วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กป้อมไม่คลาย กฎเหล็ก! คุมนักการเมือง

เพื่อไทยโวย คสช.ละเมิดสิทธิ ‘มีชัย-กกต.’ เปิดศึกซัดกันนัวทีมปฏิรูปชงลดอำนาจ ผบ.ตร.

“บิ๊กป้อม” ลั่นดาลไม่ปล่อยผีพรรคการเมือง ชี้สถานการณ์ไม่นิ่ง ไม่สงบ คดีความสำคัญยังไม่จบ เฉไฉเอาไว้ผมสบายใจแล้วค่อยปลดล็อกกฎเหล็ก เมินเด็ก พท.ไล่ขย่มปมระบายข้าว “บิ๊กตู่” เปรยชี้นิ้วสั่งจนเคยแต่จริงใจ แขวะบางคนไม่อยากตายบนแผ่นดินไทย “เพื่อไทย” เย้ยเอาที่สบายใจ ร่อนแถลงการณ์ซัด คสช.ยัดคดีปิดปากคนเห็นต่าง จี้หยุดละเมิดเสรีภาพประชาชน-นักวิชาการ-สื่อ “สมศักดิ์” เตือนยิ่งสกัดกองเชียร์ “ปู” เสี่ยงเผชิญหน้า “มีชัย” โบ้ย กกต.รับผิดชอบโกงเลือกตั้ง “สมชัย” สวนเป็นกูรูรอบรู้อย่าเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ อนุ กก.ปฏิรูป ตร.ตั้งแท่นชงหั่นอำนาจ ผบ.ตร. ให้ ก.ตร.ยึดดาบคัดเลือกผู้นำ สตช. ส่วน ผบช.ภ.ได้สิทธิแต่งตั้งลูกน้อง

กรณีฝ่ายการเมืองเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลดล็อก เพื่อให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้ หลังจากที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองไปให้รัฐบาลพิจารณา ล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุขณะนี้สถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง และยังมีคดีความต่างๆออกมา จึงยังไม่มีการคลายกฎเหล็กให้

“บิ๊กตู่” รับเคยตัวชี้นิ้วสั่งแต่จริงใจ

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างให้โอวาทกับคณะเจ้าหน้าที่และนักกีฬาทีมชาติไทยที่จะไปแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 29 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ตอนหนึ่งว่า ความขัดแย้งในประเทศและในโลกเกิดจากความยากจน ความขัดแย้งไม่เป็นธรรม ดังนั้น หากทุกประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมีการแข่งขันกีฬามีกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การค้าการลงทุนต่างตอบแทนกันจะทำให้เจริญเติบโตไปพร้อมกันความขัดแย้งจะหายไป วันนี้ต้องรู้ว่าประเทศมีดีอะไรและประเทศอื่นมีดีอะไร อย่างมาเลเซียห้ามใช้นิ้วชี้ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือแทน ตนก็เคยเผลอที่จะใช้นิ้วชี้ ต้องรีบหดมือเข้ามาเพราะชี้นิ้วเสียจนเคย อยู่เมืองไทยเป็นทหารใช้นิ้วชี้ได้สั่งลูกน้อง เป็นนายกฯก็ยังชี้อยู่ นักข่าวก็จะถ่ายรูปไปแล้วบอกว่าเผด็จการ แต่ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราการจะให้คนนับถือยอมรับอยู่ที่การแสดงออกที่ต้องจริงใจไม่อ้อมแอ้มไม่คลุมเครือ คิดอย่างไรต้องพูดอย่างนั้น และต้องปรับระบบความคิดของตัวเอง

