บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลวิจัยหนุนรัฐส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัยต้าน ‘ค้ามนุษย์’

UNODC จับมือ TIJ วิจัยปัญหาค้ามนุษย์ในภูมิภาคสู่การแก้ที่ตรงจุด เผยตัวเลขผู้โยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาในไทยสูงถึง 4 ล้านคน ร้อยละ 90 จากประเทศเพื่อนบ้านลุ่มแม่น้ำโขง กัมพูชา-ลาว-พม่า อพยพเข้ามาผิดกฎหมาย โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็กที่ส่วนใหญ่จะตกเป็นเหยื่อการค้าประเวณี 'ผอ.สถาบันเพื่อการยุติธรรมฯ' หนุนรัฐบาลส่งเสริมให้มีการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย...

วันที่ 10 ส.ค.60 ที่สำนักงานสหประชาชาติ นายเจเรมี ดักลาส ผู้แทนสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก ด้านศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) นายเบนจามิน สมิท ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคของ UNODC เผยผลวิจัย “ปัญหาการค้ามนุษย์จากประเทศกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา มายังประเทศไทย” (Trafficking in Persons from Cambodia, Lao PDR, and Myanmar, to Thailand) โดยระบุหากต้องการแก้ไขปัญหาต้องเริ่มจากการเข้าใจว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ของการโยกย้ายถิ่นฐานของแรงงานแบบผิดปกติจาก 3 ประเทศเพื่อนบ้าน โดยงานวิจัยนี้เป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่างหน่วยงานสหประชาชาติและองค์กรในประเทศไทย ในการสำรวจสถานการณ์การค้ามนุษย์ในภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการในกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพหลายมาตรการประกอบกัน เพื่อปราบปรามเครือข่ายการค้ามนุษย์ โดยยังคงสามารถปกป้องสิทธิของผู้ถูกค้ามนุษย์ และเอื้อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากการเคลื่อนย้ายแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานอย่างถูกกฎหมาย

รายงานวิจัยได้ระบุประมาณการตัวเลขของผู้โยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวนสูงถึง 4 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ร้อยละ 90 มาจากประเทศเพื่อนบ้านในแถบลุ่มแม่น้ำโขง ประกอบด้วย ประเทศกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา โดยผู้อพยพจำนวนมากเข้ามายังประเทศไทยด้วยวิธีการที่ผิดปกติ และเมื่อเข้ามาแล้วก็ยังคงสถานะของผู้เข้าเมืองโดยมีสถานะผิดปกติในทางใดทางหนึ่ง ดังนั้นความเสี่ยงจากการถูกหลอกล่อ ถูกกรรโชก ต้องเผชิญกับความรุนแรง และถูกแสวงหาประโยชน์ จึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระหว่างการเดินทางเท่านั้น แต่สภาพการณ์เหล่านี้ยังคงอยู่เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่ปลายทางด้วยเช่นกัน 

ส่วนประเด็นใหม่ในด้านอื่นๆ ที่ปรากฏในรายงานครอบคลุมถึงลักษณะของผู้ตกเป็นเหยื่อและผู้ค้ามนุษย์ ปัจจัยที่เป็นแรงผลักดันและเหตุจูงใจให้คนเข้ามาในแต่ละช่วงเวลา เส้นทางการเข้าเมืองอย่างถูกต้องและการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายที่ขบวนการค้ามนุษย์ใช้ ค่าใช้จ่ายที่ผู้ตกเป็นเหยื่อต้องจ่ายให้กับผู้ลักลอบค้าแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและผู้ค้ามนุษย์ พฤติกรรมและวิธีการที่ผู้ค้ามนุษย์และเครือข่ายใช้ นอกจากนี้ รายงานยังได้สำรวจภาวการณ์ต่างๆ ที่เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมา กลายเป็นประเทศต้นทางของคนส่วนใหญ่ที่ผ่านขบวนการค้ามนุษย์เข้ามาในประเทศไทย

