วันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เบิ้ล ปทุมราช น้ำตาร่วงเพราะทอง 1 เส้นของแม่ ทำชีวิตครอบครัวเปลี่ยน!

เข้าวงการบันเทิงมาแบบฟลุกๆ แต่สุดท้ายก็ดังเป็นพลุแตก มีคนรู้จักมากมาย สำหรับนักร้องหนุ่มบ้านนาแดนอีสาน เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม หรือมีชื่อจริงว่า อาทิตย์ สมน้อย เด็กหนุ่มผู้ตามหาฝันมาจากบ้านโคกพระ ต.นาป่าแซง อ.ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ

เขามีพรสวรรค์หลายด้าน แต่ที่จะเห็นชัดเจนก็คือการแต่งเพลง จนวันหนึ่งฝันเป็นจริงขึ้นมา และทุกวันนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก เบิ้ล ปทุมราช อาร์สยาม อย่างแน่นอน

บันเทิงไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสนั่งพูดคุยถึงชีวิตเมื่อครั้งยังเด็ก เลยทำให้รู้ว่า กว่าจะมีทุกวันนี้ เขามีความพยายามมากแค่ไหน จากเด็กเกเรคนหนึ่ง ที่สามารถกลับตัวกลับใจ และคิดได้ถึงอนาคตตัวเอง และลุกขึ้นสู้เพื่อพ่อแม่ และทอง 1 เส้น ที่อยากเอามาคืนแม่...

ช่วงเข้ากรม งานอาจจะไม่มีเลย แล้วอย่างออกมาเหมือนต้องเริ่มต้นใหม่ เราจะยังไง? “ก็ต้องยอมรับความจริงครับ คงต้องตั้งใจทำงานเก็บเงิน” เหมือนว่าช่วงนี้เป็นช่วงกอบโกยใช่ไหม? “ช่วงกอบโกย ต้องเก็บเงินครับ” แล้วถ้าเกิดออกมาแล้วยังไม่มีงาน? “ก็คงไม่เสียใจครับ ก็คงกลับบ้าน ไปทำนาต่อ (หัวเราะ)”

ก่อนเข้าวงการ ทำอะไรยังไงมาก่อน แล้วมาเจอจุดพลิกผันของเราได้ยังไง? “เข้าวงการ ก็ดีใจนะครับที่เด็กคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรเลย ผลักดันตัวเองมามีรายได้จากการเป็นนักร้อง มีชื่อเสียงให้ทุกคนได้เห็นว่า อายุเท่านี้ยังมีความสามารถกับการที่ทำงานตรงนี้ รู้สึกดีใจครับ

แล้วก็ตื้นตันทุกอย่าง มันทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตนี้ได้เข้ามาจุดๆ นี้มันมีความสุขมากจริงๆ จนไม่รู้จะอธิบายยังไง ซึ่งต่อจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น จะเป็นทหารแล้วไม่ดังเหมือนเดิม ก็คงไม่มีผลอะไรต่อผมแล้ว ถามว่ามีทุกอย่างไหมตอนนี้ ก็ไม่ได้มีทุกอย่าง ก็มีรถมีบ้านอะไรที่มีอยู่

แต่ชีวิตของคนเราสำคัญที่สุดก็คือความสุข มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพย์สมบัติหรือชื่อเสียง สุขของเราจริงๆ อาจจะอยู่ที่เราได้ไปทำอะไรสักอย่างที่เป็นตัวของตัวเอง แล้วก็ทำให้คนที่อยู่บ้านมีความสุข เลี้ยงดูพ่อแม่ได้ก็พอแล้วครับ ถึงออกมาไม่มีเงินเก็บสักบาท แต่มีบ้านอยู่ก็โอเคแล้วครับ”