เหน็บบางคนไม่อยากตายในเมืองไทย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า จากการเข้าเฝ้าฯสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งให้รัฐบาลสนับสนุนคนไทยทุกอย่างเพื่อให้มีความสุขสร้างความเข้มแข็งความรักในหมู่คณะ การมีประวัติศาสตร์ชาติไทย จิตอาสา ซึ่งมีอยู่ในตัวคนไทยทุกคนเพียงแต่ขาดหายไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ความสุขเหล่านี้ต้องกลับมาให้ได้ วันนี้ต้องไม่มีกีฬาสี มีแต่การกีฬาซีเกมส์ วันนี้ขอให้ทุกคนแข่งขันให้เต็มที่ไม่ต้องห่วงสวย คนสวยวันนี้ทำอะไรไม่ค่อยเป็น แต่ก็มีเยอะแยะที่คนดีที่สวย ตนสัญญากับคนไทยว่าจะทำให้ดีที่สุด อย่าถามว่าแผ่นดินนี้ให้อะไรกับเรา ต้องถามว่าได้ทำอะไรให้แผ่นดินที่เหยียบอยู่ทุกวันนี้ ทำให้ทุกคนมีศักดิ์ศรีมีเสรีมีเอกราชมีอธิปไตยให้กับทุกคนแล้ว ไม่ต้องไปอาศัยชาติอื่น มีสัญชาติไทยเกิดในเมืองไทยเป็นคนไทย ยกเว้นบางคนที่ไม่อยากตายในเมืองไทยก็ช่างเขา ไม่ใช่เรื่องของตนเป็นเรื่องกฎหมาย ตนไม่ได้ปฏิเสธประชาธิปไตยเพียงแต่ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวไปสู่อนาคต เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหมดจะได้ไม่เกิดเรื่องราวขึ้นมาอีก ทุกอย่างจึงต้องปฏิรูปเริ่มจากตัวเองและคิดถึงคนอื่นก่อนเสมอ ใครไม่ดีต้องถูกลงโทษ ทหารไม่ดีก็เอาออกไป ไม่อยากให้ฟังสื่อโซเชียลมากนัก มีทั้งนักสืบ ผู้พิพากษาคิดเองเออเองไปหมด มีแต่เรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง วันนี้อะไรก็ลุงตู่ๆมันไม่ไหวแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าตนยอมแพ้เพราะปรับระบบความคิดตัวเองแล้วไม่มีแพ้ แล้วไม่มีชนะใคร คนชนะคือประเทศชาติ ตนต้องการให้ประเทศชนะ

ปัดโซ้ยการเมืองแค่เชียร์นักกีฬา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังให้โอวาทเสร็จ พล.อ.ประยุทธ์ได้เดินทักทายเจ้าหน้าที่ นักกีฬา กล่าวหยอกล้อกับ “ท้าวดักแด้” หรือนายไทยแลนด์ คำทอง นักเชียร์มืออาชีพ ที่กำลังพากองเชียร์ร้องเพลงเชียร์กันอยู่ โดยนายกฯขอให้ร้องเติมเข้าไปในเพลงเชียร์ด้วยว่า “นายกฯไม่เคยแพ้ใคร” จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ได้ให้กำลังใจกับนักกีฬา ก็มีการกระเซ้าเย้าแหย่ไปบ้างเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ขออย่าถือสาเป็นเรื่องใหญ่โต ไม่ใช่เรื่องการเมืองอะไรทั้งสิ้น เพียงแต่ว่าต้องการให้การกีฬาเกิดผล 3 อย่าง คือ 1.สร้างชื่อเสียง 2.สร้างความรักความสามัคคี ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 3.สร้างสุขภาพของคนไทยให้แข็งแรงขึ้น ขอให้ทุกคนร่วมเป็นกำลังใจให้นักกีฬาด้วย

ก.ม.พรรคการเมืองถึงมือรัฐบาล

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้รับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมืองจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้วอยู่ในขั้นตอนของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ยังไม่ทราบว่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯเมื่อใด

“บิ๊กป้อม” ชี้ยังไม่สงบนิ่ง-ไม่ปลดล็อก

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงเสียงเรียกร้องจากพรรคการเมืองให้มีการปลดล็อกพรรคการเมืองหลัง สนช.ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองให้รัฐบาลพิจารณาว่า ยังไม่มีการปลดล็อกพรรคการเมืองขณะนี้ขอให้รอก่อน ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่สงบและไม่นิ่งพอ เรื่องคดีความต่างๆก็ยังไม่จบ เมื่อถามว่าถ้า พ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศใช้ จำเป็นต้องให้พรรค การเมืองทำงานได้หรือไม่ พล.อ.ประวิตรถามกลับว่า “แล้วเขาประกาศใช้หรือยัง ก็ยัง วันนี้ยังไม่มีคำว่า ถ้า เพราะเขายังไม่ประกาศ ตอนนี้เรื่องปลดล็อกยังไม่รู้ ไว้ผมสบายใจแล้วผมจะปลดล็อกแล้วกัน”

ต่อข้อถามว่า ที่ระบุว่าสบายใจแล้วค่อยปลดล็อก แสดงว่าขณะนี้สถานการณ์ยังไม่น่าสบายใจใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตอนนี้มีทั้งเรื่องคดีความที่เราต้องดูกันอีก เมื่อถามย้ำว่า หลังคดีโครงการรับจำนำข้าวจบจะพิจารณาปลดล็อกพรรคการเมืองหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ยังไม่รู้