นายเจเรมี ชี้ว่า มีความจำเป็นที่ต้องมองภาพสถานการณ์การค้ามนุษย์ในประเทศปลายทางให้ครบในทุกมิติ โดยกล่าวว่า “ตอนนี้เราเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น โดยในรายงานได้ระบุประเด็นของความท้าทายและโอกาสในการบังคับใช้กฎหมายของประเทศต่างๆ ร่วมกัน เนื้อหาในรายงานฉบับนี้ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ได้รับการรวบรวมไว้ เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดความร่วมมือและให้การสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ได้ ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศอื่นๆ ในลุ่มแม่น้ำโขง นอกเหนือจาก 4 ประเทศที่ร่วมอยู่ในรายงาน”

ด้านศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กล่าวว่า “การค้ามนุษย์ในภูมิภาคของเราเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะความไม่เสมอภาคทางสังคม ความยากจน การขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน และโอกาสในการหาเลี้ยงชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้คนฝ่าฝืนกฎหมาย ขณะเดียวกันก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้พวกเขาตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และลักลอบนำเข้าแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมายได้มากขึ้น” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กล่าว และเสริมด้วยว่า “เพื่อจัดการกับขบวนการค้ามนุษย์ เราจึงควรมุ่งเน้นไปที่แนวทางการพัฒนาที่นำโดยการแก้ไขช่องโหว่และลดข้อเสียเปรียบของผู้ที่อาจตกเป็นเหยื่อ โดยการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายในกลุ่มด้อยโอกาสได้รับการศึกษาที่ดีและเข้าถึงการศึกษาได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ซึ่งมาตรการดังกล่าวต้องได้รับการสนับสนุนจากโครงการอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการฝึกอบรมทักษะ และเพิ่มโอกาสในการจ้างงานที่เท่าเทียมกันทั้งชายและหญิง เพื่อให้พวกเขาสามารถเข้าถึงงานที่ดีและประกอบอาชีพในประเทศของตนเองได้อย่างเหมาะสม ในการนี้เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ หรือ Sustainable Development Goals: SDGs จึงถูกนำมาใช้เป็นกรอบการทำงาน เพื่อช่วยให้จัดการกับปัญหาได้ดียิ่งขึ้น

ในอนาคต ก้าวสำคัญที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์คือ การส่งเสริมให้มีการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย และป้องปรามมิให้เกิดการค้าแรงงานอย่างผิดกฎหมาย เพื่อให้การเคลื่อนย้ายแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานเกิดประโยชน์สูงสุด การมีกลไกคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐาน รวมทั้งป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์และการลักลอบขนแรงงานข้ามชาติ จำเป็นต้องมีนโยบายระดับชาติที่มีการนำไปปฏิบัติ และบังคับใช้กฎอย่างจริงจัง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ต้องอาศัยทรัพยากรมนุษย์และงบประมาณ เพื่อทำให้เป้าหมายในเชิงนโยบายกลายเป็นมาตรการที่วัดผลได้ในทางปฏิบัติ ดังนั้นเพื่อให้นโยบายได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ จึงต้องอาศัยข้อมูลและการประกาศนโยบายที่ตามมาด้วยการนำไปปฏิบัติและการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการค้ามนุษย์และการลักลอบนำเข้าแรงงานข้ามชาติ ถือเป็นรากฐานสำคัญต่อการดำเนินการทางกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว 

ทั้งนี้ นายเบนจามิน กล่าวเน้นว่า การที่กระแสการโยกย้ายถิ่นฐานมีการขยายตัวขึ้น และการเกิดอาชญากรรมต่างๆ เช่น การค้ามนุษย์และการลักลอบขนผู้โยกย้ายถิ่นฐานอย่างผิดกฎหมาย ก็มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ความร่วมมือกันของผู้รักษากฎหมายของประเทศต่างๆ และการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ปัจจุบันมีการรับรู้ถึงความจำเป็นของการเก็บรวบรวมข้อมูลและการจัดระบบเอกสารที่ดีขึ้นในประเทศที่เป็นเป้าหมายของการค้ามนุษย์ ซึ่งรวมถึงการมีมาตรการเบื้องต้นเพื่อรายงานการสืบสวน จับกุม ฟ้องร้อง ดำเนินคดี และการตัดสินลงโทษในคดีที่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์อย่างถูกต้อง ดังนั้นการพัฒนาวิธีการเก็บข้อมูล ระดับประเทศอย่างเป็นระบบ โดยให้มีความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จะสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการทำวิจัย ใช้อ้างอิงเพื่อคาดการณ์แนวโน้ม กำหนดรูปแบบ พัฒนานโยบาย และมาตรการตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.