วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พญานาคาจัมเปยยะ คู่ตำนานแก่งคุดคู้

“แก่งคุดคู้” สุดแดนสยาม อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย...หลายคนเคยแวะเวียนไปแล้วก็ชวนให้อยากจะไปเยือนอีกสักครั้ง ด้วยเหมือนต้องมนต์...ดินแดนแห่งนี้มีอะไรบางอย่างให้ชวนติดตาม

แก่งหินใหญ่ ขวางอยู่กลางลำน้ำโขงห่างจากตัวเมืองเชียงคานราวๆ 3 กิโลเมตร...มองไปเบื้องล่างตลอดลำน้ำจะเห็นหินก้อนใหญ่ๆเป็นจำนวนมาก ด้วยหินเหล่านี้อยู่ใต้น้ำเป็นเวลาเนิ่นนานมาแล้วทำให้หินเหล่านี้มีสีสันไปต่างๆกัน

ด้านตัวแก่งก็กว้างใหญ่เกือบจดสองฝั่งแม่น้ำโขงเลยทีเดียว กระแสน้ำที่ไหลผ่านจึงมีเพียงช่องแคบๆระหว่างก้อนหินใหญ่ฝั่งประเทศไทยเท่านั้นเอง

ผล...ทำให้กระแสน้ำมีความเชี่ยวมาก ว่ากันว่าเวลาที่เหมาะสมจะชมแก่งคุดคู้ให้ถึงแก่นอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม เป็นเวลาที่น้ำแห้งมองเห็นเกาะแก่งชัดเจนที่สุด

นายพรานจึ่งขึ่ง ดังแดง ชื่อนี้เป็นตำนานเรื่องเล่าขานเคียงคู่มากับแก่งคุดคู้...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีพรานป่าคนหนึ่งชื่อว่า “จึ่งขึ่ง ดังแดง” รูปร่างสูงใหญ่มาก คำว่า “จึ่งขึ่ง”...หมายถึงสิ่งของขนาดใหญ่ที่มีสีแดงอย่างสดใสหรือแดงเข้ม ส่วนคำว่า “ดัง”...หมายถึงจมูก

ว่ากันว่าความใหญ่โตของพรานผู้นี้ ใหญ่ขนาด...นอนตะแคงคุงฟ้า รูจมูกของแกก็ใหญ่ขนาดเด็กๆพากันเข้าไปวิ่งเล่นสะบ้าได้เลยทีเดียว

พรานยังไม่ลดละความพยายาม ไล่ตามควายไปอย่างกระชั้นชิด มาถึงเขตเมืองหนึ่ง ควายเอาเขาถูสีกับต้นไม้ขนาดใหญ่ไว้ต้นหนึ่ง เป็นรอยลึก ด้วยความคึกคะนองของมัน เมืองนั้นได้ชื่อว่า “เมืองเขาสี” แต่ก็เพี้ยนมาเป็น “เมืองกาสี” หลายวันหลายคืนพรานติดตามควายอย่างไม่ลดละ

นอกจากนี้แต่ละแห่งที่พรานจึ่งขึ่งผ่านไปก็จะได้รับการเรียกขานต่างๆกันออกไป เช่น นาม่น...หมายถึงดั้นด้นฝ่ามาตามป่าทึบ นามอย ...ค่อยๆด้อมๆมองๆแอบดูเคลื่อนไปอย่างช้าๆ นาจอบ...แอบลอบ คอยดู

ติดตามอยู่หลายวัน วันหนึ่งก็ได้พบควายตัวนั้นอีกครั้ง กำลังนอนแช่น้ำอยู่ในลำน้ำโขง ณ คกแห่งหนึ่ง...“คก” ก็คือบริเวณแอ่งน้ำไหลวน ซึ่งอยู่ใต้แก่งคุดคู้ในปัจจุบัน นายพรานแอบดูควายกำลังนอนแช่น้ำอย่างเพลิดเพลินเห็นนัยน์ตาควายเป็นสีแดง สถานที่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “คกตาแดง”