เมินซีกการเมืองขยี้ปมระบายข้าว

พล.อ.ประวิตรยังกล่าวถึงการดูแลความเรียบร้อย มวลชนที่จะเดินทางเข้ามาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บริเวณหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในการตัดสินคดีจำนำข้าววันที่ 25 ส.ค.ว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานการเคลื่อนไหวของมวลชน ส่วนการใช้ยานพาหนะช่องทางต่างๆขนคนมานั้น จะเพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น เมื่อถามว่า ทางการข่าวมีการประเมินเบื้องต้นหรือไม่ว่าจะมีมวลชนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์มากน้อยเพียงใด พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่รู้ เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ ที่ขณะนี้พรรคเพื่อไทยเปิดประเด็นโกดังข้าวเพิ่มน้ำหนักให้ประชาชนสงสาร พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่กังวล เรื่องนี้เป็นเรื่องของศาล ศาลว่าอย่างไรว่าตามนั้น เราไม่ได้ดำเนินการอะไร

พท.เย้ยเอาที่สบายใจไปเลยแล้วกัน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุว่ายังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม สบายใจเมื่อไหร่จะปลดล็อกให้เองว่า น่าเสียดายที่ในช่วงนี้พรรคการเมืองต่างๆ ไม่สามารถทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้ เช่น การเกิดเหตุอุทกภัย พรรคการเมืองไม่ สามารถระดมสรรพกำลังเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มกำลังได้ เพราะเกรงว่าจะขัดคำสั่ง คสช. หากผู้ถืออำนาจมองบทบาทพรรคการเมือง นักการเมืองอย่างสร้างสรรค์ จะมีสมาชิกพรรคการเมืองจากพรรค ต่างๆหลายแสนคนทั่วประเทศ ออกมาเป็นแนวร่วมช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ ทั้งที่ความมั่นคงทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบันถือว่ามีอยู่สูง ไม่มีใครทำให้รัฐบาลไร้เสถียรภาพได้และกฎหมายพรรคการเมืองผ่านสภาแล้ว ควรต้องมีเวลาให้พรรคการเมืองเตรียมตัวเข้าสู่การเลือกตั้ง แต่เราคงไม่เรียกร้องอะไรให้เป็นวิจารณญาณของท่าน จะปลดหรือไม่ปลดล็อก เอาที่ท่านสบายใจแล้วกัน

แถลงการณ์ซัด คสช.ปิดปากคนเห็นต่าง

วันเดียวกัน พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์ว่า ตามที่ได้ปรากฏข้อเท็จจริงว่า นับตั้งแต่การรัฐประหารเป็นต้นมา คสช.ได้ใช้อำนาจออกประกาศคสช.และคำสั่งของหัวหน้า คสช. อันมีลักษณะจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน เสรีภาพทางวิชาการและสื่อมวลชนอย่างต่อเนื่อง แม้เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวไม่ได้ผ่อนคลายลงแต่กลับมีกระบวนการที่ซับซ้อนเพิ่มขึ้น โดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือการใช้ประกาศและคำสั่งของ คสช.และหัวหน้า คสช. ด้วยการจับกุมดำเนินคดีกับบุคคลที่มีความคิดเห็นต่างทางการเมืองและวิพากษ์–วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและ คสช. ทั้งที่เป็นสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เพื่อปิดปากประชาชนในการแสดงความคิดเห็น

จี้ยุติละเมิด ปชช.–นักวิชาการ–สื่อ

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทยระบุอีกว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่ารัฐบาลและ คสช.มีพันธกรณีตามกติการะหว่างประเทศและตามรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องให้ความคุ้มครองและเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และต้องไม่กระทำการใดอันเป็นการละเมิดเสรีภาพดังกล่าว ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลและ คสช.เป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ เฉกเช่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ของคนในชาติและสร้างความเชื่อมั่นของต่างชาติ รัฐบาลและ คสช.ต้องยุติการกระทำใดอันเป็นการละเมิดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ฝ่ายวิชาการและสื่อมวลชนที่ถูกละเมิดอย่างต่อเนื่องหลากหลายรูปแบบ การดำเนินคดีกับบุคคลต้องคำนึงถึงเจตนาในทางอาญา สิทธิในกระบวนการยุติธรรมและสิทธิของผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญา ทุกอย่างต้องเป็นไปอย่างเสมอภาค ไม่เลือก ปฏิบัติและเป็นไปตามหลักนิติธรรมอย่างเคร่งครัด

