11 ส.ค.60 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ในการพิจารณาและทำการสอบสวน พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ ยุทยา สว.(สอบสวน) กก.5 ปอศ. ผู้ถูกกล่าวหาในเรื่องดังกล่าว โดยแต่งตั้งให้ พ.ต.อ.สิทธิชัย ลีลาสวัสดิ์ รอง ผบก.ปอศ. เป็นประธานกรรมการพิจารณาและทำการสอบสวนเจ้าพนักงานตำรวจที่มีความประพฤติ หรือพฤติการณ์อันไม่น่าไว้วางใจให้คงอยู่ในหน้าที่ราชการ จะให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ โดยทำให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการแบบธรรมเนียมของข้าราชการของตำรวจที่ดี ทำให้เกิดความเสื่อมเสียชื่อเสียงต่อหน่วยงาน ถ้าคงอยู่ในหน้าที่ราชการจะเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน พิจารณา หรือจะก่อให้เกิดความไม่เรียบร้อยขึ้น และได้พิจารณาแล้วเห็นว่าการสอบสวนพิจารณา หรือพิจารณาคดีที่เป็นเหตุสั่งให้พักราชการนั้นจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว ได้มีคำสั่งที่ 69/2560 ให้ พ.ต.ต.ณัฐกฤษต์ออกจากราชการไว้ก่อน