บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่แก่เกินเรียน คุณปู่เฟรชชี่ นศ.ศิลปะราชภัฏ วัย79 อาจารย์ยังเรียกพี่

คุณปู่วัย 79 ปี มีใจรักศิลปะ เปิดร้านดินเผาอยู่ที่ด่านเกวียน เข้าเป็น "เฟรชชี่" นักศึกษาใหม่ สาขาทัศนศิลป์ มรภ.นครราชสีมา อยากศึกษาให้ถ่องแท้ แม่จะเรียนจบ ป.โทสาขาอื่นแล้ว ขณะที่อาจารย์บอกน่าจะเป็นนักศึกษาใหม่ในมหา‘ลัยปิดที่อายุมากสุด ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี...  

ช่วงสายของวันที่ 8 ส.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ว่ามีนักศึกษารุ่นคุณปู่ไม่แก่เกินเรียน สวมชุดนักศึกษามาเรียนหนังสือ จึงไปตรวจสอบพบว่า ที่โปรแกรมวิชาทัศนศิลป์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ซึ่งเปิดภาคเรียนใหม่มาได้ประมาณ 2 สัปดาห์แล้ว พบว่าปีนี้มีนักศึกษาใหม่ หรือเฟรชชี่ อายุมากถึง 79 ปี คือ นายกิตติ เนตวงษ์ อยู่บ้านเลขที่ 112 ถนนกีฬากลาง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองนครราชสีมา เกิด พ.ศ.2481 สมัครเข้ามาเรียนกับรุ่นหลาน โดยบอกว่าไม่ขอใช้สิทธิ์ในการเทียบโอนวิชาใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งที่ตนเองจบการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทมาแล้ว แต่มีความตั้งใจที่จะเรียนตามหลักสูตรให้จบตามหลักสูตรคือ 4 ปีเต็ม 

นายกิตติ เนตวงษ์ นักศึกษาใหม่ วัย 79 ปี เปิดเผยว่า ที่บ้านประกอบกิจการเครื่องปั้นดินเผา ชื่อร้านอำแดง บ้านด่านเกวียน ต.ด่านเวียน อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ส่งออกเครื่องปั้นดินเผาไปทั่วโลก ตนเองคลุกคลีกับงานประติมากรรมเครื่องปั้นดินเผามาตลอดชีวิต รวมทั้งครอบครัวทุกคนก็พร้อมใจที่จะให้ตนเองมาเรียนหนังสือ ลูกชาย 2 คน ที่จบปริญญาตรี รวมถึงแม่บ้านก็บอกให้มาเรียน ส่วนตัวเองก็มีความสุขที่ได้มาเรียน เป็นความตั้งใจตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งส่วนตัวก็คิดว่าตังเองยังไม่แก่ ครูอาจารย์ที่มาสอนก็ล้วนแต่คุ้นเคยกัน รู้จักกันหมด ยังเรียกตนเองว่าพี่ ซึ่งตนเองอยู่ในระบบมาตลอด เพราะเรียนจบที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อยู่ในระบบอย่างเคร่งครัดอยู่แล้ว จึงไม่กังวลที่จะต้องอยู่ในระบบการศึกษาเหมือนกับรุ่นหลานรุ่นเหลน แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เลือกสาขาใดเป็นพิเศษ เพราะยังไม่ทราบความต้องการของตัวเองว่าชอบงานศิลปะประเภทไหน ประติมากรรม ภาพพิมพ์หรืออื่นๆ แต่ที่บ้านทำงานด้านประติมากรรมมาตลอด ขอเรียนไปสักพักเพื่อรู้ความต้องการของตัวเองก่อนจึงจะเลือกเรียนเฉพาะทางได้