ไล่ส่งทนเสียงวิจารณ์ไม่ได้ก็ออกไป

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “กลับใจเถอะ” ตนเป็นห่วงภาพลักษณ์ของประเทศ เมื่อผู้สื่อข่าวภาษาอังกฤษที่ได้รับรางวัล “เสรีภาพสื่อนานาชาติ” ถูกดำเนินคดีด้วยข้อหาความผิดต่อความมั่นคง โดยผู้ที่ร้องทุกข์กล่าวโทษ คือ คสช. ขอเตือนหัวหน้าคสช.ด้วยความหวังดีว่า การเป็นรัฐบาลต้องพร้อมรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน เพราะบริหารด้วยเงินภาษีของประชาชน รวมทั้งเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ที่พวกท่านได้รับก็มาจากภาษีประชาชนเช่นกัน ดังนั้น ประชาชนเจ้าของอำนาจและเงินภาษีย่อมมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของคนที่ใช้อำนาจและเงินของพวกเขาได้เสมอ หากรับฟังไม่ได้มีทางเดียวคือต้องรีบคืนอำนาจแล้วลาออกไป หากท่านทำดีแล้วยังมีคนกล้าวิจารณ์คนนั้นย่อมจะเสียหายเอง เปิดพื้นที่เสรีภาพให้ประชาชนแสดงออกและปล่อยกระบวนการยุติธรรมให้เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนดีกว่า

ติงสกัดแฟนคลับ “ปู” เสี่ยงเผชิญหน้า

ที่พรรคชาติไทยพัฒนา นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าว ถึงกรณีที่จะมีมวลชนมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 25 ส.ค.นี้ เกรงว่าจะเกิดความวุ่นวายทางการเมืองหรือไม่ว่า รัฐบาลไม่ควรวิตกกังวลอะไร ขอให้มองภาพเช่นเดียวกับที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ไปลงพื้นที่ต่างๆก็มีชาวบ้านออกมาให้กำลังใจด้วยความรักความชอบ กรณีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็เช่นกัน ประชาชนมาด้วยความรักเป็นสิทธิที่ควรทำได้ แต่ขอให้อยู่ในขอบเขต ไม่ไปละเมิด สิทธิหรือทำให้คนอื่นได้รับผลกระทบ ต้องช่วยกันไม่ให้เกิดความไม่สงบเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ทั้งนี้ควรมีไมตรีและเมตตา เช่น จัดรถสุขามาอำนวยความสะดวก จะทำให้ความรุนแรงไม่เกิดขึ้น แต่ถ้ายิ่งไปเข้มงวดจะทำให้ตึงเครียด หากระแวงเกินกว่าเหตุอาจเกิดการเผชิญหน้าได้

“มีชัย” โยน กกต.ดูทุจริตไม่เกี่ยว กรธ.

อีกเรื่อง เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. โดยมีคำถามว่า กรธ.ยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาเพื่อใครว่า คนที่ได้ประโยชน์คือประชาชน ให้ระบบการเลือกตั้งไม่ง่ายต่อการซื้อเสียง แต่ไม่ใช่จะมาบอกว่าวิธีนี้การซื้อเสียงจะหมดไป ถ้าใครมีวิธีที่ดีกว่านี้ขอให้บอกมา เมื่อถามว่า ล่าสุดมีคนออกมาท้าว่าถ้าแก้ปัญหาทุจริตไม่ได้กรธ.ต้องรับผิดชอบ นายมีชัยกล่าวว่า “คนที่ต้องรับผิดชอบคือ กกต. เพราะ กรธ.ไม่ได้จัดการเลือกตั้งและที่ผ่านมาก็มีการทุจริตกันเยอะ”

นายมีชัยกล่าวถึงกรณีที่กลุ่ม 34 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงชื่อยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ จากกรณีที่ประชุม สนช.มีมติให้ประธานและผู้ตรวจการแผ่นดินอยู่ในวาระต่อจนครบวาระ อาจจะขัดกับคุณสมบัติในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันว่า สนช.ยื่นได้เลย เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ไม่ต้องรอดูท่าทีของ กรธ. ตรงนี้เป็นทางเลือกของเขาเหมือนกับที่เราเซ็ตซีโร่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) เป็นคนละเหตุผลกับกรณีของ กกต.

