บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดเบื้องลึก 'กระทรวงอุดมศึกษา' อธิการฯมหิดลลั่น ต้นกำเนิดไทยแลนด์ 4.0

ฤกษ์งามยามดี พี่แคมปัส ได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์ ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะที่ท่านเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารราชแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ป.ย.ป.

โดยวันนี้อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลจะมาเปิดใจกันอย่างเอ็กซ์คลูซีฟสุดๆ ถึงเรื่องราวการจัดตั้ง "กระทรวงอุดมศึกษา" รวมไปถึงเรื่องราวของการ "ปฏิรูปการศึกษา" ซึ่งเป็นแผนไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล โดยอธิการฯ กล่าวหลายเรื่องไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งถ้าใครได้มาอ่านเรื่องราวนี้ รับรองเอาไปปรับใช้และพี่แคมปัสเชื่อว่า จะเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษาอย่างแน่นอน

ไปค่ะ...ไปร่วมเปิดใจ ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมๆ กัน

ประเทศไทยซับซ้อน

ประเทศไทยเราต้องปรับตัวเยอะมาก ไม่งั้นตกขบวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการศึกษา แต่ด้วยความที่ประเทศไทยเรา มันซับซ้อนและฝังรากลึก แม้ผู้หลักผู้ใหญ่ก็อยากพัฒนาประเทศ อยากจะพัฒนาระบบการศึกษา แต่พอคณะกรรมการวางแนวทางแล้ว ก็ต้องลงมือทำไม่ได้ ก็เราจำเป็นต้องพึ่งพากระทรวงต่างๆ และข้าราชการอยู่ดี

ทำเพราะถูกสั่ง

ตรงนี้มันจะทำให้ติดโน่นนี่ เพราะระเบียบและความคิดที่ว่า มันทำได้ยาก! ทำไมต้องทำด้วย! จริงๆ แล้วผมเชื่อว่า เขาอาจไม่เข้าใจ เลยทำให้คิดแบบนั้น ก็เลยไม่ได้ทำด้วยใจ และความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศ แต่ทำเพราะถูกสั่ง สุดท้ายก็คิดว่าอยู่กันปี 2 ปีก็ไปแล้ว ก็เลยไม่ได้คิดว่าต้องพัฒนาประเทศ นี่คือสิ่งที่ผมคิดนะ ซึ่งผมเสียดายมาก เพราะจริงๆ แล้วประเทศไทยเรามีศักยภาพเยอะมาก แต่เราเสียโอกาส นี่ผมแค่บ่นให้ฟังนะ แต่ถึงอย่างไร เราก็ต้องทำ

การศึกษาไม่ผูกการเมือง

ทำไมต้องเอาระบบการศึกษาไปผูกกับการเมือง มันเป็นไปไม่ได้ มีคนถามผมว่า ถ้าตั้งกระทรวงอุดมศึกษาแล้ว เราก็เขียน พ.ร.บ.ไม่ให้นักการเมืองมายุ่ง ผมตอบไปว่า อย่าไปพูดเรื่องที่มันเป็นไปไม่ได้ มันเป็นความจริง ที่เราต้องประจักษ์ว่า เราต้องอยู่กับเขา เพราะรัฐมนตรีก็คือนักการเมือง แค่ตอนนี้เราอยู่ในยุคพิเศษ แต่หลังจากนี้เราก็ต้องกลับไปสู่ระบบพรรคการเมือง ดังนั้นรัฐมนตรีก็เป็นนักการเมืองแน่นอน และเขาก็คือตัวแทนประชาชน จะไปหลีกเลี่ยงยิ่งเป็นไปไม่ได้ แค่เราต้องทำงานร่วมกันให้ได้เท่านั้นเอง

มหาวิทยาลัยต้องมีอิสระ

เราก็พยายามทำให้ดีที่สุด เขาก็ไม่ควรจะมาแทรกแซงเรามากเกินไป ตามหลักของมหาวิทยาลัย มันต้องมีอิสระ อย่างตอนนี้มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็มี พ.ร.บ.เป็นของตัวเองแล้วทั้งนั้น เราต้องมีหลักของเรา แต่ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ก็คิดว่า เขาจะต้องมาควบคุมเรา ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่ใช่ หน้าที่ของเขาคือ ต้องสนับสนุนเรา เพื่อให้เราทำตามที่เขากำหนดเป้าหมายไว้ให้ได้

