บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระพิธีไล่น้ำ

พระเจ้าแผ่นดินสมัยโบราณ ทรงมีวิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมปลายปี สองวิธี พระราชพิธีลอยโคมหรือชักโคม และพระราชพิธีไล่น้ำ

(สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ส.พลายน้อย สำนักพิมพ์สถาพร บุ๊คส์ พ.ศ.2553)

การยกโคมชัย ในพิธีที่เรียก “จองเปรียง” นั้น ถือกันว่า ถ้าเสาโคมยังไม่ลด น้ำก็ไม่ลด จึงต้องยกเสาโคมเอาเหนี่ยวรั้งน้ำเอาไว้ ให้อยู่เลี้ยงต้นข้าวกล้าให้ทั่วถึงก่อน

ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีเรื่องเล่า ถ้ายังไม่ลดโคมชัย แม้ว่าจะหนาวสักเพียงใด ก็จะสวมเสื้อเข้าเฝ้า...นั้นไม่ได้ กริ้วว่า แช่งให้น้ำลด เมื่อน้ำที่หล่อเลี้ยงนาในท้องสนามหลวงแห้ง รับสั่งให้วิดน้ำเข้ามาเติม

สำหรับพระราชพิธีไล่น้ำ ในกฎมณเฑียรบาลครั้งกรุงศรีอยุธยา ยังเรียกพิธีนี้ว่าไล่เรือ มีกำหนดให้ทำก่อนพิธีตรีปวายของพราหมณ์

ถึงเดือนอ้ายแล้ว น้ำยังมาก ไม่ยอมลด เมล็ดข้าวในรวงแก่หล่นร่วงลงน้ำ ชาวนากระวนกระวายที่ให้น้ำลด จึงต้องมีพิธีไล่นํ้าในสมัย กรุงเทพฯมีพิธีไล่น้ำสองครั้ง

ครั้งแรก เมื่อปีมะเส็ง จุลศักราช 1147 (พ.ศ.2328) ในแผ่นดิน สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ครั้งที่สอง ปีเถาะ พ.ศ.2374 ในแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในสมัยรัชกาลที่ 3 สี่แหละ เปลี่ยนชื่อพิธีไล่เรือ เป็นพิธีไล่น้ำ และรัชกาลต่อๆมาก็ไม่ได้ทำอีก

อาจารย์ ส.พลายน้อย ตั้งข้อสังเกตว่า พระพุทธรูปที่ใช้ในการพระราชพิธี ครั้งรัชกาลที่ 1 เข้าใจว่า มีแต่ “พระชัย” และพระคันธารราษฎร์

เหตุในการเปลี่ยนชื่อพิธีจากไล่เรือ เป็นไล่น้ำนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงทราบจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปวเรศวริยาลงกรณ์ ว่า เมื่อน้ำท่วมหนัก ปีเถาะ ตรีศกนั้น ท่านเพิ่งทรงผนวชได้ 3 พรรษา

ทราบว่า เกิดมีข้อถกเถียงด้วยเรื่องปางพระห้ามสมุทร ที่จะเชิญไปในพิธีไล่น้ำว่า จะเป็นพระปางที่ยกพระหัตถ์เดียวหรือสองพระหัตถ์

ผู้รู้ระดับขุนนางใหญ่ มีเหตุผลถกเถียงกันมากมาย แต่สุดท้าย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินว่า ปางห้ามสมุทร ยกสองพระหัตถ์ ก็ได้เป็นข้อยุติ

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเอาเค้าเรื่องจาก พุทธประวัติ ตอนพระเจ้าทรมานชฏิล พระพุทธเจ้าเสด็จไปอยู่ในที่มีน้ำล้อมรอบ น้ำไม่ท่วมถึงพระองค์

เดิมทีที่เคยใช้พระปางคันธารราษฎร์ ซึ่งยกพระหัตถ์ข้างเดียวจึงต้องเปลี่ยนมาเป็นพระปางห้ามสมุทร ยืนยกสองพระหัตถ์ นับแต่นั้นมา

พิธีชักโคม พิธีไล่น้ำ เป็นพิธีที่พระเจ้าแผ่นดินท่านใช้ สมัยที่ยังไม่มีระบบชลประทาน กักเก็บระบายน้ำ ด้วยเขื่อนหรืออ่างเก็บน้ำทันสมัย

จะใช้ได้ผลสัมฤทธิ์มากน้อย แต่ก็ถือว่าช่วยจูงใจ ให้กำลังใจ คนที่เจอปัญหาน้ำให้มีความหวัง

รัฐบาลสมัยใหม่...ท่านใช้เครื่องมือทางชลประทานที่ได้ผลชัดเจนกว่า น้ำน้อยก็ค่อยๆสะสมน้ำไว้ในเขื่อน น้ำเต็มเขื่อน ท่านก็ระบาย รักษาระดับไว้ได้ ชาวนาก็ได้ข้าว ชาวบ้านก็ไม่เจอปัญหาน้ำท่วมบ้าน

อย่างปีนี้ น้ำมากจนล้นทะลัก จนบางเขื่อนพัง แม่น้ำใหญ่หลายๆสายระบายไม่ทัน ท่านก็ใช้เรือติดเครื่องยนต์เร่ง “ไล่น้ำ” แถวอีสานก็เร่งให้ลงแม่น้ำโขง

พิธีไล่น้ำสมัยใหม่ ไล่น้ำในแม่น้ำใหญ่ ก็ไม่ได้เห็นผลชัดเจน...เท่าไหร่ แต่อย่างน้อย ก็เหมือนสมัยโบราณ ที่พึ่งพระช่วยไล่น้ำ...เพิ่มแรงใจ ให้ความหวัง อย่างน้อยก็ให้รู้ว่ายังมีรัฐบาลเป็นที่พึ่ง

ส่วนจะพึ่งได้มาก น้อย...นี่เป็นเรื่องของใจ...รักกันก็ยิ้มออก ชังกันก็นินทา จะเล่นกลกันไปถึงไหน.

กิเลน ประลองเชิง