วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ขสมก.อลวน รถเมล์NGVอลเวง

วันที่ 1 สิงหาคม ทันทีที่นายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม แถลงข่าวเปิดแผนฟื้นฟู ขสมก. ด้วยการปรับลดค่าใช้จ่าย โดยปลดพนักงานลงเหลือ 7,500 คน จากปัจจุบัน 14,000 คน “ขสมก.”...แทบจะลุกเป็นไฟ

พนักงานต่างพากันตั้งข้อสังเกตว่าท่านรองฯออกมาแถลงข่าวในฐานะใด ทั้งๆที่บอร์ด ขสมก.ชุดเดิมได้แต่งตั้งนายยุกต์ จารุภูมิ เป็นรักษาการผู้อำนวยการ ขสมก.ไปแล้ว เหตุใด? จึงยังไม่ยุติบทบาทรักษาการ ผอ.ขสมก. และเหตุใด? นายยุกต์ จารุภูมิ รักษาการ ผอ.ขสมก.คนใหม่ จึงไม่ออกมาทำหน้าที่

เสียงร่ำลือสะท้อนมาว่า...นายยุกต์เป็นแค่ตุ๊กตา ตั้งขึ้นเพื่อหวังลดกระแสปมปัญหาต่างๆที่หมักหมมบานปลายกลายเป็นคดีความรุมเร้า ขสมก.อย่างหนัก ในช่วงที่ท่านฯนั่งแท่น ผอ.ขสมก.เพียงแค่ 3 เดือน

“แค่นี้ ขสมก.ก็ร้อนเป็นไฟแล้ว...หากกลับมาอีกครั้ง อนาคต ขสมก.คงมืดมน” หนึ่งในเสียงสะท้อนจากพนักงาน ขสมก.

สำหรับกรณีความคืบหน้าของการจัดซื้อ “โครงการจัดซื้อรถโดยสาร เอ็นจีวี 489 คัน” ตามข้อกำหนดของ ป.ป.ช.ให้ใช้ราคากลางเดิมวงเงิน 3,387 ล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ชนะประมูลเมื่อครั้งที่แล้ว จะไปอ้างอิงหรือไปใช้ราคาอื่นไม่ได้ ซึ่งนายสมศักดิ์แถลงในวันเดียวกันว่า...

ขณะนี้อยู่ระหว่างนำร่างเงื่อนไขประกวดราคา (ทีโออาร์) ขึ้นเว็บไซต์เพื่อรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 26 ก.ค.ถึงวันที่ 1 ส.ค. ถ้าไม่มีเอกชนรายใดมีข้อคัดค้านก็จะเปิดขายเอกสารประกวดราคาในวันที่ 7 ส.ค.นี้

หากไม่มีเอกชนเข้ายื่นซื้อซองราคา ขสมก.ก็ล้มโครงการจัดซื้อ

ปรากฏว่า...เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม บริษัท แม่โขงเทคโนโลยี่ จำกัด ได้ยื่นเอกสารแสดงความคิดเห็นซึ่ง ขสมก.ได้ลงเลขรับที่ 8459 ประทับตราตรวจรับเอกสารเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม โดยมีเนื้อหาย่อๆ 2 ประเด็น

หนึ่ง...การกำหนดราคากลางในครั้งนี้แตกต่างจากราคากลางของร่างขอบเขตของงานและร่างเอกสารประกวดราคาในครั้งที่ 1 และ 2 เป็นเงินกว่า 600 ล้านบาท บริษัทฯใคร่ขอทราบเหตุผลของการกำหนดราคาที่แตกต่างกันในครั้งนี้ และหากไม่มีเอกชนรายใดเสนอราคาที่ต่ำกว่าราคาที่กำหนดจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

สอง...ในข้อกำหนดเรื่องการตรวจรับรถโดยสารฯ จะเสร็จสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้ผ่านการจดทะเบียนและชำระภาษีจากกรมการขนส่งทางบกแล้วและผ่านการตรวจรับจากคณะกรรมการตรวจรับรถโดยสารเรียบร้อยแล้วนั้น หากเกิดกรณีเหตุสุดวิสัย หรือเหตุประการใดๆที่คณะกรรมการตรวจรับ ไม่ตรวจรับรถโดยสาร หรือมีการบอกเลิกสัญญาไม่ว่าจะเกิดจากกรณีใดๆจะทำให้รถโดยสารฯที่ผ่านการจดทะเบียนและชำระภาษีแล้วกลายเป็นรถมือสองหรือไม่ และอาจเป็นเหตุทำให้เสียทรัพย์ (รถโดยสารฯ) เสื่อมค่าลงไปหรือไม่?

