วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถ้าขอพรได้อยากพบลูก เปิดอกหม่าม้าตามหาลูกกว่า 10 ปี รักคิดถึงไม่เคยลืม

วันแม่ปีนี้คุณกอดแม่หรือยัง?

เชื่อหรือไม่ ว่าวันนี้ยังมีคุณแม่อีกหลายคนที่โหยหาอ้อมกอดลูกมากมาย แต่ไม่สามารถทำได้ โดยจากจำนวนเคสเด็กหายทั้งหมด 4,645 ราย ยังไม่พบอีก 509 ราย หนึ่งในนั้นคือ “น้องเท็น” ชัยภาษ ด่านเกื้อกูล ที่หายตัวไปเมื่อปี 2549 ขณะนั้นอายุ 11 ขวบ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณแม่กรสิริ ด่านเกื้อกูล หรือชื่อเดิม อุทุมพร ด่านเกื้อกูล ที่วันนี้เป็นระยะเวลา 10 ปี 7 เดือน 26 วัน หญิงวัย 66 ปีคนนี้ ยังตั้งหน้าตั้งตารอคอยวันที่จะโอบกอดลูกชายเหมือนอย่างแม่ลูกท่านอื่นๆ เสียที

“แม้เวลาจะผ่านมาสิบปี แต่แม่ไม่เคยหมดหวังแม้แต่วินาทีเดียว แม่เชื่อว่าน้องยังอยู่ และแม่จะต้องเจอน้องก่อนตายแน่นอน” นี่เป็นคำพูดของคุณแม่กรสิริ ด่านเกื้อกูล ที่บอกกับผู้สื่อข่าว

เด็กชายหน้าตาน่ารักพูดน้อย ผิวสีดำแดง มีไฝที่ข้อมือซ้าย มีแผลเป็นที่หางคิ้วด้านขวา จะกะพริบตาขวาถี่ๆ หายออกจากบ้านไปใน อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 11 ธ.ค. 49 ปัจจุบันอายุ 21 ปี ทุกวันนี้ครอบครัวด่านเกื้อกูล ยังรอคอยการกลับมาของลูกชายและน้องชายคนนี้อยู่เสมอ

หญิงวัย 66 ยังจำแม่นทุกรายละเอียดในวันที่ลูกชายหายตัวไปได้อย่างดิบดีถึงแม้เวลาจะผ่านไปนานนับสิบปี แต่เธอไม่เคยลืมเหตุการณ์วันนั้นได้สักวินาทีเดียว...

“น้องเท็นหายตัวไปตั้งแต่วันเสาร์ที่ 16 ธ.ค. 49 โดยก่อนหน้านั้นเมื่อวันศุกร์หลังเลิกเรียนน้องเท็นได้ขออนุญาตแม่กลับไปบ้านที่ด่านชั่ง อ้อมน้อย จ.สมุทรสาคร ซึ่งปกติน้องจะเดินทางไปๆ มาๆ อยู่ 2 บ้าน ที่บ้านด่านชั่งและกระทุ่มแบนด้วยตัวคนเดียวอยู่เป็นปี เพราะระยะทางเพียง 10 กม.นั่งรถสองแถวไปจอดหน้าบ้านเลย และคนขับรถก็รู้จักกับพ่อเขาด้วย”

คุยกันคำสุดท้าย...น้องอย่าไปเลย

วันนั้นอากาศเริ่มเปลี่ยน คุณแม่กรสิริ บอกกับลูกชายคนเล็กว่า “น้องอย่าไปเลย มันหนาวแล้ว อย่าไปเลยนะ” ด.ช.วัย 11 ขวบ ตอบกลับหม่าม้าของเขาว่า “ไม่ได้หรอก ป๊าอยู่คนเดียว เป็นห่วงต้องไปอยู่” ด้วยความที่รักเลยอนุญาตให้ลูกชายไปตามคำขอของเขาและไปถึงบ้านที่ด่านชั่งเหมือนอย่างวิถีชีวิตปกติ

ตามประสาเด็กผู้ชาย บ้านช่องไม่ค่อยอยู่ ชอบออกไปเล่นซนข้างนอก แต่หากหม่าม้าของเขาอยู่ด้วยก็จะขออนุญาตออกไปเล่นข้างนอก แต่วันนี้หม่าม้าของเขาต้องขายของอยู่ที่กระทุ่มแบน เขาจึงออกไปเล่นกับเพื่อนสนิทโดยที่ไม่ได้บอกใคร ซึ่งเพื่อนซี้คนนี้ก็ได้หายตัวไปพร้อมกับน้องเท็นด้วย และทุกวันนี้ก็ยังหาตัวไม่เจอทั้งคู่