เห็นว่าก่อนหน้าที่เราจะเข้าวงการ อาจจะเกเรพอสมควร? “ก็พอสมควรครับ เหมือนวัยรุ่นวัยกำลังห้าว ก็มีเที่ยวบ้างเล่นบ้าง ไม่สนใจเรียนบ้าง ก็มีทุกอย่างที่วัยรุ่นผู้ชายเขาทำกัน เกือบทุกอย่าง ผ่านมาเกือบทุกอย่าง”

อะไรคือจุดพลิกผันที่ทำให้เราอยากกลับตัว? “จุดพลิกผันต่างๆ ก็คือสิ่งแวดล้อมแหละครับ เวลาเราเห็นเพื่อนบ้าน คนนี้มีรถมีบ้านอยู่ คนนี้ได้เป็นหมอบ้างเรียนจบสูงบ้าง มันทำให้ตัวเองย้อนมองตัวเองว่า พ่อแม่เราก็ไม่ได้ถึงกับลำบากจนไม่มีเงินส่ง แต่เรากลับไม่เอาโอกาสตรงนี้เอง

เพราะฉะนั้นเราต้องหาโอกาสอีกมุมนึง ที่ไม่ใช่การศึกษาทำยังไงให้มันมีรายได้ แล้วก็มีเงินเลี้ยงครอบครัวได้ ผมก็เลยหันมาชอบอาชีพของการแต่งเพลง แรกๆ ก็คือแต่งเพลงลงเฟซบุ๊กครับ ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนชอบเยอะขนาดนี้ รู้สึกดีใจครับ ประทับใจมาก

มันสามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่นั่งอยู่เถียงนา จนกลายเป็นซุปเปอร์สตาร์ของคนอีสานในยุคที่โซเชียลกำลังมาแรงด้วย ดีใจแล้วก็ประทับใจจนถึงวันนี้ก็ยังดีใจครับ”

จากที่คนไม่เคยรู้จักเราเลย ตอนนี้ไปไหนมาไหนก็มีคนตาม? “ใช่ครับ แต่ก่อนผมเดินห้าง ผมยังไม่กล้าเข้ามาเลย อายตัวเอง กดลิฟต์ยังไง ประตูเลื่อนเป็นยังไง ไม่รู้ แต่ทุกวันนี้เราเจอใคร อย่างร้านอาหารหรูๆ แต่ก่อนไม่กล้าเข้าเพราะไม่มีเงิน แต่ทุกวันนี้ผมเดินเข้าผมแทบไม่ได้ใช้เงินเลย

คนเห็นหน้าเขาก็เข้าต้อนรับ เขาเปิดประตูให้ ไม่เป็นไรค่ะ เลี้ยงค่ะ เป็นแฟนคลับเบิ้ล อะไรแบบนี้ อย่างเช่น เราต้องการร้านกาแฟชิลๆ บางทีมันอาจจะดูแพงเนอะ อาจจะเป็นแก้วละพันสองพัน แต่ว่าเราไม่ได้ว่าเรารวย เราอยากจะเข้าไปนั่งกินเงียบๆ อยากจะลองว่ากาแฟแก้วละสองพัน จะเป็นยังไง กาแฟแก้วละห้าร้อยรสชาติจะเป็นยังไง

อยากเข้าไปชิมดู คือสมัยก่อนคงไม่กล้า แต่ทุกวันนี้เดินเข้าไปเนี่ย เบิ้ล ปทุมราชหรอคะ ลูกชอบมาก ลูกสี่ขวบร้องเพลงได้อะไรแบบนี้ งั้นวันนี้หนูเลี้ยงแล้วกัน เราก็เกรงใจแล้วทีนี้ แต่ก็ยินดีที่เขาอยากจะเลี้ยง

แต่ก็จะบอกเขาว่า ผมขอให้เลี้ยงแค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะครับ ถ้าพี่ให้ผมกินฟรีอีกครั้งหน้าผมจะไม่กล้ามา แต่ก็ถือว่ามองภาพรวมมันก็ดีใจ ว่าไปที่ไหนคนก็รู้จักมากขึ้นครับ”

