บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เอิร์ธ-ธนชาตเปิดศึกฟ้องร้อง เรียก 6 หมื่นล้านต้นเหตุถูกอายัดเงินทำเจ๊ง

เอิร์ธ EARTH ยื่นฟ้องธนาคารธนชาตเรียกค่าเสียหาย 60,000 ล้านบาท เหตุนำข้อมูลธุรกรรมการเงินไปเปิดเผยต่อธนาคารกรุงไทยจนถูกอายัดเงิน ทำให้ถึงทางตัน เดินหน้าธุรกิจต่อไม่ได้ โดยล่าสุดศาลรับฟ้องแล้ว ชี้ทางออกเดียวที่จะรอด คือยื่นขอฟื้นฟูกิจการ ยันผู้บริหาร EARTH ไม่มีใครล้มบนฟูก ด้านธนชาตโต้กลับเข้มงวดความลับลูกค้า ขู่ฟ้องแพ่งและอาญาหลังถูกพาดพิงให้เสียหาย

นายขจรพงศ์ คำดี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอ็นเนอร์ยี่เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) (EARTH) เปิดเผยว่า บริษัทได้ฟ้องร้องดำเนินคดีข้อหาละเมิดต่อธนาคารธนชาต เรียกค่าเสียหาย 60,000 ล้านบาท โดยศาลแพ่งได้ประทับรับฟ้องเป็นคดีดำเลขที่ พ.1552/2560 สืบเนื่องจากธนาคารธนชาต ได้นำข้อมูลเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงินของบริษัทไปเปิดเผยกับธนาคารกรุงไทย จนเป็นเหตุให้ธนาคารกรุงไทยยื่นเรื่องต่อศาล เพื่อขออายัดเงินของบริษัทที่อยู่ในบัญชีเงินฝากของธนชาต ซึ่งเป็นเงินที่เตรียมโอนไปยังจีน เพื่อใช้ซื้อขายถ่านหินให้กับคู่ค้าในจีน ซึ่งได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยและธนาคารแห่งชาติของจีนแล้ว การกระทำของธนาคารธนชาต เข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงินปี 2551

“การกระทำของธนชาตครั้งนี้ถือว่าไม่มีจรรยาบรรณ เพราะไม่ยอมเก็บรักษาความลับของลูกค้า นั่นคือผู้บริหารธนาคารธนชาต ได้แจ้งข้อมูลธุรกรรมทางการเงินของบริษัทต่อผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จนนำไปสู่การถูกสั่งอายัดเงินฝาก ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อบริษัทอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจในจีน ซึ่งเป็นความหวังที่เหลืออยู่ ในการฟื้นกิจการและธุรกิจให้กลับมายืนได้อีกครั้ง”

นายขจรพงศ์กล่าวต่อว่า หลังมีคำสั่งอายัดในบัญชีเท่ากับเป็นการตัดเส้นทางทำมาหากินของบริษัท เพราะบริษัทไม่มีเงินมาใช้จ่ายหรือทำธุรกรรมใดได้เลย แม้แต่การจ่ายเงินเดือนของพนักงาน นอกจากนี้ ผู้บริหารบริษัทยังมีสิทธิที่จะถูกดำเนินคดีอาญา เนื่องจากได้มีการเซ็นเช็คจ่ายให้กรมสรรพากร จ่ายค่าระวางเรือ เป็นต้น ซึ่งเช็คที่จ่ายออกไป เด้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือว่าได้เดินมาถึงทางตันแล้ว จึงอยากขอความเป็นธรรมให้แก่พนักงานกว่า 100 คน และผู้ถือหุ้นกว่า 18,000 ราย โดยหากผู้ถือหุ้นและเจ้าหนี้รายใด อยากจะฟ้องธนาคารธนชาตร่วม ก็พร้อมเป็น ตัวกลางประสานและดำเนินการให้

“ขอยืนยันว่าไม่มีผู้บริหารรายใดล้มบนฟูก แต่ที่มาถึงทางตันวันนี้ เพราะปัญหาขาดสภาพคล่องการเงิน เนื่องจากถูกระงับวงเงินแบบทันทีทันใด สุดท้ายอันดับเครดิตเรตติ้งที่เคยอยู่ในระดับ BBB- ซึ่งเป็น Investment Grade ร่วงลงสู่ระดับ D ทันที ยืนยันว่าบริษัทไม่ได้ใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ นำไปลงทุนทำธุรกิจถ่านหินอย่างเดียวไม่เคยเอาไปใช้เพื่อลงทุนในรูปแบบอื่น”

ส่วนการขอมาร์จิ้น (สินเชื่อในการซื้อขายหุ้น) เพื่อนำมาซื้อหุ้น EARTH นั้น มีเป้าหมายเพื่อดำรงสถานะการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทไว้ ผู้บริหารไม่มีพฤติกรรมเล่นหุ้นแบบเทรดดิ้งหรือเก็งกำไร แต่ราคาหุ้นที่รูดลงอย่างรุนแรงช่วงเดือน พ.ค. และผู้บริหารโดนฟอร์ซเซลหรือบังคับขายหุ้น ส่งผลให้ทุกคนตกเป็นลูกหนี้ของโบรกเกอร์มูลค่ากว่าร้อยล้านบาท ทำให้คณะกรรมการบริหารของเอิร์ธ ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ โดยยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลางวันที่ 24 ก.ค.60 และขอให้บริษัทเป็นผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการ

ทั้งนี้ บริษัทได้รับหนังสือทวงถามจากเจ้าหนี้และได้รับแจ้งจากคู่ค้าว่าได้ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเป็นยอดหนี้รวมกว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งหนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ที่ไม่ปรากฎในงบเฉพาะกิจ-การของบริษัทในไตรมาส 1 ปี 60 แต่จัดไว้เป็นประมาณการหนี้สิน ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต ขณะที่หนี้ในบัญชีสิ้นสุดไตรมาส 1 ปี 60 อยู่ที่ 21,480 ล้านบาท เมื่อนำยอดหนี้ทั้งสองรวมกันจะเท่ากับ 47,480.01 ล้านบาท

“การเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู จะทำให้มีเวลาเจรจากับเจ้าหนี้ ไม่คิดขอตัดหนี้หรือแฮร์คัต แต่ขอเวลาและโอกาส เชื่อมั่นเพราะทำธุรกิจถ่านหินมามากกว่า 10 ปีแล้ว”

ด้านธนาคารธนชาต ได้ออกแถลงการณ์ ต่อข้อกล่าวหาของ EARTH ระบุ ยังไม่ได้มีหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องจากศาล พร้อมระบุว่า ข้อกล่าวหาของ EARTH ปราศจากข้อเท็จจริง จึงขอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง ธนาคารยืนยันมีนโยบายชัดเจน เข้มงวดในการดูแลรักษาความลับของลูกค้า และไม่ได้เป็นคู่กรณีหรือปล่อยกู้ให้กับ EARTH เป็นเพียงผู้รับฝากเงินของ EARTH เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนไม่มาก เมื่อเทียบกับจำนวนที่ EARTH กล่าวอ้างเรียกร้อง และการอายัดบัญชีเงินฝากของ EARTH เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของศาล โดยธนาคารขอสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการทางกฎหมายต่อ EARTH ทั้งทางแพ่งและอาญาต่อไปหลังถูกพาดพิงให้เสียหาย.