วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯ แจงยุบรวมหน่วยงานน้ำ ขึ้นตรงสำนักนายกฯ ลดความซ้ำซ้อน

นายกฯ แจงตั้ง "สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ" หวังบูรณาการแก้ทั้งระบบ ยุบรวมหน่วยงานจัดการน้ำขึ้นตรงต่อสำนักนายกฯ ลดความซ้ำซ้อนหน่วยงาน-งบประมาณ สอดรับพ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำที่กำลังจะคลอด ขอทุกหน่วยเร่งเตรียมการ

วันที่ 11 ส.ค.60 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน" ตอนหนึ่งว่า จากปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวกับแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภัยแล้ง หรือปัญหาอุทกภัย ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่ การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการทั้งระบบจำเป็นต้องรู้ข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับหน่วยงาน กิจกรรม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. กลไกการขับเคลื่อนทั้งในระดับชาติ ระดับลุ่มน้ำ และมีหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ที่มีความสำคัญ และต้องสอดคล้องเชื่อมโยงกันทั้งพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

2. กฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ การบริหารทรัพยากรน้ำแห่งชาติ การชลประทานราษฎร์ การชลประทานหลวง ผังเมืองรวมการขุดลอกแหล่งน้ำสาธารณประโยชน์ คันและคูน้ำ การเดินเรือในน่านน้ำไทย ป่าไม้ การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พลังงานและการประปา สิ่งแวดล้อม น้ำบาดาล แผ่นดิน และอสังหาริมทรัพย์ และการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นต้น ทั้งนี้ด้วยความสลับซับซ้อนในอำนาจหน้าที่ และบทบาท ส่งผลให้การดำเนินงานทั้งในภาวะปกติ และในภาวะฉุกเฉินมักประสบปัญหาด้านความไม่มีเอกภาพ และขาดการบูรณาการ โดยไม่มีผู้รับผิดชอบหลัก และการบังคับบัญชาให้เกิดการดำเนินการที่ชัดเจน ทำให้การดำเนินงานมีความล่าช้า ซ้ำซ้อน ไม่สามารถผลักดันการดำเนินงานด้านการพัฒนาทรัพยากรน้ำให้ก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว

รัฐบาลนี้ จึงได้ริเริ่มจัดทำ "แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ" ในระยะยาวขึ้น ประกอบด้วยกลุ่มกิจกรรมหลักๆ อาทิ การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำภาคการผลิต การขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค การป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การป้องกันและแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ การฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำ และป้องกันการพังทลายของดิน รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ซึ่งผลการดำเนินการ ห้วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกษตรกรได้รับประโยชน์ แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตมีอีกหลายกิจกรรมที่มีปัญหารอการแก้ไข อาทิ การขอให้จัดหาพื้นที่เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งจากที่ดินของรัฐ ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมาย หรือที่ดินของเอกชนซึ่งต้องมีการเวนคืน จ่ายค่าชดเชยเยียวยา การทับซ้อนของนโยบายในการพัฒนาแหล่งน้ำและพื้นที่อนุรักษ์ การไม่มีหน่วยงานกลาง ในการกำหนดนโยบาย ติดตาม และบริหารจัดการน้ำ และปัญหามวลชน ประชาชน เอ็นจีโอ ที่ไม่เข้าใจ เป็นต้น ดังนั้น จึงมีแนวทางที่จะตั้ง "สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ" ให้เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะยุบรวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำเท่าที่จำเป็นไว้ด้วยกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และทำให้การแก้ไขปัญหาน้ำเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อนของหน่วยงาน และงบประมาณ ซึ่งเป็นหนึ่งในงานปฏิรูป และบูรณาการการทำงานของส่วนราชการ เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ ที่ดำเนินการอยู่ใน สนช.

ทั้งนี้ได้ให้แนวทางเรื่องน้ำ ขอให้คิดถึงเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ตั้งเป้าหมายเพื่อบริหารจัดการปัญหาน้ำทั้งอุปโภคบริโภคเพื่อภาคการผลิต ทั้งเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เพื่อรักษาระบบนิเวศ ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาน้ำแล้ง ซึ่งได้เน้นให้ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ พื้นที่ในเขต นอกเขตชลประทาน พื้นที่เมืองพื้นที่เชิงเศรษฐกิจ เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาตอบโจทย์เรื่องน้ำของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาย้อนกลับมาเหมือนเดิมทุกปี

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่ดูแลในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ใช้ข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำ การคาดการณ์ปริมาณน้ำฝน น้ำในเขื่อน ประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำ และเขื่อน ประกอบการกำหนด "แผนเผชิญเหตุ" ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงอย่างทันท่วงที และตนได้มอบหมายหน่วยงานไปคิดแผนดำเนินการที่เป็นรูปธรรมในเรื่องการกักเก็บน้ำไว้ใต้ดิน เพิ่มพื้นที่เก็บน้ำ แก้ปัญหาประตูน้ำ ขุดลอกคลอง ขุดคลองผันน้ำ คลองไส้ไก่ คลองตัดตรง และการจัดการสิ่งกีดขวางทางน้ำ การปลูกป่าในพื้นที่เพื่อชะลอน้ำ ให้กักเก็บน้ำในพื้นที่ตอนเหนือ เพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ บ้านเรือน พื้นที่เกษตรกรรม โดยให้หน่วยงานนำเสนอแผนแก้ไขปัญหาเพื่อใช้งบประมาณปี 61 และ 62 โดยต้องลดปัญหาอย่างน้อยร้อยละ 30-50 ให้ได้โดยเร็ว

"รัฐบาลทราบดีว่า วันนี้เรามีเวลาไม่มากนัก ดังนั้นการเตรียมการในเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และเร่งด่วน ที่จะต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน ภาคเอกชนประชารัฐ ร่วมกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ด้วยความเข้าอกเข้าใจกัน ปัญหาอยู่ที่เรื่องที่ดินในการใช้ประโยชน์" นายกฯ กล่าว