วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พ้นมลทินเสียที

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์  -  พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

เป็นคำตัดสินพิพากษาที่ทุกฝ่ายรอคอย กับแนวทางการปฏิบัติการตามกฎหมายในการสั่งการเข้าสลายการชุมนุม ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมาของผู้ชุมนุมกับตำรวจมาทุกยุคทุกสมัยในช่วงแบ่งพรรคแบ่งสีที่ผ่านมา

จนวันที่ 2 ส.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษายกฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.

ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

อดีตตำรวจใหญ่หลุดพ้นคดี

จากกรณีรัฐบาลนายสมชายสั่งให้ตำรวจสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่ปิดล้อมรัฐสภา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 471 ราย ช่วงการชุมนุมเมื่อ 7 ต.ค.2551 ศาลได้พิจารณาเห็นว่า ในช่วงเหตุผู้ชุมนุม ปิดล้อมรัฐสภา และปลุกระดมให้มีการบุกรุกเข้าไปในสภา ทำให้รัฐบาลเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่ได้ และมีผู้ติดอยู่ในรัฐสภาออกมาไม่ได้ ศาลมีความเห็น ไม่เป็นการชุมนุมโดยสงบ ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

เป็นเหตุให้ตำรวจที่ได้รับคำสั่งการจากจำเลยทั้ง 4 ต้องช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในรัฐสภา ตามขั้นตอนของแผนรักษาความสงบ “กรกฎ 48” จาก เบาไปหาหนัก จำเป็นต้องใช้แก๊สน้ำตา แต่ในสถานการณ์เช่นนั้น ไม่อาจรู้ได้ว่า แก๊สน้ำตา จะทำให้มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต ฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้ง 4 มีเจตนาพิเศษ เพื่อให้ตำรวจไปทำร้ายผู้ชุมนุม

ศาลพิพากษายกฟ้อง

เป็นคำพิพากษาที่ออกมา เพื่อเป็นแนวทางของตำรวจ ที่ปฏิบัติตามกฎหมาย มีแผนรองรับ มีขั้นตอนทางยุทธวิธี เป็นที่ยอมรับของผู้ชุมนุม ถ้าทำตามกฎหมาย ตำรวจจะได้ไม่ต้องพะวง เมื่อทำแล้วจะติดคุกติดตะรางหรือไม่ แม้ว่านายจะสั่งการถูกต้องตามกฎหมายก็ตาม

ถือเป็นบรรทัดฐาน เพิ่มหลักความมั่นใจในการทำงานของตำรวจในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมให้ปฏิบัติในกรอบกฎหมาย ถ้าคนระดับ ผบ.ตร.โดนดำเนินคดี ในการทำหน้าที่ผู้รักษากฎหมาย รักษาความสงบบ้านเมือง ไม่ใช่ผู้ชุมนุมคิดจะทำอะไรก็ได้เหมือนช่วงที่ผ่านมา ส่วนจะเป็นอย่างไร ต้องดูคำตัดสินของศาลคดีม็อบปิดสนามบิน

เหมือนสิ่งที่ พล.ต.อ.พัชรวาทเคยพูดไว้ว่า ในเรื่องคดีม็อบ ไม่ใช่ การต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อตำรวจทั้งประเทศ นานหลายปี ที่ทนแบกรับความรู้สึกในฐานะ “จำเลยสังคม” ในคดีสั่งฆ่าประชาชน ถูกกลุ่มผู้ชุมนุมด่าทอตำรวจมาโดยตลอด ทั้งที่ตำรวจทุกคน ไม่มีใครคิดทำร้ายพี่น้องประชาชน

แต่ต้องทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงประเทศ.

“เพลิงพยัคฆ์”
pluengpayak@thairath.co.th