วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'วิษณุ' ชี้เหตุทำคนไม่นับถือ ก.ม. เพราะความบกพร่องจากผู้บังคับใช้

"วิษณุ" ชี้ 5 ข้อเหตุ ปชช.ทำผิด ก.ม.เพราะ "มีปัญหาทางจิต-ทำผิดเพราะความจำเป็น-ไม่รู้กฎหมาย-ไม่เลื่อมใสนับถือ-ไม่ยำเกรง" ยันต้องทำความเข้าใจสร้างการรับรู้ ใช้มาตรการไกล่เกลี่ย ไม่เกี้ยเซียะยอมกัน เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุข

เมื่อวันที่ 9 ส.ค.60 ที่สโมสรตำรวจ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวบรรยายพิเศษเรื่อง "การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ความรู้ด้านกฎหมายให้กับประชาชน" ในงานสัมมนาเรื่อง "การรับฟังความคิดเห็นเพื่อการจัดทำกฎหมายเกี่ยวกับการไกล่เกลี่ยคดีอาญาในชั้นการสอบสวน" ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการกฎหมาย กระบวนการยุติธรรมและกิจการตำรวจ และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)  

โดย นายวิษณุ กล่าวตอนหนึ่งว่า การที่ประชาชนทำผิดกฎหมายมีจากหลายสาเหตุ แบ่งเป็น 1. มีปัญหาทางจิต 2. ทำผิดเพราะมีความจำเป็น 3. ไม่รู้กฎหมายหรือไม่เข้าใจกฎหมาย 4. ไม่เลื่อมใสหรือนับถือกฎหมาย โดยอ้างว่าเพราะเป็นกฎหมายที่ออกมาจาก สนช.ซึ่งไม่ใช่ผู้แทนประชาชน แต่ข้ออ้างนี้ใช้ในศาลไม่ได้ ขณะเดียวกันการที่กฎหมายไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ จนทำให้คนไม่นับถือกฎหมาย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความบกพร่องของผู้บังคับใช้กฎหมายด้วย

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า 5. ไม่มีความยำเกรงหรือไม่กลัว อาจเป็นเพราะมีโทษน้อยหรือมีช่องโอกาสเปิดไว้ แต่สิ่งที่สำคัญสุดคือความไม่รู้ ซึ่งแก้ไขได้ด้วยการแนะนำบอกกล่าว หรือใช้มาตรการไกล่เกลี่ย ทั้งนี้การสร้างความรับรู้ความเข้าใจกฎหมายมีความสำคัญมาก เพื่อให้คนปฏิบัติตามกฎหมาย และอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข ดังนั้นถือเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันทำ แต่เนื่องจากกฎหมายของไทยตอนนี้มีนับหมื่นฉบับ เราควรเลือกเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายในเรื่องนั้นๆ โดยกฎหมายทั้งหมดแบ่งได้เป็น 3 ระดับ คือ 1. กฎหมายในชีวิตประจำวันที่ควรสอนกันตั้งแต่เด็ก 2. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวงการนั้นๆ และ 3. เมื่อมีเรื่องใดๆ เกิดขึ้นแล้ว เราต้องให้คำแนะนำปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ 

นายวิษณุ กล่าวต่อว่า หลังจากเริ่มใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บทบัญญัติที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้ คือ มาตรา 77 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) และสนช.กลัวมากที่สุด เพราะมาตรานี้กำหนดข้อปฏิบัติสำหรับการออกกฎหมายต่างๆ ว่า ต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง และต้องประเมินและสรุปผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคนที่เกี่ยวข้อง โดยบทบัญญัติของมาตรานี้ระบุถึง 1. นโยบายทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้รัฐต้องออกกฎหมายเท่าที่จำเป็น ส่วนกฎหมายฉบับใดที่ปัจจุบันหมดความจำเป็นแล้ว ต้องถูกยกเลิกหรือถูกแก้ไข รวมถึงรัฐต้องทำให้ประชาชนรู้กฎหมาย และกฎหมายที่จะออกมานั้น ต้องง่ายต่อการทำความเข้าใจ ซึ่งแสดงว่ารัฐต้องสร้างการรับรู้ความเข้าใจต่อกฎหมายทุกฉบับ รวมถึงมีการไกล่เกลี่ยถูกนำมาใช้ด้วย แต่ไม่ใช่ทำเพื่อเกี้ยเซียะหรือยอมความกัน

2. วิธีการออกกฎหมาย โดยเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายต่างๆ จะต้องให้มีคณะกรรมการเท่าที่จำเป็น มีระบบการขออนุญาตจากหน่วยราชการเท่าที่จำเป็น ถ้าจะต้องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจด้วย ก็ต้องกำหนดกรอบเวลาสำหรับการใช้ดุลพินิจเท่าที่จำเป็น และ 3. ต้องกำหนดโทษทางอาญาเท่าที่จำเป็น โดยให้ใช้โทษทางปกครองบ้าง อย่างไรก็ตามการสร้างการรับรู้และเข้าใจกฎหมาย