ตอนนี้พอเราดัง มีเงิน เราจัดการการใช้เงินเรายังไงบ้าง? “ผมยังคงเป็นเหมือนเดิมครับ ให้แม่ครับเพราะว่าเงินเก็บมันไม่ได้มีกับตัวผมไงครับ มันเห็นเป็นบ้าน เป็นรถ เป็นที่ดินมากกว่า ถ้าถามว่าเงินเก็บมีเยอะไหม ไม่มีเงินเก็บครับ แต่ผมมีทรัพย์สมบัติที่สามารถต่อยอดตัวเองในอนาคตได้ ซึ่งถ้ามีเงินก็ให้แม่ครับ”

ถ้าในอนาคตไม่มีจริงๆ? “ผมไม่ลำบากเลยครับ ทุกวันนี้ก็ทำธุรกิจส่วนตัวด้วย อย่างน้อยรายได้ต่อเดือนก็หลักแสนขึ้น” ทำอะไรเอ่ย? “ทำโฟมล้างหน้าครับ อย่างน้อยขายไม่ได้จริงๆ ก็ยังมีเงินแสนใช้ต่อเดือน ก็ยังไม่ลำบากยังมีเงินให้ครอบครัวอยู่”

เป็นหลักแสนเลยเหรอ เราเพิ่งมาทำเอง? “ใช่ครับ เพิ่งมาทำยังไม่ถึงกับบูมมาก แต่ก็ได้เรื่อยๆ ครับ ก็พยายามต่อยอดให้เป็นธุรกิจที่ดีในอนาคตด้วย”

ทำไมถึงเลือกทำโฟมล้างหน้า เพราะว่าปกติพวกครีมคนทำกันเยอะ? “ใช่ๆ ครับ เพราะว่าหนึ่งในโซเชียลเนี่ย แม่ค้าออนไลน์เยอะมาก ซึ่งสบู่ไม่รู้ว่าเป็นยี่ห้ออะไรบ้าง เราก็เป็นคนที่ชอบดูแลผิวหน้าด้วย สังเกตว่าผมจะเป็นคนที่หน้าเหมือนผู้หญิง แต่ผมจะไม่ค่อยใช้อะไรที่ชัดเจน

ไม่ค่อยใช้โฟมยี่ห้อนี้ ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ก็เลยอยากจะหาอะไรที่มันเข้ากับตัวเองบ้าง ผมก็เลยคุยกับทางแบรนด์ของเขาเป็นหุ้นส่วนผม เขาเป็นคนทำโลโก้ พี่มีอะไรที่มันดูแลผิวหน้าไหม ที่มันเข้ากับผมได้ เพราะผมเป็นคนที่ชอบล้างหน้า เพราะฉะนั้นเราเลยหาสินค้าที่เป็นโฟมล้างหน้ามา ก็ทดลองใช้เองเกือบ 5-6 เดือน

ซึ่งผมบอกว่าผมไม่ได้ต้องการเปิดปุ๊บขายได้เป็นร้อยล้าน ไม่ต้องการ แค่ให้เรามีอะไรทำ คือมันจะมีสองอย่างมนุษย์เราจะมีสิ่งที่ชอบ กับสิ่งที่ใช่ ผมบอกว่าอาชีพนักร้องผมเนี่ยมันไม่ใช่อาชีพที่มีรายได้ดีที่สุดหรอก

แต่มันคือสิ่งที่ผมรักและศรัทธาอยากจะทำมัน แต่อาจจะมีอีกรายได้นึงที่ผมทำแล้วเงินมันอาจจะเยอะก็ได้ ผมก็เลยมองว่าโฟมล้างหน้านี่แล้วก็อีกธุรกิจนึง ผมเปิดฟาร์มไก่ชนด้วยนะ ทำธุรกิจปุ๋ยด้วย ไม่มีใครรู้เฉยๆ ผมก็เลยมีเงิน พอจะมีบ้างแต่ว่าไม่เยอะ”