“ตอนแรกพ่อเขายังไม่ยอมบอกแม่ เดินหาลูกตั้งแต่เย็นจนย่ำรุ่งก็ยังไม่เจอ ผ่านไป 2-3 วัน พี่ของเขาอีกคนได้เดินทางไปบ้านที่ด่านชั่ง ถึงได้กลับมาบอกแม่ว่า น้องชายหายตัวไป วินาทีที่รู้ข่าวตกใจมากทำอะไรไม่ถูกกว่าจะได้แจ้งความต้องเจรจากับตำรวจอยู่นาน”

ออกตามหาทุกเบาะแส แต่ก็ไร้วี่แวว...

คุณแม่กรสิริ เล่าว่า ช่วงแรกได้ออกตามหาลูกชายที่ร้านเกมแต่ก็ไม่พบ และชาวบ้านแถวนั้นบอกว่า มีคนเห็นรถตู้เข้าไปในจุดที่น้องหายตัวไป แต่พอไปสอบถามจริงๆ กลับไม่มีใครยอมรับว่าเห็น นอกจากนี้ ทราบภายหลังว่าลูกชายไปเล่นไกลกว่าร้านเกม โดยระยะหลังน้องเท็นชอบไปเล่นน้ำในบ่อที่ถูกตักหน้าดินกับเพื่อนกลุ่มใหญ่ พอไปถามร้านค้าก็บอกว่า ออกมากันหมดแล้ว และคิดว่า หากจมน้ำจริงๆ ก็ต้องลอยขึ้นมา แต่กลับไร้วี่แวว

ไม่กี่เดือนต่อมาหลังจากที่น้องเท็นหายตัวไป มีหนุ่มโรงงานแถวบ้านโทรศัพท์มาบอกว่า เห็นน้องเท็นถือตะกร้าเดินขายของอยู่แถวร้านเพลงเพื่อชีวิตใน จ.ราชบุรี เมื่อสอบถามชื่อก็ไม่ตอบและเดินจากไปทันที ผ่านไป 3-4 วัน จึงโทรศัพท์มาบอกพ่อของน้องเท็น แต่ตอนนั้นพ่อของน้องเท็นกำลังจะออกจากโรงพยาบาลหลังจากผ่าตัด ทางครอบครัวจึงรีบไปที่ จ.ราชบุรี ทันที โดยขับรถวนอยู่หลายรอบและเอารูปของลูกชายให้ที่ร้านเพลงเพื่อชีวิตดู 3-4 ร้านว่าเคยเห็นเด็กคนนี้หรือไม่ ซึ่งทุกร้านบอกตรงกันหมดว่า เมื่อวันวาเลนไทน์ เด็กคนนี้เดินถือตะกร้าขายของอยู่ หลังจากนั้น จ.ราชบุรี มีงานไชน่าทาวน์ประจำจังหวัด จึงลงพื้นที่ไปเพื่อตามหาตัวลูกชายกันเป็นสัปดาห์ แต่ก็ไร้วี่แวว

“แม่ก็ไม่แน่ใจว่าใช่น้องหรือเปล่า แต่หลังจากที่สอบถามทุกคนพูดเหมือนกันหมดเลยว่าเป็นน้องเท็น แต่ตอนเราไปเราไม่เจอ ทางหนุ่มโรงงานที่โทรศัพท์แจ้ง เขาบอกว่า เขาจำได้ และเห็นน้องไม่ค่อยพูด ถามชื่อก็ไม่ตอบ เหมือนน้องจะง่วง เพราะมันสี่ทุ่มกว่าแล้ว เราก็ร้อนใจไม่รู้ว่าเขาจะเป็นอะไร จะอยู่ยังไง”

10 กว่าปี แม่ไม่เคยลืม...

