วันอังคารที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แพทย์เตือนกลุ่มแม่และผู้สูงอายุระวังภาวะกระดูกบาง-พรุน

แพทย์ถือโอกาสวันแม่แห่งชาติเตือนระวังภาวะกระดูกบางกระดูกพรุนในกลุ่มแม่และผู้สูงอายุ ชี้ส่วนใหญ่หลีกหนีไม่พ้น โดยแนะวิธีรับมือและชะลออาการ...

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นพ.สุรเมศวร์ ศิริจารุวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติขอบอกเล่าถึงโรคยอดฮิตสำหรับคนที่เป็นแม่และผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่หลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องเจอะเจอกับอาการเหล่านี้ คือ ภาวะกระดูกบาง กระดูกพรุน ที่จากคนที่มารักษาโรคกระดูกพรุนส่วนใหญ่จะมีปัญหามากในเพศหญิงเมื่ออายุ 30-35 ปี มวลกระดูกจะเริ่มลดลง ผู้หญิงจะมีปัญหามากกว่าผู้ชาย เพราะธรรมชาติของผู้ชายมีมวลกระดูกสูงกว่าผู้หญิง 10 -20 % โดยเฉพาะหลังอายุ 40-50 ปี หรือ หลังหมดประจำเดือน จะเป็นช่วงที่มวลกระดูกของผู้หญิงจะลดลงเร็วมาก และได้รับผลกระทบจากโฮโมนเอสโตรเจนค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ สังเกตได้จากผู้หญิง เมื่ออายุมากขึ้น ส่วนสูงจะลดลงหรือ ดูเตี้ยลง เกิดจากการยุบตัวของกระดูก โดยหมอนรองกระดูกจะเป็นส่วนแรกที่ยุบลง ทำให้ช่องว่างระหว่างกระดูกลดลง ส่วนเนื้อกระดูกจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่อายุ 30 ปี เป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่เนื้อกระดูกจะมีมวลสูงสุด แต่หลังจากนั้นกระดูกจะเริ่มบางและพรุนมากขึ้นเรื่อยๆ ปริมาตรกระดูกจะลดลง

สำหรับการดูแลรักษานั้น แม้ว่า จะไม่สามารถรักษากระดูกให้กลับมาเหมือนตอนเป็นหนุ่มเป็นสาวได้ แต่มีวิธีดูแลไม่ให้กระดูกบางและพรุนไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดการเจ็บป่วยตามมา เราต้องพยายามตรึงรักษาเอาไว้ ให้มีอัตราเสื่อมถอยที่ช้าที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ วิธีคือ การออกกำลังกาย ดูแลเรื่องอาหารการกิน มีงานวิจัยออกมาว่า หากเราเล่นกีฬาที่มีแรงกระแทก อย่างเช่นการเดิน หรือวิ่ง ถ้าทำมาตั้งแต่เด็ก มวลกระดูกจะสะสมไว้มากกว่าคนทั่วไป แต่ถ้าคนอายุมากขึ้น เช่น อายุ 40 ปีแล้วไปวิ่ง ก็จะช่วยทำให้อัตราการมวลกระดูกเสื่อมช้าลงได้ เพราะร่างกายก็จะรับรู้ว่า เรายังจำเป็นต้องใช้กระดูกอยู่

นพ.สุรเมศวร์ กล่าวต่อว่า กรณีที่กลัวกันมากในเรื่องของการออกกำลังอย่างวิ่งในผู้สูงอายุ จะกลัวในเรื่องของไขข้อ ผิวกระดูกอ่อนข้างในจะมีปัญหา แต่มีหลายกรณีที่พบว่าเกิดอาการในผู้ที่ไม่ได้ไปออกกำลังกายมาก่อน แต่มีภาวะข้อเสื่อม ทำให้เกิดความสงสัยว่า จริงๆ แล้วอาการข้อเสื่อม มาแก้กันที่ปลายเหตุหรือเปล่า คือ แค่กระดูกอ่อน จะมีการวิจัยของต่างประเทศว่า ผิวกระดูกอ่อนที่เราโฟกัสอยู่ พอผิวกระดูกอ่อนมีรอยแผล มีรอยสึก รอยถลอกข้างในแล้ว ทำให้คนไข้เจ็บปวดมากขึ้น การวิจัยนี้มีการเจาะเข้าไปในเข่า โดยไม่ได้ใช้ยาสลบ เพื่อทดสอบว่า ถ้านำเหล็กเข้าไปจี้โดนกระดูกอ่อนแล้วจะมีความรู้สึกเจ็บไหม พบว่า ไม่ได้มีอาการเจ็บมากที่ผิวกระดูกอ่อน แต่เนื้อเยื่อรอบๆ หรือกระดูกอ่อนมีรู แล้วเราไปกระทบถูกกระดูกที่อยู่ข้างในก็จะรู้สึกเจ็บ ทำให้หลังๆ มาเน้นการรักษาที่กระดูกมากกว่า เพราะกระดูกจะทำหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกและกระจายแรงออก

องค์การอนามัยโลกเฝ้าระวังเรื่องนี้มาก เพราะคนที่มีภาวะกระดูกพรุนและอยู่ในวัยสูงอายุ กล้ามเนื้อ การควบคุมต่างๆ จะไม่ดี โอกาสเรื่องการทรงตัวหรือเวียนศีรษะจะเจอได้บ่อย จึงมีความเสี่ยงต่อการหกล้มสูงมาก เพราะสายตาแย่ลง ประสาทรับความรู้สึกของกล้ามเนื้อลดลง ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไม่ดี การรับความรู้สึกต่างๆ จะช้าลงไปหมด ถ้าหากล้มความสูญเสียจะมาก