“สมชัย” สวนหมัดต้องรู้จักฟังรอบด้าน

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารกลาง กล่าวว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ เป็นมือร่างกฎหมายระดับต้นๆของประเทศ เป็นผู้รอบรู้รอบด้านไม่ควรเอาความคิดเห็นของตนเองเป็นหลักในการร่างกฎหมาย การพิจารณากฎหมายต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายว่าเห็นอย่างไรเพื่อทำให้กฎหมายนั้นสมบูรณ์ ไม่ใช่ร่างกฎหมายเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง ตนเกิดทันในยุคที่การเลือกตั้งใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียวแต่ไม่ได้หัวโบราณที่จะย้อนกลับไปใช้แบบนั้น ส่วนที่สมาชิก สนช.เข้าชื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน เชื่อว่าศาลฯจะรับไว้พิจารณา ถ้าไม่รับศาลฯน่าจะมีปัญหาประเด็นนี้ สนช.ต้องอธิบายต่อสังคมให้ได้ว่าเหตุผลคืออะไร จะเป็นบรรทัดฐานให้ สนช.ในการพิจารณาร่างกฎหมาย ส่วนตัวเห็นด้วยที่ สนช.ยื่นตีความ แม้จะมองว่าประเด็นที่ยื่นไม่ได้ขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่การออกกฎหมายต้องมีเหตุผลเท่าเทียมกันทุกองค์กร การมาอ้างว่าผู้ตรวจการแผ่นดินมาจากรัฐธรรมนูญ 50 จึงให้อยู่ต่อฟังไม่ขึ้น กกต.เองก็มาจากรัฐธรรมนูญ 50 เหมือนกัน ออกกฎหมายอย่างนี้ใช้ได้

ชทพ.ซัดเขียน ก.ม.มุ่งกำจัดการเมือง

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณี กรธ.ให้แยกเบอร์ผู้สมัคร ส.ส.รายเขต ในร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.ว่า ต้องทำใจสถานการณ์วันนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย จะหวังให้ร่างรัฐธรรมนูญและกฎหมายลูกเลอเลิศเป็นประชาธิปไตยคงไม่ได้ เมื่อกติกาออกมาถ้านักกีฬาไม่เต็มใจก็ไม่ต้องลงเล่น เป็นสิทธิโดยชอบธรรม การออกแบบ โดยแยกเบอร์ผู้สมัครเป็นรายเขต นอกจากทำให้พรรคการเมืองรณรงค์หาเสียงยากขึ้น มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น กกต.ก็นับคะแนนยากและล่าช้า และทำให้ประชาชนสับสนเกี่ยวกับเบอร์ผู้สมัครของแต่ละพรรคแต่ละเขต สิ่งใดที่เคยทำมาจะง่ายกว่าไม่ซับซ้อน ที่ กรธ.ยกเหตุผลเพื่อป้องกันการทุจริตนั้น ถ้าคนตั้งใจทำผิดต่อให้ออกกฎหมายซับซ้อนก็ทำผิดอยู่ดี วันนี้นักการเมืองรู้แล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไร ขอให้ไว้ใจกัน อย่าออกกติกากำจัดพรรค การเมืองหรือนักการเมืองด้วยกฎหมายพิเศษ การอยู่ด้วยความเคลือบแคลงไม่เกิดประโยชน์ใดต่อสังคม เพราะประเทศไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

ควรดูข้อดีข้อเสียให้รอบคอบ

นายธีระ วงษ์สมุทร หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า พร้อมยอมรับต่อกติกาเลือกตั้งที่เป็นธรรมกับทุกพรรคการเมืองที่ กรธ.จัดทำ ส่วนประเด็นให้ใช้หมายเลขผู้สมัคร ส.ส.ต่างเขตต่างเบอร์นั้น ที่ผ่านมาเคยมีมาก่อน แต่จะนำมาใช้อีกครั้งควรพิจารณาทั้งจุดดีไม่ดีให้รอบคอบ ส่วนนักการเมืองฐานะผู้ปฏิบัติต้องยึดตามกติกา

ปชป.ชี้ 3 ปัจจัยบีบ คสช.คืนเวที ลต.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดสอบถามความคิดเห็นของประชาชนผ่านระบบไลน์ ในประเด็นบัตรเลือกตั้งว่าควรมีรูปแบบใดนั้น อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ส่วนใหญ่ได้วิเคราะห์ประเมินสถานการณ์เห็นว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าจะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็ปของรัฐบาลที่ประกาศไว้ค่อนข้างแน่นอน และยังสร้างแนวร่วมผู้สนับสนุนพรรค เพื่อรองรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นกลางปี 61 ทำให้อดีต ส.ส.พรรคต่างมั่นใจมีกำลังใจมากขึ้น แต่หากยังยื้อเวลาเลื่อนการเลือกตั้งออกไปเรื่อยๆ รัฐบาล คสช.จะเผชิญกับแรงกดดัน 3 ด้าน คือ 1.แรงกดดันจากต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศซีกโลกประชาธิปไตย 2.แรงกดดันจากฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและมวลชนคนเสื้อแดงที่รอเวลารวมตัว 3.แรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในประเทศ โดยเฉพาะความล้มเหลวการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ จะทำให้เกิดการรวมตัวของเกษตรกรหลายสาขาโดยธรรมชาติ

“วิษณุ” เผยจะทยอยตั้ง กก.ปฏิรูป ปท.

