วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'สมชัย' ยก 3 ข้อ ค้านแนวคิด กรธ.ชงจับเบอร์รายเขตเลือกตั้ง

"สมชัย" ยก 3 เหตุผล ค้านแนวคิด กรธ.ชง "พรรคการเมือง-ผู้สมัคร" จับเบอร์รายเขต หวั่นทำ ปชช.สับสน เชื่อบริหารจัดการยาก 

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.60 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวถึงกรณีกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. โดยกำหนดให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองจับเบอร์รายเขตนั้น ว่า เป็นวิธีการที่แตกต่างจากอดีต ซึ่งจากที่ได้รวบรวมสถิติการเลือกตั้ง ส.ส.ย้อนไปตั้งแต่ปี 2544-2557 รวม 6 ครั้ง มีเพียงครั้งเดียว คือ ครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2550 ที่หมายเลขผู้สมัครรายเขต กับหมายเลขผู้สมัครบัญชีรายชื่อเป็นคนละหมายเลข เนื่องจากรูปแบบการเลือกตั้งมีการแบ่งส.ส.เขตออกเป็น 8 กลุ่มจังหวัด ฉะนั้นถ้ามองย้อนหลังไป 20 ปี ถือว่าประชาชนชินกับการที่ผู้สมัคร ส.ส.และพรรคการเมืองใช้หมายเลขเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จึงจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสน จะเห็นบรรยากาศว่าถนนสายเดียวกัน ผู้สมัครจากพรรคเดียวกัน แต่จะมีเบอร์ต่างกัน

นายสมชัย กล่าวต่อว่า ส่วนตัวเห็นว่า หลักการดังกล่าว ไม่ได้ขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญถ้าใช้บังคับ กกต.ก็สามารถปฏิบัติได้ แต่จะปฏิบัติได้ยากโดยอาจจะมีปัญหาใน 3 ส่วน 1. กรณีการรับสมัครจับสลากหมายเลขผู้สมัคร จากที่เคยจับสลากเพียงแค่จุดเดียว กกต.ก็ต้องจัดชุดแยกดำเนินการใน 350 เขต หากเกิดกรณีการปิดล้อมจับสลากไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาไม่สามารถจัดเลือกตั้งภายในวันเดียวได้ เพราะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัย ก็ต้องมีการเลื่อนวันเลือกตั้งเพื่อให้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร 2. การจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งก็ยากที่จะควบคุมในเรื่องของคุณภาพ มาตรฐานการปลอมแปลงบัตรเพราะเมื่อพรรคและผู้สมัครไม่ใช้หมายเลขเดียวกัน และหลักการใหม่ให้ใช้บัตรใบเดียว ดังนั้นในหนึ่งบัตรก็จะต้องมีทั้งหมายเลขผู้สมัคร สัญลักษณ์และชื่อพรรคการเมือง ก็เท่ากับว่าแบบของบัตรก็จะมี 350 แบบตามแต่ละเขตเลือกตั้ง การจัดพิมพ์เพื่อให้ทันกับเวลา จึงต้องแยกพิมพ์เป็นของแต่ละจังหวัดส่งผลให้เกิดปัญหาเรื่องการกำหนดมาตรฐานบัตร สิ่งที่กกต.เป็นห่วงกลัวว่าจะเกิดการรั่วไหลในการพิมพ์แล้วเกิดการโกงกันทั้งประเทศ และ 3. การรวมคะแนน เจ้าหน้าที่ กกต.ยืนยันว่ารูปแบบที่ กรธ.คิดยังสามารถเขียนโปรแกรมประมวลผลได้ แต่ปัญหาคือตรวจสอบของภาคประชาชน หรือองค์กรที่ร่วมตรวจสอบการเลือกตั้งจะทำให้ได้ยาก 

"คนที่บอกว่าทำแบบนี้แล้วการซื้อเสียงจะหมดไป กล้าไหมที่จะบอกว่า ถ้าการซื้อเสียงยังเกิดขึ้นมากกว่าเดิม จะรับผิดชอบอย่างไร ถ้าเราเทียบกับการเลือกตั้งระดับเล็กๆ ในท้องถิ่น เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เบอร์ไม่มีความหมายจำแค่หน้า จะเห็นว่าการซื้อเสียงกลับรุนแรงยิ่งกว่า ดังนั้นคิดว่าในการเลือกตั้ง เมื่อเราให้พรรคใช้ระบบไพรมารีโหวต แต่ละพื้นที่ประชาชนเป็นฝ่ายเลือกผู้สมัครแล้ว ถ้าที่สุดเขาจะเลือกเสาไฟฟ้าเราก็ต้องยอมรับ ทั้งนี้มองว่าบ้านเมืองไม่ใช่ของเล่น ไม่ใช่อยากจะคิดอะไรเขียนอะไรใหม่ ก็เอามาลองไปเรื่อยๆ ข้อดีมีอยู่แน่นอน แต่ก็ต้องพิจารณาวันมันคุ้มเสียหรือไม่" นายสมชัย กล่าว