อย่างไรก็ตาม คำแนะนำสำหรับการดูแลกระดูกนั้น จะมี 2 ระยะ คือ ระยะแรก ก่อนที่กระดูกจะมีมวลสูงสุด ตรงนี้ กระดูกจะเหมือนธนาคาร ต้องออกกำลังกายมากๆ เพื่อให้กระดูกแข็งแรง ช่วงตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่นจนถึงก่อนอายุ 30-35 ปี ออกกำลังกายเพียงพอหรือไม่ ถ้าออกกำลังกายเพียงพอกระดูกจะแข็งแรง ส่วนเรื่องการกินไม่ค่อยมีผล ถ้ากินอย่างเดียว แต่ไม่มีการกระตุ้น คือ ออกกำลังกาย กระดูกก็จะไม่แข็งแรง ความหนาแน่นสูงสุดของกระดูกก็จะไม่สูง ถ้าต้นทุนเราน้อย เราก็จะถึงจุดวิกฤติเร็วกว่าคนอื่น

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวอีกว่า เมื่ออายุหลัง 30 ปีแล้ว จะเป็นช่วงที่ธรรมชาติเริ่มเอาคืน ถ้าต้องการให้อัตราการลดลงของกระดูกช้าลง ต้องมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออยู่ เช่น วิ่ง เพื่อให้กระดูกได้รับแรงกระตุ้นแรงกระแทก ร่างกายฉลาดจะสามารถปรับตัวได้อยู่แล้ว วิธีที่สองคือ ทานยาและอาหารเสริม ด้วยความที่กระดูกของคนแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ กระดูกส่วนรอบนอก อีกส่วนคือ กระดูกส่วนโครงสร้าง กระดูกต้องได้รับการกระตุ้นทั้ง 2 ส่วนนี้ แต่ในยาบางชนิดอาจช่วยกระตุ้นกระดูกได้เพียงรอบนอก แต่กระดูที่เป็นโครงสร้างข้างในกระตุ้นไม่ได้

ผู้หญิงก่อนหมดประจำเดือน ยังเป็นช่วงที่ออกกำลังกายหนักๆ ได้ก็ควรจะออกกำลังกายให้มาก รวมถึงเรื่องอาหารเสริมที่อาจจะมีบ้าง แต่หลังหมดประจำเดือนไปแล้วจะเป็นช่วงวิกฤติ กระดูกจะเสื่อมเร็วมาก บางคนจะละเลย เพราะไม่มีอาการ ถ้าไม่ได้ตรวจมวลกระดูกจะไม่รู้ว่ามีปัญหา การวัดมวลกระดูกเครื่องไม่ได้มีอันตรายเหมือนเครื่องสแกนนิ่งหรือเอกซเรย์ทั่วไป แนะนำว่าเมื่อหมดประจำเดือนควรจะตรวจเช็กสักครั้งหนึ่ง หลังจากนั้น 5 ปี ตรวจเช็กอีกครั้งหนึ่ง การตรวจไม่ยุ่งยากถ้าวัดแล้วจะประเมินได้ว่าอยู่ในกลุ่มไหน ถ้ากระดูกบางต้องมีเรื่องอาหารเสริม โดยเพิ่มแคลเซียมซึ่งแคลเซียมมีอยู่หลายชนิด เช่น แคลเซียมที่สังเคราะห์ขึ้นมา แคลเซียมที่อยู่ในรูปสารอนินทรีย์จากสารธรรมชาติโดยตรง

จากการตรวจได้พบคนไข้บางรายที่มีเส้นเลือดแข็ง มีหินปูนเกาะตามเส้นเลือดมาก เพราะเวลาเรากินแคลเซียมเข้าไป แต่แคลเซียมไม่ได้ถูกดูดซึมเข้าไปที่กระดูก อาจไปเกาะอยู่ตามผนังเส้นเลือด อยู่ในกล้ามเนื้อหรืออยู่ในนอกคอกกระดูก ผลที่ตามมาจะทำให้เส้นเลือดแข็ง ยืดหยุ่นน้อยลงและมีผลข้างเคียง คือทำให้ความดันสูงขึ้น ส่วนใหญ่คนที่มีปัญหาจะมาจากการกินแคลเซียมสังเคราะห์ เพราะมีปัญหาเรื่องการดูดซึม แต่แคลเซียมออร์แกนิค หรือแคลเซียมจากสารอินทรีย์ที่มีอยู่ในสารธรรมชาติ เช่น ถั่ว งา ผักสารชนิดต่างๆ ซึ่งตามปกติกินกันอยู่แล้ว หรือ แคลเซียมบางชนิดที่อาจนำผลิตภัณฑ์ธรรมชาติมาสกัด เช่น งาดำสกัด เกล็ดปลาสกัด (Protetite) หรือผลิตภัณฑ์จากกุ้งตัวเล็กๆ จะไม่ค่อยมีผลอันตรายต่อร่างกาย และทำให้ร่างกายสามารถดึงเอาไปใช้และกระดูกแข็งแรงขึ้นได้จริงแต่คนยังไม่ค่อยรู้.