ส่วนความคืบหน้าในการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ นั้น ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงความคืบหน้าการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปที่ต้องให้แล้วเสร็จภายใน 15 วันนับตั้งแต่ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศมีผลบังคับใช้ว่า รายชื่อคณะกรรมการบางส่วนอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.แล้ว แต่ยังไม่ครบทั้งหมด จะทยอยตั้งบางส่วนก่อน

แจงยกเครื่อง ปปง.สู่สากล

นายวิษณุกล่าวต่อว่า ส่วนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 38/2560 เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ว่า เป็นการปรับโครงสร้างใหม่ให้เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมเป็นกรรมการและลดสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิให้น้อยลง ให้เข้ากับมาตรฐานสากลป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ไม่ให้มีใครจากฝ่ายการเมืองมาเป็นประธาน ให้กรรมการเลือกประธานกันเอง และไม่มีการแตะต้องคณะกรรมการธุรกรรม เพียงแต่คำสั่งหัวหน้า คสช.เขียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับคณะกรรมการธุรกรรมเล็กน้อย ของเดิมคณะกรรมการธุรกรรมทำอะไร ปปง.ลงไปตรวจสอบ ได้เพราะคานอำนาจ แต่คำสั่งหัวหน้า คสช.เติมวิธีที่ ปปง.จะลงไปตรวจสอบได้นั้นต้องเป็นไปตามระเบียบที่ ปปง.ออก ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ลงไปตรวจสอบได้โดยไม่มีระเบียบรองรับ เราไม่ยอมให้ทำแบบนั้นอีก

อนุปฏิรูป ตร.ชงหั่นอำนาจ ผบ.ตร.

ขณะที่ความคืบหน้าการพิจารณาแนวทางการปฏิรูปองค์กรตำรวจ เมื่อเวลา 11.10 น. ที่รัฐสภา นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ โฆษกคณะกรรมการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) แถลงผลการประชุมว่า คณะอนุกรรมการแต่ละชุดได้ทยอยเสนอความเห็นมายังที่ประชุม มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ ดังนี้ 1.คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน กำหนดวันรับฟังความคิดเห็นวันที่ 25 ส.ค.ที่ กทม. วันที่ 31 ส.ค.ที่ จ.นครศรีธรรมราช วันที่ 7 ก.ย. ที่ จ.ลำปาง และวันที่ 20 ก.ย. ที่ จ.ขอนแก่น 2.คณะอนุกรรมการโครงสร้างอำนาจหน้าที่ เสนอให้ สตช.ยังคงอยู่ภายใต้สังกัดของนายกฯต่อไป ควรจะกระจายอำนาจของ ผบ.ตร.ไปยังภาค ให้มีบทบาทตัดสินใจเรื่องการบริหารบุคคลและงบประมาณ จากปัจจุบัน ผบ.ตร.เป็นผู้ตัดสินใจโยกย้ายตำรวจทุกตำแหน่ง ไม่เฉพาะที่ กทม.แต่รวมถึงตำรวจภาค คณะอนุกรรมการฯ จึงเสนอว่าควรให้ผู้บัญชาการภาคดูแลในเรื่องดังกล่าว สอดคล้องกับคณะอนุกรรมการด้านการบริหารงานบุคคลของ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ในอนาคต ผบ.ตร.จะดูแลระดับสูงขึ้นมากกว่าภาค ตั้งแต่รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จเรตำรวจ และผู้บัญชาการทั้งหลายแต่ต่ำลงไปกว่านั้นจะให้แต่ละภาคดูแลเอง

ก.ตร.ยึดดาบคัดเลือกผู้นำสีกากี

นายสมคิดกล่าวอีกว่า 3.คณะอนุกรรมการด้านการบริหารงานบุคคล เสนอต่อที่ประชุมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งโยกย้าย ผบ.ตร. รอง ผบ.ตร. และตำแหน่งผู้บัญชาการภาค ได้แก่ หลักเกณฑ์ในการพิจารณาแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น จะให้พิจารณาจากความรู้ความสามารถ 67 เปอร์เซ็นต์แบ่งเป็นพิจารณาจากความรู้ความสามารถโดยแท้ 33 เปอร์เซ็นต์ เช่น ตำรวจที่ได้รับรางวัลดีเด่น อีก 34 เปอร์เซ็นต์ พิจารณาจากความรู้ความสามารถทั่วไป และระดับอาวุโส 33 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่าเป็น 33-34-33 สำหรับตำแหน่ง ผบ.ตร.มีการเสนอให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เป็นผู้พิจารณาคัดเลือก จากปัจจุบันที่กำหนดให้ ผบ.ตร.คนปัจจุบันคัดเลือกรายชื่อ ผบ.ตร.คนถัดไป และเสนอชื่อไปให้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) พิจารณา เพราะเดิม ก.ต.ช.มีนายกฯเป็นประธาน ซึ่งเป็นฝ่ายการเมืองอีก กรรมการ ก.ต.ช. มาจากคนนอกเป็นส่วนใหญ่ ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นว่า เรื่องของตำรวจควรให้ ก.ตร.ทำหน้าที่แทน แต่ ก.ต.ช.ยังคงอยู่ตามเดิม ทำหน้าที่เฉพาะนโยบายตำรวจโดยแท้เท่านั้น