รัฐบาลดูผลลัพธ์พอ ไม่งั้นไม่เจริญ

รัฐบาลเป็นคนกำหนดเป้าหมาย ว่ากระทรวงอุดมศึกษา ควรไปทางไหน ตอนนี้ต้องการหลักสูตรนี้ ต้องการคนอาชีพนี้ แล้วเราในฐานะมหาวิทยาลัยก็ต้องทำให้ได้ ทำเพื่อชาติ ทำเพื่อประเทศ เพียงแค่ว่ารัฐบาลไม่ต้องมายุ่งกับกระบวนการ หรือวิธีการของเรา ดูแค่ผลลัพธ์พอ ยังไงเราก็ต้องมีอิสระ ไม่งั้นมันไม่เจริญหรอก

2 อย่างที่ขอ

สิ่งที่ผมพยายามวางหลักของกระทรวงอุดมศึกษาไว้ คือ 1. ต้องมีเสรีภาพทางวิชาการ 2. ต้องมีอิสระในการปกครองตนเอง และเราก็ต้องมีการตรวจเช็กดุลยภาพ เพราะอย่างมหาวิทยาลัยเล็กๆ ก็มักจะเกิดปัญหาธรรมาภิบาลอยู่ตลอด หากเกิดแบบนี้ เราก็ต้องแก้ปัญหากันภายใน แต่ถ้าไม่สำเร็จ ก็ต้องให้รัฐมนตรีเข้ามาแก้ไขต่อไป ไม่ใช่อยู่ๆ จะมาย้ายอธิการบดี ยกสภาฯ มันไม่ใช่แบบนั้นแน่นอน

ไทยแลนด์ 4.0 ไม่มีทางเกิด

นี่คือแนวคิดทั้งหมดทั้งมวล อย่างไรก็ต้องทำให้ดีที่สุด เพราะนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา มีความตั้งใจที่จะให้เกิดกระทรวงอุดมศึกษาภายในรัฐบาลนี้ให้ได้ เพราะเดิมทีท่านไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายก็เห็นด้วย เพราะถ้าเราไม่แยกกระทรวงอุดมศึกษาออกมา แล้วสนับสนุนอย่างจริงจัง ไทยแลนด์ 4.0 ก็ไม่เกิด

มหาวิทยาลัย = ไทยแลนด์ 4.0

หัวใจสำคัญของไทยแลนด์ 4.0 มันอยู่ที่มหาวิทยาลัย เพราะ 1. มหาวิทยาลัยคือสถานที่สร้างคน สร้างบัณฑิตที่มีปัญญา เพื่อไปเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศ 2. มหาวิทยาลัยเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ สร้างงานวิจัย สร้างนวัตกรรม ซึ่งจะออกไปเป็นสินค้าในเชิงพาณิชย์ต่อไป อันนี้สำคัญมาก นี่คือหัวใจของไทยแลนด์ 4.0

ไทยยังไม่เจริญ

เราต้องยอมรับว่า ประเทศไทยยังพึ่งพาตัวเองไม่ได้ ข้าวของเครื่องใช้ เสื้อผ้าโน้นนี่นั่น ส่วนใหญ่คิดและออกมาจากต่างประเทศถึง 80% ประเทศไทยเราแค่นำมาประกอบ นำมาทำแค่นั้น แบบนี้ถือว่าเป็นประเทศที่ไม่เจริญนะ ปีนึงเราเสียเงินล้านล้านล้านบาท เพื่อสั่งของจากต่างประเทศเข้ามา