เมื่อเห็นควายไม่ทันระวังตัว พรานจึ่งขึ่งจึงเตรียมพิชิตควายตัวนี้ให้จงได้ ปลดแหล้ง...กระบอกใส่ลูกศรออกจากตัว เอาแขวนไว้ที่ผาลูกหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำโขง ตรงข้ามผาแบ่น ปัจจุบันเรียกว่า “ผาห้อยแหล้ง” ค่อยๆคลานเข้าไปใกล้ๆ ขณะที่กำลังเล็งธนูจะยิ่ง เผอิญมีพ่อค้ากำลังถ่อเรือเลียบตามริมฝั่งแม่น้ำโขงโผล่มาพอดี ควายที่กำลังแช่น้ำเพลินใจก็ตกใจ รีบตะกายขึ้นจากน้ำ เผ่นหนีไปทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงก็คือทางฝั่งประเทศไทยนั่นเอง

พรานโกรธมาก ด้วยความไม่ได้ยิงควายจึงยิงธนูไปยังภูเขาลูกหนึ่ง ด้วยฤทธิ์ธนูทำให้เขาลูกนั้นพังทลายลงมาทั้งแถบ ภูเขาที่ยิงนี้เรียกว่า “ภูผาแบ่น” คำว่า “แบ่น”...แปลว่า เป้า เล็ง

เรื่องเล่าดำเนินต่อไปถึงจุดหนึ่งเมื่อพรานคิดว่า ถ้ากั้นลำน้ำโขงสำเร็จได้ก็จะไม่มีชาวเรือมารบกวนการล่าสัตว์อีก จึงเดินทางกลับมาบริเวณใกล้กับคกตาแดง หาไม้คานเหล็กมาหาบขนหินก้อนโตๆไปถมแม่น้ำ ขนอยู่หลายวันจนกระทั่งกั้นไปค่อนลำน้ำโขงตั้งใจว่าจะปิดให้เหลือช่องน้ำเพียงเท่าเข็มเย็บผ้าเท่านั้น

ช่องรูน้ำไหลแห่งหนึ่งที่แก่งคุดคู้ จึงได้ชื่อว่า “ดอนเข็ม” คำว่า “ดอน”...หมายถึงร่องน้ำไหล

เรื่องราวของ นายพรานจึ่งขึ่ง ดังแดง จบลงด้วยการโดนหลอกให้ใช้ไม้ไผ่ชนิดหนึ่งมาหาบขนหิน จนหักบาดคอตัวเองเสียชีวิตในท่าคุดคู้ สถานที่แห่งนั้นจึงได้ชื่อว่า “แก่งคุดคู้” ตามท่าตายนายพรานนั่นเอง

ตำนาน...ความเชื่อเกี่ยวโยงแฝงเร้นไปกับศรัทธาที่มีต่อสถานที่นั้นๆ บริเวณแก่งคุดคู้ปัจจุบันใครที่แวะเวียนผ่านไปคงได้เห็น ด้านบนศาลาใหญ่ติดริมแม่น้ำโขงใกล้กับรูปปั้นนายพรานจึ่งขึ่ง ดังแดง มีศาล “พญานาคาจัมเปยยะ” เปิดให้ผู้คนจุดธูปบูชา สักการะ ให้บนบานศาลกล่าวกันได้แล้วแต่ทุกข์...สุขของแต่ละคน

ประทานทรัพย์ ความอุดมสมบูรณ์ โชคลาภ ความสำเร็จแก่ลูกๆหลานๆ “ศรัทธา” นำมาซึ่ง “ปาฏิหาริย์”...เชื่อไม่เชื่ออย่างไร

ก็อย่าได้ลบหลู่ เชิญพิสูจน์ศรัทธาด้วยตัวเอง.

รัก-ยม