บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หอการค้าไทย ประเมินน้ำท่วมอีสาน-เหนือ ไม่กระทบเศรษฐกิจ

ม.หอการค้าไทย ประเมิน น้ำท่วมภาคอีสาน-เหนือ เสียหาย 9,574 ล้านบาท กระทบเศรษฐกิจไทยน้อย เชื่อไม่เกิน 2 เดือนกลับสู่ภาวะปกติ มั่นใจครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยยังเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่น้ำท่วมฉุดความเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค.ต่ำสุดรอบ 7 เดือน จี้รัฐเร่งกระตุ้นใช้จ่ายลงทุนต่อเนื่อง..

วันที่ 8 ส.ค.60 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์ฯ ได้ประเมินผลกระทบ และความเสียหายที่เกิดขึ้น จากเหตุการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ เบื้องต้นพบว่า มีความเสียหายกว่า 9,574 ล้านบาท จากภาคการเกษตร 4,774 ล้านบาท ภาคธุรกิจ การค้า และอุตสาหกรรม 3,434 ล้านบาท โครงสร้างพื้นฐาน และทรัพย์สินต่างๆ เช่น ถนน ระบบสาธารณูปโภค 1,366 ล้านบาท หรือมีผลทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยโดยรวมลดลงเพียง 0.064% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ความเสียหายไม่น่าจะเกิน 15,000 ล้านบาท หรือกระทบเศรษฐกิจไม่เกิน 0.03-0.05% ของจีดีพี

“คาดว่าจะใช้เวลา 2 เดือนหลังจากนี้ ฟื้นฟูสถานการณ์ให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ จึงไม่น่ามีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมในช่วงครึ่งปีหลังนี้ และยังคาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 3.6% ตามเป้าหมายเดิม แต่ศูนย์ฯ จะทบทวนตัวเลขเศรษฐกิจใหม่อีกครั้งในเดือนก.ย.นี้”

ทั้งนี้ ได้สอบถามผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจใน 10 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขังในขณะนี้ พบว่า มีเพียง 31.7% เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบทางตรง อีก 46% ได้รับผลกระทบทางอ้อม ที่เหลือไม่ได้รับผลกระทบ โดยส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบระดับปานกลาง และไม่ได้รับผลกระทบเลย เพราะยังสามารถจัดหาสินค้าต่างๆ ได้ตามปกติ ส่วนภาคธุรกิจมีเพียง 32.7% เท่านั้นที่ระบุว่า ยอดขายลดลงกว่า 20% และกำไรลดลง 18.5% เนื่องจากน้ำท่วมทำให้ประชาชนเดินทางลำบาก จึงออกมาจับจ่ายใช้สอยลดลง ส่งผลกระทบต่อยอดขาย แต่ไม่ได้กระทบต่อโครงสร้างทางธุรกิจในวงกว้าง

อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ก.ค.60 ปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ค.60 อยู่ที่ 73.9 ลดลงจาก 74.9 ในเดือนมิ.ย.60 ซึ่งลดลงต่ำสุดในรอบ 7 เดือน นับตั้งแต่เดือนม.ค.60 ที่ดัชนีอยู่ที่ 74.5 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 51.7 ลดจาก 52.9 ต่ำสุดในรอบ 8 เดือน นับจากเดือน ธ.ค.59 ที่ดัชนีอยู่ที่ 51.7 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 83.1 ลดจาก 84.1 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 62.2 ลดจาก 63.3 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 69.1 ลดจาก 70.0 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 90.4 ลดจาก 91.5

ส่วนสาเหตุ ที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการ มาจากผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลกระทบในเชิงลบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ ประกอบกับ ราคาพืชผลทางการเกษตรส่วนใหญ่ยังทรงตัวอยู่ระดับต่ำในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมานี้ โดยเฉพาะราคาข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน และสับปะรดโรงงาน ส่งผลให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดลดลง

นอกจากนี้ ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวดีขึ้นมากนัก จึงวิตกกังวลเกี่ยวกับปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าที่ยังทรงตัวระดับสูง ไม่สอดคล้องกับรายได้ในปัจจุบัน รวมถึงผู้บริโภคยังกังวลต่อการแก้ไขปัญหาแรงงาน หลังจากที่รัฐบาลออกพ.ร.ก.บริหารจัดการแรงงานต่างด้าว แต่ยังจัดการไม่เสร็จสิ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานได้

”ศูนย์ฯ มองว่า รัฐบาลต้องเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ เร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพื่อเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน ซึ่งจะช่วยให้ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และการใช้จ่ายปรับตัวดีขึ้น”