“บางคนก็บอกป่านนี้ไปอยู่ต่างประเทศแล้วมั้ง เขาส่งขายมาเลเซียไปแล้ว บางคนบอกหายไปนานน่าจะทำใจได้แล้วมั้ง บางคนพูดแรง เราฟังก็ทุกข์ คือ ลูกเราหายไปทั้งคน ไม่ใช่เงินไม่ใช่ทอง หายไปยังหามาใหม่ได้ แต่นี่ลูกทั้งคน บอกเลยว่า คุณเข้าใจผิดแล้ว มันไม่ใช่สิบปีแล้วจะลืมเลือนกันได้ ความคิดถึงวนเวียนอยู่ในใจตลอด” หัวอกคนเป็นแม่ พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

คุณแม่น้องเท็น ยอมรับว่า ทุกวันนี้ส่วนตัวไม่มีโอกาสได้ตามหาลูก เนื่องจากอายุมากขึ้น เดินทางไม่ค่อยไหว และต้องทำงานขายเสื้อผ้าอยู่ที่ตลาดกระทุ่มแบน จึงได้แต่ให้พี่ชายน้องเท็นตามหาผ่านทางอินเทอร์เน็ตบ้าง พึ่งพามูลนิธิกระจกเงามาสิบกว่าปีแล้ว ต้องขอขอบคุณมากๆ ที่ดูแลช่วยเหลือมาโดยตลอด

ทั้งนี้ อยากฝากไปยังผู้ที่ได้อ่านข่าวด้วยว่า ใครที่พบเห็นหรือได้อุปการะเลี้ยงดูน้องเท็นไว้ ได้โปรดเมตตาติดต่อกลับมาที่มูลนิธิกระจกเงาได้ตลอด

ถ้าวันนี้น้องเท็นได้มีโอกาสได้รับรู้อยากจะบอกอะไรกับลูกชายคนนี้บ้าง? หม่าม้าน้องเท็น ตอบอย่างทันควันเลยว่า “น้องอยู่ไหน แม่ตามหาจนแม่แก่แล้วนะ คิดถึงทุกวัน น้องเท็น...แม่รักน้องเท็นนะ รักน้องเท็นมากๆ ถึงแม้จะหายไป 10 ปีกว่า แต่แม่ก็ยังเฝ้าติดตามอยู่ตลอดนะ ยังคิดถึงลูกอยู่เสมอ ถ้าน้องเท็นอ่านข่าวนี้อยู่ อยากให้กลับมานะลูก กลับมาบ้านถูกมั้ยลูก ถ้ากลับมาไม่ถูกให้ใครช่วยพามานะ หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไหนก็ได้ให้เขาส่งเรื่องราวกลับมาที่มูลนิธิกระจกเงานะลูก”

นอกจากนี้ หากมีโอกาสเจอหน้าลูกจะทำอะไรเป็นอันดับแรก คุณแม่กรสิริ นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า “เยอะแยะเลยค่ะ ก็คงจะกอดเขา จะถามว่าเขาหายไปไหน ทำไมหายไปนานจัง แม่รัก คิดถึงเขาทุกวัน เขาคิดถึงแม่มั้ย น้องเท็นเขาก็คงรักและคิดถึงแม่นะ เพราะปกติเวลาอยู่ด้วยกันเขาก็จะเข้ามากอด เราหอมแก้มเขา เขาก็จะหอมแก้มเรา เราหอมหน้าผากเขา เขาก็หอมหน้าผากเรา ทำแบบที่เราทำกับเขาตลอด”

“เมื่อก่อนวันแม่ เราจะไปร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนตั้งแต่น้องเท็นยังอยู่อนุบาล น้องก็จะเอาพวงมาลัยมาไหว้แม่ทุกปี แต่สำหรับวันแม่ปีนี้ถ้าขอพรได้...” หญิงสูงวัยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนพูดต่อว่า “ถ้าขอได้...ก็ขอให้พบลูกค่ะ...”

นี่คือ “ความรู้สึก” ของคนเป็น “แม่” ที่วันนี้ เธอไม่มีโอกาสได้สวมกอด ได้บอกรักลูก อย่างเช่นครอบครัวอีกหลายครอบครัว...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอเป็นกำลังใจ และขอเป็นกระบอกเสียงส่งต่อไปยังแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน หากพบเห็นน้องเท็น ซึ่งขณะนี้อายุ 21 ปีแล้ว ช่วยติดต่อกลับมาที่มูลนิธิกระจกเงา หรือทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ได้ทุกช่องทาง และหวังเสมอว่าสักวันหนึ่งสองแม่ลูกจะได้มีโอกาสกอดกันอีกครั้ง.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