ฟาร์มไก่ชน แล้วก็ปุ๋ยที่ทำลับๆ คือส่ิงที่เราชอบตั้งนานแล้ว ด้วยความที่เราเกิดมาจากตรงนี้? “ใช่ครับ ก็เปิดฟาร์มไก่ชนให้พี่น้อง ตระกูลเดียวกัน เป็นคนดูแล แล้วก็มีเวลาก็ไปดูบ้าง”

แสดงว่าเราก็หัวการค้าเหมือนกันนะ? “ก็มีนะครับ ผมยังอยากเปิดค่ายมวยด้วย แต่ผมจะไม่เปิดเอามวยไปต่อย ผมมีคนสนิทเขาเป็นนักมวย ผมจะเอาเขาเนี่ยมาอยู่ค่ายด้วย แต่เป็นคนฝึกชาวต่างชาติที่อยากจะมาเรียนรู้มวยไทย เพราะเบิ้ลรู้จักวงการมวยเยอะมาก แล้วก็พยายามถาม

ถ้าผมจะเปิดยิมลงทุนเท่าไรยังไงๆ คือเราไม่ได้ลงทุนแบบเอาเด็กมาเลี้ยงดูแบบนั้น แต่เราเปิดเป็นยิมออกกำลังกาย แล้วก็ให้นักมวยที่มีฝีมือ 2-3 คน มาอยู่กับเรา ในช่วงที่เขาว่างจากการชกมวย มาฝึกฝนมารับจ๊อบ ให้เด็กมาฝึกวันนึงสัก 4-5 ชม.

ให้คนที่อยากซ้อมมวยไทยได้มาออกกำลังกายกัน ถ้าเป็นต่างชาติมา เปิดค่าย เบิ้ล ปทุมราช ยิม เนี่ย ชื่อเราติดแล้ว เพราะว่าเราก็มีนักมวยชื่อดัง แล้วก็รู้จักเยอะด้วย”

จากชีวิตในวัยเด็กจนถึงจุดนี้ พอใจหรือยัง? “พอใจหรือยัง ก็คงพอใจแล้วครับ แล้วก็ประทับใจ ก็คงต้องมีสิ่งเติมเต็มอีกมากมายในชีวิตนะครับ มีอะไรที่ผมมีช่องโหว่ให้ตัวเองเยอะมาก ผมจะไม่ขีดกรอบว่าผมจะเอาเท่านี้พอแล้ว ผมไม่เคยพูด แต่ผมพูดที่ผมพอคือความสุข พอเพียง

ผมพอจริงพอเพียง แล้วก็อยู่แบบนี้มีความสุขดีจริง แต่สิ่งที่เติมเต็มอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ผมโหยหา ต้องรวยร้อยล้านพันล้าน แต่มันคือโหยหาความสุขใหม่ๆ กับสิ่งที่ยังไม่ใช่แต่ว่าเราชอบ เอามาให้มันบวกกับ คือมันมีสิ่งที่ถนัดกับไม่ถนัด อยากจะลองทำดู

เราถนัดแต่งเพลงร้องเพลง แต่เรายังมีอีกหลายอย่างที่เรายังไม่เคยไปทำมันจริงๆ อยากจะไปลองผิดลองถูกอีกหลายอย่าง แต่เอาเงินไปลงทุนจนเสียหายหมดก็ไม่ใช่ ต้องเรียนรู้ช่องทางต่างๆ รู้ชัดว่ายังงี้ๆ นะ เราทำแล้วได้อะไร ความสุขกับเงิน”