ให้ ผบช.ภ.แต่งตั้งผู้ใต้บังคับบัญชา

นายสมคิดกล่าวว่า ส่วนตำแหน่งรอง ผบ.ตร.ถึงผู้บังคับการ (ผบ.ก.) ปัจจุบันกำหนดให้ ผบ.ตร.คัดเลือกรายชื่อและเสนอให้ ก.ตร.พิจารณา แต่มีการเสนอให้คณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเป็นผู้พิจารณาแทน ส่วนตำแหน่งผู้บัญชาการภาค ยังให้ ผบ.ตร.มีอำนาจแต่งตั้งตามเดิม แต่ตำแหน่งที่ต่ำกว่า รองผู้บัญชาการภาคเป็นต้นไป จะให้ผู้บัญชาการภาคเป็นคนแต่งตั้งโยกย้าย หมายความว่า แต่ละภาคจะมีอิสระในการดูแลบริหารบุคคลภายในภาคของตนเอง ที่ประชุมอภิปรายกันว่า ตำรวจกว่า 2 แสนคน ไม่ควรแต่งตั้งโดยคนคนเดียว ควรแบ่งอำนาจการแต่งตั้งไปตามภาคทั้งหลาย โดยข้อเสนอทั้งหมดนี้ที่ประชุมคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจจะสรุปและมีมติในสัปดาห์หน้า

“ประวิตร” นัดถกปิดบัญชีโผทหาร

ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายทหารระดับชั้นนายพลประจำปี 2560 ว่า ได้เห็นรายชื่อทั้งหมดแล้ว ภายในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมคณะกรรมการปรับย้ายนายทหารระดับนายพลที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและ รมว.กลาโหม ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุม เชื่อว่าจะพิจารณาคนที่เหมาะสมที่สุดของแต่ละเหล่าทัพ รวมทั้งกองทัพไทย และกระทรวงกลาโหม ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบกระทรวงกลาโหม เมื่อถามว่า ปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่มาจากกองทัพบกตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่ พล.อ.ชัยชาญกล่าวว่า มีการพิจารณาในระดับคณะกรรมการฯ ตำแหน่งระดับผู้นำ ต้องมีความเป็นผู้นำ สามารถปกครองบังคับบัญชาหน่วยและดูแลนโยบายนำไปสู่การปฏิบัติ รวมถึงตอบสนองนโยบายของรัฐบาลได้ทุกเรื่อง เมื่อถามว่า ชื่อปลัดกระทรวงกลาโหมคนใหม่ มีอักษรย่อ ท.ทหาร หรือ ส.เสือ พล.อ.ชัยชาญหัวเราะพร้อมกับตอบว่า “เป็น พล.อ.”

“จักรทิพย์” ปัดยังไม่รู้เรื่อง “โกตี๋”

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวถึงการเสียชีวิตของนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ว่าเรื่องนี้ยังไม่ทราบเพราะเป็นเรื่องที่เกิดนอกประเทศ ตนมีหน้าที่ดูแลภายในประเทศ สำหรับการที่โกตี๋กระทำความผิดตามมาตรา 112 ตนดูอยู่และให้ทางสันติบาลดำเนินการอยู่