ทุ่มงบเพื่อการศึกษา

ผมว่าตอนนี้เราต้องคิดเองให้ได้ ทำเองให้ได้ เราพึ่งตนเองได้ และลดการนำเข้า ผมว่ารัฐบาลต้องลงทุนเรื่องการศึกษาอย่างจริงจัง ไปดูมาเลเซีย สิงคโปร์ หรือเกาหลี ประเทศเค้าพัฒนาไปเร็วมาก แต่ก่อนเค้าไม่ได้ต่างกับเรามาก ในช่วง 10 ปีนี้เขาไปเร็วมาก เพราะรัฐบาลเขาทุ่มเทอย่างจริงจัง งบประมาณที่ใช้ทั้งหมด 75% ทุ่มกับการศึกษาตลอดระยะเวลา 10 ปี แต่ประเทศไทยเราได้จากรัฐบาลแค่ 26% ที่เหลือหาเอง

ไต้หวัน คือตัวอย่าง

อย่างประเทศไต้หวัน ที่ผมไปดูงานมา เขาเพิ่งสร้างสถาบันการวิจัยแห่งชาติ มีเจ้าหน้าที่ 6 คน 2 คนเป็นคนไต้หวัน อีก 4 คนจ้างฝรั่งมาช่วย เขาสร้างตึกใหญ่มาก มีเครื่องมือทางการวิจัยสุดทันสมัย เรียกว่าลงทุนหลายหมื่นล้าน ส่วนค่าจ้างคน 6 คนที่ว่า นี่เป็นเงินมหาศาล แต่ไต้หวันยอมลงทุน ทุ่มงบประมาณไม่รู้กี่หมื่นล้านให้กับสถาบันการวิจัยแห่งชาติ แล้วเขาก็ได้ไปโอลิมปิก เศรษฐกิจเขาก็ดี และเขาก็กลายเป็นผู้นำโลกในหลายเรื่อง โดยเฉพาะเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเขาก็อยู่ในอันดับท็อปร้อย ไม่รู้กี่มหาวิทยาลัย

ลงทุน ไม่ใช่ ต้นทุน

มันสะท้อนว่า รัฐบาลต้องให้อิสระ เพราะมันจะทำให้เกิดปัญญา รัฐบาลต้องสนับสนุนเงินด้วย ถ้าเป็นคนกำหนดเป้าหมาย และให้เราไปหาเงินเอง มันก็เป็นเรื่องยาก เพราะการไปหาเงินสนับสนุนมันไม่ได้ง่ายๆ อยากให้มองว่า นี่ไม่ใช่ต้นทุน แต่เป็นการลงทุนในระยะยาว ประเทศที่กล่าวมา แสดงให้เห็นแล้วว่า การลงทุนเรื่องการศึกษา มันเห็นผลได้อย่างชัดเจน ทำให้ประเทศชาติเจริญ เพราะการศึกษาคือพื้นฐานของการพัฒนาทุกอย่าง

กุมภาพันธ์แล้วเสร็จ

รัฐบาลต้องเข้าและลงมาสนับสนุนอย่างจริงจัง การแยกกระทรวงอุดมศึกษาออกมาเป็นเรื่องที่ดีมาก นี่เราก็ทำประชาพิจารณ์ พร้อมกับร่าง พ.ร.บ.ฯให้เสร็จ ก่อนนำเข้ากฤษฎีกาและนำเข้า สนช. คาดว่าเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ก็น่าจะแล้วเสร็จ ท่านนายกฯบอกไว้ว่า ถ้าไม่เสร็จในยุคท่าน ต่อไปคงไม่ได้เกิดกระทรวงอุดมศึกษาแน่นอน

อุมดศึกษา VS สพฐ. มันคนละเรื่อง

เราต้องไปข้างหน้า การศึกษาเป็นพื้นฐานจริงๆ โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา มีคนบอกว่า ทำไมต้องแยก เราเอาไปรวมกับกระทรวงศึกษาธิการ แล้วเป็นทบวงได้หรือไม่ เพื่อความเชื่อมโยงกัน ผมว่ามันไม่ใช่ เพราะคอนเซปต์ของกระทรวงอุดมศึกษา กับ สพฐ. มันคนละเรื่อง แต่ผมเองก็เห็นด้วย ที่มันต้องเชื่อมโยงกันอย่างแน่นอน เพราะเราก็ยังต้องการเมล็ดพันธุ์ที่ดี ในการเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย มันจะทำให้เราได้คนที่เก่ง ที่เป็นกำลังของชาติจริงๆ

ผมว่าบ้าบอ...