เฟรชชี่วัย 79 ปี กล่าวอีกว่า การที่มาสมัครเรียนที่นี่ ไม่ได้เอาไปเพิ่มคุณวุฒิเพื่อทำอะไร แต่ขอบอกว่ามาด้วยใจจริงๆ มาเพราะอยากเรียนรู้งานศิลปะ อยากเข้าถึงงานศิลปะอย่างแท้จริง ความจริงตนตั้งใจมาเรียนตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว แต่เนื่องจากความไม่พร้อมหลายด้าน ที่ผ่านมาเคยมานั่งเรียนบ้าง อาจารย์เคยเอาสีไปให้ทดลองเขียนบ้าง แต่ก็ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียด การมาเรียนศิลปะในครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังว่าตัวเองจะเป็นศิลปินใหญ่ แต่เชื่อมาตลอดว่าศิลปะจะทำให้ประเทศชาติมีความศิวิไลซ์ขึ้นมาได้ หากทุกคนมีศิลปะในใจ ประเทศชาติก็จะพัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป การมาเรียนเพื่ออยากรู้ว่าศิลปะที่แท้จริงคืออะไร เริ่มต้นมาจากที่ใด และเชื่อว่าคนเราไม่แก่เกินเรียนแน่นอน

"ผมอยู่ในวงการศิลปะมานาน แต่ไม่เคยได้จับหรือเข้าถึงงานศิลปะเลย วันนี้จึงอยากเรียนรู้อย่างจริงจังว่าศิลปะเริ่มอย่างไร เป็นมาอย่างไร ตัวเราเองชื่นชอบงานศิลปะ หลายคนในบ้านเมืองพยายามที่จะหาพื้นที่ทำหอศิลป์ แต่ก็เกิดขึ้นไม่ได้ งานศิลปะจึงไม่เป็นที่แพร่หลาย" นายกิตติ กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.สามารถ จับโจร ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป ในฐานะประธานที่ปรึกษาโปรแกรมวิชาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า ปีนี้มีนักศึกษาใหม่เข้ามาศึกษา 25 คน ที่พิเศษคือปีนี้มีนักศึกษารุ่นคุณตาสมัครเข้ามาเรียนด้วยคือ นายกิตติ เนตวงษ์ วัย 79 ปี ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของโปรแกรมทัศนศิลป์ที่มีคนให้ความสนใจเข้ามาศึกษา แม้จะผ่านประสบการณ์มามาก แต่ก็ยังอยากจะเพิ่มเติมในงานด้านศิลปะ ที่ผ่านมามีคนมาปรึกษาให้จัดหลักสูตรระยะสั้น เพื่อเปิดโอกาสให้เพิ่มเติมความรู้ด้านศิลปะ ตนมองว่าเป็นโอกาส เป็นทางเลือก เพราะศิลปะเป็นภาษาสากล เป็นสิ่งงดงามสร้างคุณค่าทางใจ

"เราได้มีโอกาสต้อนรับคุณกิตติ นักศึกษาใหม่วัย 79 ปี จะเป็นการสะท้อนให้สังคมเราได้เห็นคุณค่าหรือประโยชน์ที่เกิดจากสาขาทัศนศิลป์นี้ เท่าที่ทราบน่าจะเป็นนักศึกษาที่เรียนศิลปะอายุมากที่สุดในประเทศไทยสำหรับมหาวิทยาลัยปิด คิดว่าสังคมไทยจะเหมือนสังคมของต่างประเทศไปทุกที ในระบบทุนนิยม อุตสาหกรรมนิยมเข้ามาทำให้ ความสุขทางใจน้อยลง ฉะนั้นศาสตร์ที่สอนเรื่อง สกิล ทักษะ ที่เอาเรื่องของจิตวิญญาณความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะศาสตร์ความงามอยางทัศนศิลป์ เข้ามาจะเป็นทางเลือกที่เปิดทางรอด เห็นได้จากคนสนใจงานศิลปะมากขึ้น แม้แต่นโยบายของรัฐก็ส่งเสริมให้เป็นเมืองแห่งศิลปะ ต่อไปก็ขอเชิญชวนให้คนในประเทศหันมาสนใจ เพราะทุกวันเรามีศิลปวัฒนธรรม แต่ศิลปะทางเพียวอาร์ต หรือ Visual Art หรือทัศนศิลป์ มีการเรียนรู้น้อยมาก เราเน้นไปที่การแสดงศิลปวัฒนธรรมมากกว่า ความสุขทางใจและการถ่ายทอดทางอารมณ์ความรู้สึกยังได้รับการกล่าวถึงน้อย ก็ถือเป็นโอกาสที่ดี" ผศ.ดร.สามารถ กล่าว.