ลงชื่อนายสุรดิษฐ์ สีดามาตย์ กรรมการบริษัท แม่โขงเทคโนโลยี่ จำกัด

ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบรับจาก ขสมก.ไม่เหมือนเมื่อครั้งเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นทีโออาร์ครั้งที่แล้วที่นายสมศักดิ์ได้นำเนื้อหาความคิดเห็นเปิดเผยต่อสาธารณชน แต่ครั้งนี้กลับเก็บเงียบ ฝ่ายกฎหมาย บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด โดย นายสุนทร ชูแก้ว ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อ ขสมก. เปิดโอกาสรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆอย่างเปิดเผยแล้ว แต่กลับละเลย ไม่เผยแพร่สู่สาธารณะ การกระทำเช่นนี้มีอะไรซ่อนเร้นหรือไม่

หรือเพื่อที่จะต้องการให้ราคาที่บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด เคยชนะราคา...เป็นราคาที่ไม่มีผู้ประกอบการสนใจประมูล เพื่อที่จะได้ใช้เป็นเหตุกลับไปใช้ราคากลางใหม่ที่จำนวนเงินสี่พันล้านเศษหรือไม่?

“หากมีเจตนาเช่นนั้นจริงแล้ว ก็ย่อมทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณโดยไม่จำเป็น การกระทำเช่นนี้อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายตามมาและต้องมีผู้รับผิดชอบแน่นอน” ทนายสุนทร ว่า

สำหรับเรื่องการเพิกถอนทะเบียนรถยนต์โดยสารจำนวน 292 คัน ทนายสุนทร อธิบายว่า ถ้าดูจากเอกสาร ประกาศนายทะเบียนเรื่องยกเลิกการจดทะเบียนรถจำนวน 292 คัน ลงนามโดยนายสนิท พรหมวงษ์ นายทะเบียนประจำกรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน มีใจความย่อๆว่า...“เนื่องจากนายทะเบียนได้รับแจ้งจาก ขสมก.ตามหนังสือที่ ขสมก.651/2560 ลงวันที่ 8 เมษายน 2560 ว่า สัญญาระหว่าง ขสมก.กับบริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ได้สิ้นสุดลงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน รวมทั้งใบเสร็จรับเงินที่ออกให้เป็นเท็จ จึงขอให้ขนส่งทางบกยกเลิกการจดทะเบียนรถโดยสารฯทั้ง 292 คัน”

ขอให้ดูลำดับเวลาแล้วจะเห็นว่า ขสมก.ดำเนินการไม่ถูกต้องเพราะ ขสมก.มีการแจ้ง บอกเลิกสัญญามายังบริษัทฯเพียงครั้งเดียว คือวันที่ 12 เมษายน แต่ ขสมก.กลับมีหนังสือแจ้งไปยังกรมการขนส่งทางบกตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่จะมีการบอกเลิกสัญญาว่า ขสมก.กับบริษัทฯ ได้สิ้นสุดลงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกันแล้ว ทั้งๆที่ในขณะนั้นสัญญายังไม่ได้มีการบอกเลิก การดำเนินการของ ขสมก.จึงเป็นการแจ้งข้อความที่ไม่ถูกต้องไปยังกรมการขนส่งทางบก จนเป็นเหตุให้นายทะเบียนได้ประกาศยกเลิกการจดทะเบียนรถจำนวน 292 คันดังกล่าว ก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งฝ่ายกฎหมายกำลังพิจารณาดำเนินการเรียกร้องแล้ว

เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ขสมก.มีเจตนาที่จะยกเลิกการรับโอนรถจาก บริษัทเบสท์ริน ซึ่งอาจมีผลทำให้ ขสมก.เสียเปรียบในการต่อสู้คดี ในคดีพิพาทที่ศาลปกครองกลาง เนื่องจาก ขสมก.ได้มอบอำนาจให้บริษัทฯไปทำการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในรถยนต์เป็นชื่อของ ขสมก. ถือเสมือนหนึ่ง ขสมก.ได้ตรวจรับมอบรถยนต์จาก บริษัท เบสท์ริน กรุ๊ป จำกัด ไปแล้วโดยปริยายและโดยชอบด้วยกฎหมาย

“เรื่องนี้น่าจะทราบดี...เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์ของนายสมศักดิ์ที่เคยบอกไว้ว่าการร่างทีโออาร์ฉบับใหม่ต้องมีการแก้ไขเรื่องนี้ เพราะการจดทะเบียนรถยนต์โดยสารให้ ขสมก. มีผลตามกฎหมาย

ดังนั้นการที่ ขสมก.ได้เร่งรีบแจ้งหนังสือไปยังกรมการขนส่งทางบก เพื่อยกเลิกการโอนทะเบียนรถ อาจเป็นความพยายามที่หวังจะลบล้างการจดทะเบียนเพื่อหวังผลทางคดีปกครองหรือไม่อย่างไร?”

ทนายสุนทร บอกอีกว่า ประเด็นต่อมาการที่นายสมควร นาสนม ประธานกรรมการตรวจรับรถและทดสอบรถโดยสารได้ลงนามในบันทึกข้อความ ที่ ข.ผอก.ฝรอ.1 005/2560 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 เรื่อง ขออนุมัติค่าใช้จ่ายและขออนุมัติเก็บค่าโดยสารจากประชาชนผู้ใช้บริการ เพื่อเป็นรายได้ขององค์การ ขสมก.

ตามสัญญาซื้อขายระหว่าง ขสมก.กับเบสท์รินเลขที่ ร.50/2559 ลงวันที่ 30 กันยายน 2559 ข้อ 7 การส่งมอบรถยนต์โดยสาร จะต้องเป็นรุ่นที่ผ่านการทดสอบรถยนต์โดยสารตัวอย่าง มีกำหนดระยะเวลา 3 วัน ต่อเนื่อง ขสมก.ได้นำรถโดยสารไปวิ่งให้บริการประชาชน ตั้งแต่เวลา 04.00-22.00 น. ใช้พนักงานขับรถของ ขสมก.และเจ้าหน้าที่ด้านเทคนิคของกรมการขนส่งทางบก และมีผู้แทนจากสถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พนักงานกลุ่มงานซ่อมบำรุงและคณะกรรมการตรวจรับและทดสอบรถโดยสาร

โดยมีรถโดยสารตัวอย่างเพื่อการตรวจสอบ จำนวน 10 คัน ดังนี้...เขตการเดินรถที่ 1 และ 2 เขตละ 2 คัน เขตการเดินรถที่ 3 และ 4 เขตละ 3 คัน การที่ ขสมก.นำรถยนต์โดยสารไปทดลองใช้งานจริง ต่อหน้าสักขีพยานที่มีหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้องจากหลายหน่วยงาน และมีการเรียกเก็บเงินค่าบริการจากประชาชนจริงนั้น ทีมกฎหมายเบสท์รินพิจารณาพบว่า ขสมก.ได้เข้าใช้ประโยชน์ในรถโดยสารตามสัญญาข้อ 7 แล้ว

จึงถือว่าเป็นการตรวจรับมอบรถโดยปริยายแล้ว ตามสัญญาข้อ 8 จึงหมายความว่า ขสมก.ได้ยอมรับในรถโดยสารแล้วว่า สามารถใช้งานและให้บริการได้จริงสมดังวัตถุประสงค์สำคัญของการทำสัญญาแล้ว

มหากาพย์รถเมล์เอ็นจีวี ยังคงดำเนินต่อไปไม่ทีท่าว่าจะสิ้นสุดลงง่ายๆ อนิจจังอนิจจา...ชาวเมืองกรุงผู้ใช้บริการรถเมล์ เมื่อไหร่จะได้โหนรถเมล์ใหม่ๆเสียที สับสนอลเวงจริงๆ.