หลายประเทศหลักสูตรปริญญาตรีเขาสั้นลงมาก อย่างปี 1 ต้องมานั่งเรียนวิชาพื้นฐานเต็มเลย ผมว่าบ้าบอ ต้องมาเรียนเคมี ฟิสิกส์ โน้นนี่นั่น เยอะแยะมากมาย เพราะเด็กไม่แข็งพอ มัธยมเราอ่อน จึงต้องมานั่งเรียนกันอีก คือจริงๆ ต้องเรียนวิชาเหล่านี้ให้จบในระดับมัธยมแล้ว เพราะไม่อย่างนั้นมหาวิทยาลัยก็ต้องมาเสียเวลาไปอีก 1 ปี ในการปรับพื้นฐานให้ แทนที่จะไปเรียนอย่างอื่น

หลักสูตรผสม

เดี๋ยวนี้เขาเน้นหลักสูตรแบบผสม เพราะศาสตร์เดียวมันโตยาก คือจบใน 4 ปี แต่เรียนได้หลายอย่าง อย่างในไต้หวันเอง เขาเปิดหลักสูตรนึงเป็นปีแรก ผมประทับใจมาก คือเรียนวิศวะ 2 ปี แล้วก็เรียนแพทย์ต่ออีก 2 ปี แต่จบมาไม่ได้มาเป็นแพทย์นะ เพราะเขามองว่า อนาคตคนแก่จะล้นโลก เครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ ส่วนใหญ่ใช้วิศวะในการออกแบบทั้งสิ้น ดังนั้นคนที่เรียนมาทางวิศวะ ไม่มีทางเข้าใจด้านแพทย์หรอก มันเสียเวลา ก็เลยมีหลักสูตรแบบนี้ขึ้นมา

อื้อหือ! วิศวะ 2 ปี แพทย์ 2 ปี...ดีงาม

ผมถามว่า คุณสอนวิศวะเหลือแค่ 2 ปีได้อย่างไร เขาบอกปี 1 ที่เราเคยสอน เขาตัดทิ้งหมดเลย เพราะมัธยมต้องเรียนมาแล้ว ส่วนอีก 3 ปีที่เหลือ เขาก็มาดูว่า วิชาไหนไม่จำเป็น ก็ตัดออก อีก 2 ไปก็ไปเรียนแพทย์ นี่เขาเรียนกันคนละมหาวิทยาลัยด้วยนะ คือ 2 ปีแรกเรียนที่มหาวิทยาลัยซิงหัว ส่วนแพทย์ก็ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยไชน่าเมดิคัลยูนิเวอร์ซิตี้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์ใหญ่ของเขา ผมว่าข้างหน้ามหาวิทยาลัยต้องไปแบบนี้

หลักสูตรตอบโจทย์มั้ย?

ตอนนี้โลกมันเปลี่ยนเร็วมาก หลักสูตรต้องมีความยืดหยุ่น ที่สำคัญต้องตอบโจทย์ประเทศ ตอบโจทย์สังคม และโลกให้ได้ ไม่ใช่ตั้งหลักสูตรเพราะว่า ผมเรียนจบด็อกเตอร์มา แล้วก็สอนเรื่องนี้เรื่องเดียว สอนมา 20 ปี เรื่องอื่นก็สอนไม่ได้ มันไม่ใช่อีกแล้ว

อย่าคิดว่าเก่ง

ถ้าตั้งกระทรวงอุดมศึกษาขึ้นมา หลักสูตรต่างๆ ก็ต้องปรับ มหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ต้องปรับตัวเอง มองไปข้างหน้า ไม่ใช่มองตัวเป็นหลัก เราควรมองที่ดีมานด์ ไม่ใช่มองที่ซัพพลาย แต่ก่อนเราเอาซัพพลายเป็นหลัก คือฉันคิดว่าตัวเองเก่ง ก็เลยจะสอนแบบนี้ ไม่ได้มองว่าชาติต้องการ ตลาดต้องการหรือเปล่า ถ้าทำแบบนี้ ต่อไปจะไม่มีใครมาเรียน