แสดงว่าก็รู้คุณค่าของเงิน เพราะเมื่อก่อนเราไม่มี? “รู้ครับ เพราะว่า ผมยอมรับว่าช่วงนึงก่อนผมจะมาทำเพลง ผมขอเงินแม่สองพันบาท แม่ก็โอนมาให้ ตอนนั้นเราอยู่กรุงเทพฯ แล้วครับ แล้วมีเพื่อนผมทักเฟซมา บอกว่าเบิ้ล กูมีเรื่องจะบอกมึงนะ ว่ามึงห้ามไปบอกใครนะ

เงินสองพันที่มึงขอแม่มา แม่มึงเอาสร้อยทองไปขาย สร้อยทองเส้นนี้ผมก็ถามแม่ ผมจำได้ว่ามันคือสร้อยทองของปู่ที่เอาให้พ่อมาหมั้นแม่ตอนเป็นสาว ตั้งแต่สมัยทองมันบาทละสี่ร้อยบาท สมบัติเก่า แล้วผมนอนร้องไห้ในห้อง (น้ำตาคลอ) มันจะมีโอกาสไหม ที่จะเอาทองเส้นนั้นกลับมา

ก็คงไม่รู้จะทำยังไงเราก็ไม่มีตังค์ด้วย ก็เลยคิดว่าวันนึงผมต้องมีเงินซื้อทองคืนให้แม่ แล้วผมก็ทำได้ ซื้อทองเส้นใหญ่กว่าเดิม แต่มันก็ไม่ทำให้ผมลืมเส้นนั้นได้ เพราะว่ามันเป็นเส้นสุดท้ายของครอบครัว ที่เอาเงินมาให้ผมใช้ซื้อกินอยู่กรุงเทพฯ ก็ยังจดจำครับ เหมือนวัวเหมือนกันของพ่อ

พ่อก็ขายวัวใช้หนี้ให้เรามีเงินซื้อข้าวกิน แต่ก่อนเวลาลำบาก คือทำนาบางทีเศรษฐกิจไม่ดีพ่อแม่ก็ต้องทำนาฟรี ทำใช้หนี้ เราก็บอกอยากหาเงินมาใช้หนี้ให้แม่ ก็ให้แม่เอาเงินที่ได้มาซื้อกินดีกว่า ส่วนข้าวก็ทำกินปีต่อปีดีกว่าทำมาใช้หนี้เหนื่อย บางปีพ่อแม่ป่วยเลยนะ กับการทำนาแต่ก็ไม่ได้อะไร

แต่ผมก็ทำได้ ใช้หนี้ให้พ่อแม่หมดทุกบาท ซื้อทองคืนได้ ซื้อวัวให้แม่ได้ซื้อดิน ผมก็ดีใจนอนยิ้ม เวลาผมเปิดเพลงผมก็จะร้องไห้ทุกวัน ผมไม่กล้าฟังเพลงตัวเอง ไม่รู้ว่าทำไม ฟังแล้วจะร้องไห้ ผมไม่ได้ว่าเพลงตัวเองเพราะนะ แต่มันเป็นเพลงที่ทำให้ผม ใช่หรอเพลงเดียวทำให้มาถึงจุดนี้ได้ยังไง

แล้วเพลงมันก็ไม่ได้มีอะไรดีเยอะ ผมฟังเพลงตัวเองไม่ได้จริงๆ ไม่รู้ทำไม แต่ทุกวันนี้ก็มีความสุขครับ เห็นแฟนคลับทุกคนมาหาเรา มีป้ายไฟ เหมือนเกาหลี เรามีคุณค่ามากขนาดนั้นเลยเหรอ

กับลายเซ็นที่มาเขียนใส่กระดาษ เราคิดว่ามันเซ็นง่ายๆ แค่มือเรา แต่ทำไมเขาได้ไปถึงดีใจร้องไห้ เขาได้กอดเรา เราแค่กอดเฉยๆ แต่ทำไมเขาถึงประทับใจ มันทำให้ชีวิตเราเริ่มมีคุณค่ามากขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นเราต้องรักษาตรงนี้ให้นานที่สุด”.