ศาลสั่งจำคุก บก.ลายจุด

ที่ศาลแขวงดุสิต ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีแขวงดุสิต เป็นโจทก์ฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นจำเลยฐานฝ่าฝืนคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยมีความผิดขัดคำสั่งเจ้าพนักงานตาม ป.วิอาญา มาตรา 368 ให้ปรับ 500 บาท แต่ไม่ได้พิพากษาจำคุก โจทก์และจำเลยยื่นอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 30 มิ.ย.2559 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประกาศ คสช.ฉบับที่ 25/2557 และฉบับที่ 29/2557 ให้ลงโทษฐานไม่มารายงานตัว จำคุก 2 เดือน ปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษ 1 ปี ศาลฎีกาพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ยื่นตีความ ก.ม.ยุทธศาสตร์ชาติ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย นำโดยนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมฯ เข้ายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 เข้าข่ายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 65 และมาตรา 77 หรือไม่ โดยระบุว่า การกำหนดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เกี่ยวข้องกับประชาชนทุกคน แต่การดำเนินการจัดทำกลับไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึง และยังพบว่าร่างกรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีการจัดทำไว้ก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ถือเป็นกระทำที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 65 เนื่องจากไม่ให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของประชาชน อีกทั้งในมาตรา 28 (4) ที่รัฐบาลกำหนดให้การทำยุทธศาสตร์ชาติงดเว้นให้ไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชนขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 77 วรรคสอง ที่กำหนดว่าการออกกฎหมายใดๆจะต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชน หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายฉบับนี้ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญจะมีผลให้ พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ที่ประกาศใช้พร้อมกันเป็นโมฆะ เพราะกฎหมายสองฉบับนี้สอดคล้องกัน

หนุนใช้ ม.44 ตั้งอธิการบดีคนนอก

นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ สนช. และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณีที่ คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดทางให้คนนอกมหาวิทยาลัยมาทำหน้าที่อธิการบดีและผู้บริหารว่า เห็นด้วยเป็นการแก้ไขปัญหาของบางมหาวิทยาลัย ที่มีอาจารย์น้อย มหาวิทยาลัยบางแห่งคนในมีจำกัด เช่น กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏหรือราชมงคล มีอาจารย์ 200-300 คน ต่างกับธรรมศาสตร์ จุฬาฯ มหิดล ที่มีประมาณ 2,000 คน ธรรมศาสตร์หรือจุฬาฯจึงไม่เคยเลือกคนนอก เลือกคนในมาตลอด ปัญหาเรื่องคนนอกหรือคนในไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ปัญหาที่สำคัญคือเขาสามารถทำงานให้มหาวิทยาลัยได้ดีหรือไม่ ถ้าคนในไม่ดีพอหรือคนไม่พอต้องไปเลือกคนนอก กรณีคนนอกในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ส่วนใหญ่จะห้ามไม่ให้เอาคนในมาเป็นอธิการบดี แต่เอาคนนอกต่างมหาวิทยาลัยเท่านั้น เพราะกลัวว่าคนในจะมองแคบ

นายกฯยึดมติยูเอ็นบี้โสมแดง

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานระบุว่า ทางการสหรัฐอเมริกาขอให้ทางการไทยปิดบริษัทของเกาหลีเหนือในไทยว่า เรื่องนี้เป็นการแก้ปัญหาระดับโลกระดับสหประชาชาติ ซึ่งมีพันธกรณีและมติออกมาแล้วเราก็ทำตามมติเท่านั้น สื่อจะไปร่วมความขัดแย้งกับเขาหรือ เราต้องวางจุดนั้นให้เหมาะสม เราสนับสนุนมติสหประชาชาติและร่วมประณาม หลายอย่างเราทำไปแล้ว มีใครเห็นด้วยหรือไม่กับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ก็ไม่เห็นด้วยร่วมประณาม ถ้อยแถลงการณ์เราก็ออกไปแล้ว อะไรที่ไม่ควรขุดคุ้ยมาขยายความก็หยุดเสียบ้าง การที่ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯมาพูดคุยก็ไม่ได้มีอะไรใหม่กว่านี้ เราทำได้ก็ทำ ทำไมจะต้องไปสร้างเงื่อนไขนี่โน่น ต้องรักษาศักดิ์ศรีประเทศด้วย เราทำตามมติอาเซียนและมติสหประชาชาติ เราทำทุกทางแล้วจะให้ทำอะไรอีก อย่าเขียนให้ไปเป็นปัญหากับคนอื่นเขา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าด้วยท่าทีหงุดหงิด พร้อมกล่าวว่า “สื่อต่างประเทศนั่นแหละตัวดี ไปอยู่ต่างประเทศแล้วกัน”

หวั่นกระแสโจมตีโอ๋มะกันเกินเหตุ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีสหรัฐฯเสนอให้ไทยปิดกิจการของเกาหลีเหนือในไทยทั้งหมดว่า ยังไม่ได้ดำเนินการอะไร เราต้องดู ขณะนี้ยังไม่ได้มีการประชุมอะไรกัน ยังไม่ได้พิจารณาอะไร คงต้องหารือกันก่อน เพราะเป็นเรื่องระหว่างประเทศ เมื่อถามย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องระดับโลก หากเราทำตามสหรัฐฯมากเกินไป จะส่งผลเสียต่อไทยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า “เป็นอย่างที่คุณถามมา”