มหา'ลัยทั่วโลกทยอยปิดตัว

เชื่อหรือไม่ 5 ปีหลังมานี่ มหาวิทยาลัยต่างๆ กว่า 4,000 แห่งในสหรัฐอเมริกา ปิดตัวไปมากกว่า 500 มหาวิทยาลัย เพราะไม่มีเด็กมาเรียน ก็เลยต้องปิดตัวลง นั่นคือเขาไม่ปรับตัว ดังนั้นมหาวิทยาลัยทั่วโลกต้องปรับตัว ทุกคนเจอปัญหาเหมือนกัน คือสัดส่วนประชากรทั่วโลก ที่มีแต่คนแก่และมีเด็กน้อยลง ดังนั้นเด็กเข้ามหาวิทยาลัยก็น้อยลง อย่างประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า เด็กมัธยมก็จะหายไป 300,000 คน

มหา'ลัยไทยก็ต้องปิด!

ผมเชื่อว่า มหาวิทยาลัยในไทย จะต้องปิดตัวลงเยอะเลย โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน ตอนนี้เรามีมหาวิทยาลัยทั้งหมด 157 แห่ง ครึ่งนึงเป็นเอกชน และครึ่งนึงเป็นรัฐบาล เอกชนอาจจะเหลือแค่ 10 แห่งที่ดังๆ มหาวิทยาลัยเล็กๆ นี่จะปิดตัวหมด แม้กระทั่งมหาวิทยาลัยของรัฐ ก็ต้องปิดตัวอีกพอสมควร ถ้าไม่ปรับตัวเอง เพราะโครงสร้างเด็กมันหายไป

เด็กไม่เรียนมหา'ลัย

เราต้องยอมรับว่าแนวคิดเด็กสมัยนี้ ไม่เหมือนสมัยก่อน เขาไม่ได้คิดว่า จะต้องมาเรียน ICT ถึง 4 ปี เขามาเรียนสิ่งที่เขาอยากเรียน อย่างในยุโรปหรือสหรัฐฯ เด็กเข้ามหาวิทยาลัยน้อยลง และเด็กที่เข้ามาเรียน ก็ไม่ใช่เด็กที่จบคอลเล็ทแล้วมา เด็กพวกนี้จบคอลเล็ทแล้วเค้าจะไปหาตัวตน ไปค้นหาในสิ่งที่ตัวเองชอบ ไปทำงาน ไปหาประสบการณ์ก่อน จากนั้นถึงจะเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย แต่เขาไม่ต้องการเรียนถึง 4 ปีนะ มันเสียเวลาเขา เขาจะเลือกเรียนในสิ่งที่สนใจเท่านั้น

เรียนวิศวะ บวก...

ทุกอย่างอยู่ในมือถือหมด ในกูเกิ้ขลหมดแล้ว ครึ่งนึงของ ICT อยู่ในอินเทอร์เน็ต เขาทำเองได้ เขาพัฒนาตัวเองได้ เขาแค่อยากเรียนบางเรื่อง บางวิชา และอยากเรียนหลายๆ อย่างรวมกัน เช่น วิศวะบวกแพทย์ วิศวะบวก MBA นี่คือดีมานด์ของเด็ก เราเองต้องปรับหลักสูตรเยอะมาก

Mindset อาจารย์

ที่สำคัญต้องปรับ Mindset (ความคิด) ของอาจารย์ อาจารย์ยังคิดแบบเดิม เด็กเรียนจบก็ต้องเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยต่อนั้น ต่อจากนี้ไปมันไม่ใช่ การเปลี่ยนแปลงที่กล่าวมา มันจะเปลี่ยนเร็วมาก ไม่ใช่แค่ 10 ปี ผมว่า 3 ปีก็เปลี่ยนแล้ว ไม่เปลี่ยนก็ตกขบวน อาจารย์ต้องสนองกับตลาดให้ได้ ตอบสนองความต้องการของประเทศให้ได้

Lecture แล้วก็ปัดตูดไป

การเรียนแบบบรรยาย หรือ Lecture ในห้องเรียนต้องลดลง ไม่ได้บอกว่าบรรยายไม่สำคัญ บรรยายสำคัญและดี คือให้คอนเซปต์ ปูแนวทางและกรอบแนวคิดให้เด็ก แต่จากนั้นก็ไม่ได้ประโยชน์แล้ว เพราะ 1 ชม. ก็ปัดตูดไป คือคุณต้องไปเรียนในสถานที่จริง ที่ทำงานจริง คุณต้องไปเรียนในที่ๆ เด็กจะออกไปทำงาน เพื่อให้ทำงานได้จริง ดังนั้นต่อไปข้างหน้า มหาวิทยาลัยต้องจับมือกับเอกชนและภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น

ลดภาษี 300%

เอาคนของเขามาเป็นอาจารย์พิเศษของเรา คือต้องมาตั้งแต่แรกเลย สมมติจะตั้งหลักสูตร ต้องเชิญเขามาตั้งแต่วางเป้าประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน ว่าประเมินผลเด็กอย่างไร นี่มันถึงตอบโจทย์เอกชนและตลาดจริงๆ ถามว่าเอกชนเขาอยากทำมั้ย แต่ก่อนเขาไม่อยากทำหรอก แต่ตอนนี้เขาได้ลดภาษี 300% นี่ผมมองว่าเป็นสิ่งที่ดีและเรื่องที่ดี

สอนทักษะ

25% ของแต่ละคณะ ในมหาวิทยาลัยมหิดล จะต้องปรับตัว คือส่งเด็กไปเรียนข้างนอก และอาจารย์ต้องตามไปดูด้วย แล้วทางเอกชนก็ช่วยเราดูเด็กด้วย แล้วมันจะตอบสนองในวันข้างหน้า เพราะเด็กรุ่นใหม่ มีความคิดของตัวเองเยอะ ที่เค้ามาเรียน เพราะในกูเกิลมันสอนไม่ได้ อย่างทักษะบางอย่าง ที่จำเป็นต้องให้อาจารย์เป็นผู้สอน หรือมาพูดคุยกับอาจารย์ เพื่อให้ได้แนวคิดไป นี่คือสิ่งที่เราต้องทำ คือการสอนทักษะต่างๆ

สอนจนเกิดนวัตกรรม

เด็กที่เกิดหลังปี 2543 เป็นต้นมา คือเจเนอร์ชั่น Z กำลังจะมา เขายิ่งมีความเก่ง พึ่งตนเอง ไม่ชอบอาศัยคนอื่น ไม่ทำงานใต้ใคร ไม่ชอบเป็นลูกจ้าง ทั้งราชการและเอกชน แต่จะขอทำเป็นฟรีแลนซ์ ติดต่อทุกอย่างผ่านมือถือ และเค้าก็ทำได้ดีมากด้วย นี่คือสิ่งที่มหาวิทยาลัยและอาจารย์ต้องเจอ เราต้องสอนให้เขาคิดวิเคราะห์เป็นได้ ในแง่วิชาการและจริยธรรม ไปอีกขั้นคือ อาจารย์ต้องสอนให้เขาสร้างความรู้ใหม่ๆ ได้ และต่อยอดไปเป็นนวัตกรรมให้ได้

ต้นกำเนิดไทยแลนด์ 4.0

มันต้องถึงระดับนั้นเลย เรื่องเหล่านี้ทำได้ อยู่ที่ครูและอาจารย์ ที่ต้องปรับกระบวนการเรียนการสอนใหม่ ไม่ใช่มาบรรยาย 1 ชม. แล้วก็ไป แทบจะไม่เคยคุยกับเด็กเลยด้วยซ้ำ แล้วเด็กจะคิดเป็นได้อย่างไร ได้แต่ท่องๆ จำๆ เอา นวัตกรรมก็ไม่เกิด แล้วประเทศไทย จะเป็นไทยแลนด์ 4.0 ได้อย่างไร

เดินช้ามาก

มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว ไม่แปลกเรื่องไทยแลนด์ 4.0 ทำให้อธิการบดีทั่วประเทศ ถูกเรียกประชุมเป็น 10 รอบ แต่นั่นมันเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ติดตรงกระทรวงต่างๆ อีก ที่ไม่ค่อยสะดวกในเรื่องกฎเกณฑ์ จะเห็นได้ว่า ไทยแลนด์ 4.0 เดินไปอย่างช้ามาก แนวคิดข้างบนดี แต่ข้างล่างอืดมาก เพราะมันต้องผ่านกระทรวงต่างๆ

ปัญหา??

ผมว่า เราต้องปรับระบบการบริหารข้าราชการใหม่ ถ้ากระทรวงต่างๆ ยังคิดแบบเดิม ไทยแลนด์ 4.0 ก็ยังไปไม่ได้ เพราะสุดท้ายโปรเจกต์ต่างๆ มันก็ต้องไปผ่านกระทรวงโน้น กระทรวงนี้อยู่ดี นี่คือปัญหา ที่ผมก็พูดกับนายกฯ ไปแล้ว แต่สุดท้ายมันก็ต้องช่วยกันทำ เพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

จัดการข้าราชการ

ข้อเสนอแนะยุทธศาสตร์ชาติ ผมมองว่า 1. ปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจัง เพราะถ้าไม่แก้เรื่องนี้ การปฏิรูปประเทศก็ไม่มีวันสำเร็จ เพราะระบบข้าราชการมีกฎระเบียบเยอะมาก จริงๆ เราต้องมองว่า เราจะทำงานอย่างไรให้มีความคล่องตัว หน่วยงานรัฐบาล หรือแม้แต่เอกชนเอง ต้องทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่ผมเองก็เห็นใจ เพราะมันแก้ยากจริงๆ แต่ยังไงมันต้องทำอย่างจริงจัง ไม่งั้นก็ไปติดอยู่ที่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ อยู่ดี

หัวใจของประเทศ

ส่วนข้อ 2. เป็นเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นพื้นฐานของการพัฒนาทุกอย่าง รัฐบาลต้องลงทุนกับการศึกษา และต้องลงทุนระยะยาวด้วย การแยกมาตั้งกระทรวงอุดมศึกษา เป็นเรื่องที่ดีมาก และรัฐบาลต้องสนับสนุนไปตลอด และต้องสนับสนุนอย่างจริงจังด้วย เพราะนี่คือพื้นฐาน ที่เรากำลังจะสร้างคน สร้างความรู้ใหม่ สร้างวิจัย สร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นหัวใจของประเทศ

ปรับ Mildset เรื่องยาก

การปรับ Mildset อาจารย์ ปรับหลักสูตร ปรับระบบการเรียนการสอน มันไม่ยาก ที่ยากกว่าคือ ความเข้าใจคอนเซปต์ของกระทรวงอุดมศึกษา คุณต้องเข้าใจว่า อุดมศึกษา คือ การให้การศึกษาแก่เด็ก เพื่อไปสร้างชาติให้เจริญขึ้น ยิ่งใหญ่ขึ้น และสามารถไปแข่งขันกับต่างประเทศได้ ไม่ใช่แค่ให้การศึกษาเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานเท่านั้น แต่มันต้องสร้างบัณฑิตให้ไปตอบโจทย์สังคม ประเทศ และแข่งขันกับโลกด้วย เรื่องนี้สำคัญที่สุด ต้องปรับ Mildset ใหม่

ปรับเพื่อเปลี่ยน

เราต้องเข้าใจว่า บัณฑิตเราที่จบไป ไม่ใช่แค่ทำงานในเมืองไทยแล้ว โลกมันเล็กลง คุณต้องสร้างบัณฑิตไปเป็นประชาคมโลก หมายความว่า เขาจะไปทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ ไปทำกิจการที่ไหนก็ได้ เราต้องเตรียมตัวเขาให้พร้อม คือถ้าเขาไปทำงานให้โลกได้ ประเทศไทย คนไทยก็ได้ประโยชน์อยู่แล้ว นี่คือหน้าที่ของอาจารย์ที่ต้องปรับตัว

หลายเรื่องน่าสนใจมาก เรายังมีตอน 2 ถึงเรื่องราวของรั้วมหิดลเอง อธิการบดีฯมีมุมมองน่าสนใจ ไว้รอติดตามอ่านที่นี่